“ตะเกียบ” ใครคิดว่าไม่สำคัญ

“ตะเกียบ” ใครคิดว่าไม่สำคัญ ป่าจีนหดปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ตะเกียบเป็นเครื่องมือในการกินอาหารที่มีกำเนิดในประเทศจีนมาเป็นพันๆ ปี แล้ว ประเทศที่ใช้ตะเกียบเป็นหลักสำหรับการกินอาหารนอกจากจีน ก็มีญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ประเทศไทยเราซึ่งมีคนเชื้อสายจีนอยู่มากรู้จักกับตะเกียบก่อนช้อนเสียอีก แต่ทุกวันนี้ตะเกียบเป็นสิ่งที่แพร่ลายไปทั่วโลก เพราะโลกาภิวัติด้านอาหาร คนีจนไปอยู่ที่ไหนตะเกียบก็ตามไปที่นั่น และอาหารจีนก็แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งอาหารญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ส่วนบ้านเราสำหรับคนที่ใช่ลูกเจ๊กอย่างน้อยก็ใช้ตะเกียบในการกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่กันเป็นปรกติ ในสมัยก่อนตะเกียบที่เรารู้จักกันเป็นตะเกียบถาวร ที่ส่วนใหญ่ทำจากไม้ ใช้แล้วล้างกลับมาใช้ใหหม่อีก เหมือนช้อนเหมือนซ่อมทั่วๆ ไป แต่เมื่อโลกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมอาหารและร้านอาหารพัฒนาไป เราก็มีตะเกียบใช้แล้วทิ้งเข้ามาแทน ไม่ใช่เฉพาะกับอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรืออาหารแดกก่วนบางแบบ แต่ยังรวมไปถึงร้านอาหารที่เลือกบริการด้วยตะเกียบใช้แลวทิ้งแทน เพราะมันอาจจะประหยัดกว่า ไม่ต้องมาล้างอบดูแลรักษาให้สิ้นเปลือง แลดูสะอาดสะอ้านดีสียอีก ดูเผินๆ แล้วตะเกัยบใช้แล้วทิ้งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มันมีปัญหาแน่ๆ โดยเฉพาะกับประเทศหญ่มหึมาอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนที่คนใช้ตะเกียบกันเป็นหลัก จากตัวเลขที่ไป๋ กวางซิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมป่าไมท้จีหลินให้ไว้เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ ตอนนี้จีนผลิตตะเกียบใช้แล้วทิ้งปีละประมาณ 80,000 ล้านคู่ จากระดับเฉลี่ยปีละ 57,000 ล้านคู่ในระหว่างปี 2006-2009 ซึ่งนั่นหมายถึงจีนจะสูญเสียพื้นที่ป่าให้กับตะเกียบปีละประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ หรือจีนต้องใช้ต้นไม้อายุ 20 ปี ปีละ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชจีเอ็มโออเมริกาพ่นพิษ

https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/284211_10152111585990324_1886746059_n.jpg

“เมื่อเวลาผ่านไปวัชพืชพัฒนาภูมิต้านทานสารเคมีที่มุ่งทำลายมันกลายเป็น ซูเปอร์วัชพืช(superweed) เกษตรกรก็ต้องเพิ่มการใช้สารเคมีตามไปด้วย ผลก็เป็นไปตามที่งานวิจัยชี้ออกมา และกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรที่ปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม แต่ละปีต้องเพิ่มสารเคมีถึงร้อยละ 25 เพื่อสู้กับซูเปอร์วัชพืชที่ปัจจุบันมีมากกว่า 24 ชนิด” พืชจีเอ็มโออเมริกาพ่นพิษ โหมใช้ยาปราบศัตรูพืชหนัก พืชตัดต่อพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอที่กลายมาเป็นพืชในเชิงพาณิชย์สำคัญมีปลูกกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในอเมริกา กว่าร้อยละ 90 เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ส่วนข้าวโพดก็มีมากถึงกว่าร้อยละ 70 โดยพื้นฐานแล้วการตัดต่อพันธุกรรมข้าวโพดหรือถั่วเหลืองนั้นเป็นการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของมันให้มีความแข็งแรงทนทาน แต่ไม่ใช่ให้ทนทานต่อโรคภัยไข้เจ็บไรือศัตรูพืช ตรงกันข้ามเขาตัดต่อพันธุกรรมให้พวกมันทนทานต่อยาปราบศัตรูพืชที่เป็นสารเคมีอันตรายทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อม เมื่อฉีดหรือพ่นสารเคมีเหล่านี้พืชที่ปลูกจะทนทานอยู่ได้ แต่วัชพืชและแมลงทั้งหลายตายเรียบ ผลผลิตไม่เสียหาย จากงานวิจัยชิ้นล่าสุดของชาร์ลส เบนบรูค ศาสตราจารย์แห่งศูนย์เกษตรกรรมที่ยั่งยืนและทรัพยากรธรรมชาติ แห่งมหาวิทยาลัยรัฐวิชิงตัน ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Environmental Sciences Europe เมื่อไม่กี่วัน พบว่าผลที่ตามมาของการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมในอเมริกาทำให้เกษตรกรในอเมริกาใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชเพิ่มขึ้น จากปี 1996 ปีแรกที่เริ่มปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้ในอเมริกามาจนถึงปี 2011 หรือ 6 ปีผ่านไป ปริมาณสารเคมีที่ใชในการปราบศัตรูพืชเพิ่มขึ้น 404 ล้านปอนด์ แยกเป็นยากำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น 527 ล้านปอนด์ ยาฆ่าแมลงลดลง 123 ล้านปอนด์ พืชตัดต่อพันธุกรรมออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกโดยบริษัทมอนซานโตโดยเริ่มจาก ถั่วเหลืองราวนด์อัพ เรดดี้ ตามมาด้วยข้าวโพด ฝ้ายและพืชอื่นๆ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

รอยเตอร์ยำเละ นโยบายข้าวไทย

https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/s720x720/558268_10151450118265324_1873458429_n.jpg

“เขาว่าหากใครอยากเห็นสิ่งที่เรียกว่า oxymoron ให้มาดูที่ประเทศไทยนี่แหละ บทความ ชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการบอกว่าในขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะยังคงความเป็นผู้ ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกแต่นโยบายที่ตามมากลับเป็นอุปสรรคขัดขวางเสีย เอง แน่นอนว่านโยบายที่ว่านั่นคือนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกอันเป็นนโยบายประชา นิยมที่รัฐบาลหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง “   รอยเตอร์ยำเละ คณิตศาสตร์ง่ายๆ กับนโยบายข้าวไทย อันที่จริงแล้วติดตามเรื่องนโยบายข้าวของรัฐบาลด้วยความเป็นห่วงอยู่มากว่าจะพากันพังไปหมดในระยะไม่ยาวนัก พอดีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมามีบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนโดย ไคลด์ รัสเซล นักวิเคราะห์ตลาดของสำนักข่าวรอยเตอร์ น่าสนใจตรงที่เขาเป็นนักวิเคราะห์ที่เป็นคนนอก ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับประเทศไทย เขาว่าหากใครอยากเห็นสิ่งที่เรียกว่า oxymoron ให้มาดูที่ประเทศไทยนี่แหละ บทความชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการบอกว่าในขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะยังคงความเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกแต่นโยบายที่ตามมากลับเป็นอุปสรรคขัดขวางเสียเอง แน่นอนว่านโยบายที่ว่านั่นคือนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกอันเป็นนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง รัสเซลบอกว่ารัฐบาลไทยยืนยันว่าการส่งออกข้าวในปีนี้จะสูงถึง 9.5 ล้านตัน ทั้งๆ ที่ครึ่งแรกของปีนี้ส่งออกลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง เพราะนโยบายการแทรกแซงตลาดที่ทำอยู่นั่นเองที่เป็นสาเหตุ และทางเดียวที่จะดันการส่งออกในครึ่งปีหลังให้เพิ่มสูงขึ้นมากๆ ก็คือเลิกแทรกแซงตลาด แล้วรำเอาสต๊อกข้าวที่สูงเป็นประวัติการณ์ออกมาขายในราคาตลาด ทว่าถึงจะทำอย่างนั้นโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายการส่งออกก็ไม่น่าจะเป็นไปได้  เพราะการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลดีในประเทศที่เคยเป็นผู้ซื้อ เช่น อินโดนีเซีย และจีน ผนวกกับการเผชิญกับคู่แข่งขันอย่างอินเดีย และเวียดนานม รัสเซลวิจารณ์ว่าแทนที่รัฐบาลจะมองตลาดไปตามสภาพความเป็นจริงแบบนักปฏิบัติ กลับเลือกขยายโครงการรับจำนำไปถึงเดือนกันยายน และมีแนวโน้มต่ออายุไปอีกถึงเดือนตุลาคมอันเป็นฤดูการเก็บเกี่ยวใหญ่  ซึ่งนั่นหมายถึงจะมีสต๊อกข้าวเป็นภูเขาเลากาเพิ่มขึ้นมาอีกจากที่มีอยู่มากแล้ว มีโอกาสที่ประเทศไทยจะสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกให้แก่อินเดีย และอาจเป็นรองจากเวียดนามด้วยก็ได้ ข้าวเปลือกที่สต๊อกอยู่ตอนนี้คาดว่ามีอยู่ 17 ล้านตัน เทียบเท่ากับข้าวสาร […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

เส้นบะหมี่เป็ด ดีลิเวอรี่

ผมบอกกับเพื่อนผ่านที่สาธารณะคือเฟซบุ๊กนี่ละครับว่าอยากกินเส้นบะหมี่ที่ร้านเขาทำ ร้านบะหมี่เป็ดที่หาดใหญ่ ที่คนขายเป็นกวี และเป็นกวีซีไรต์คนล่าสุด ที่อยากกินเพราะภาพที่เห็นครั้งแรกเมื่อไปร้านนั้นคือเห็นอากงแก่ๆ นั่งทำเส้นบะหมี่ด้วยมือ ไปคราวหลังๆ ก็ไม่เห็นแล้วละครับ แต่รับรู้ว่าเส้นบะหมี่มีชีวิตแบบนี้ มันหาได้ยาก และผมก็อยากกินบ้างบางที แต่ระยะทางมันไกล พึ่งพาไปรษณีย์ได้รึเปล่าวะ ผมคิดดังๆ ไปทางเฟซบุ๊กให้มนตรี ศรียงค์ เจ้าของร้านรุ่นล่าสุดได้ยิน  เขาคือพี่หมี่เเป็ดที่เราชอบเรียกขานกัน หารือผ่านที่สาธารณะว่าจะทำอย่างไรให้ส่งมาได้โดยไม่เสียของ ในที่สุดก็ลองกันดุ พีหมี่ส่งบะหมี่มาให้ 20 ก้อน ด้วยวิธีการที่หารือกัน ผ่านไปรษณีย์ไทย ใช้เวลาเดินทาง 1 วัน กล่องพัสดุก็มาส่ง บนกล่องเขียนว่าให้เอาเข้าช่องฟรีซทันที ตอนได้รับผมก็แกะกล่องออกแล้วเอามันเข้าชองฟรีซที่สำนักงาน กลับบ้านก็เอามันมาด้วย แกะดูอีกทีให้เห็นก้อนบะหมี่ ดูเหมือนการแพคจะไม่ใช่แบบที่คุยกัน แต่คล้ายๆ และเป็นวิธีที่ใช้การได้ สภาพมันดีมากกลิ่นยังสดใหม่ แบ่งออกมาสองสามก้อน ที่เหลือห่อกลับไปอย่างเดิมเข้าเข้าช่องฟรีซไว้ เมนูเดิมเริ่มแรกที่ตั้งใจว่าจะเป็นบะหมี่น้ำใส เปลี่ยนไป เพราะคิดว่าเส้นมันยังสดดี น่าจะทำให้กินแบบรับรุ้ความสดของเส้น นำซุปเก่าที่เตรียมรอรับเส้นบะหมี่ ดิลิเวอรี่จึงแปรเปลี่ยน เอามันมากรอง แช่สาหร่ายคอมบุ แล้วเคี่ยว ใส่ปลาขูดลงไป จนได้น้ำซุปกลมกล่อม  ใส่ซีอิ๊ว น้ำส้มหมัก มิริน น้ำตาล ให้เข้มข้น […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....