มีคนคับแค้นใจกับ wiseknow นักลอก

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs304.ash2/58461_10150259000690324_535230323_14261103_351155_n.jpg

เขียนเรื่องเว็บไซต์นักลอก พฤติกรรมของ Wiseknow.com ไป ใส่ลงใน บล็อกที่ เอ็กซ์ทีน เข้าไปอ่านได้ตามนี้  http://cyborg9.exteen.com/20100830/wiseknow-com และตามนี้  http://cyborg9.exteen.com/20100902/entry ในลิงค์แรก ถ้าเข้าไปอ่านคนมาเขียนความเห็นต่อท้าย คือข้างล่างลองอ่านดูถึงความคับแค้นใจ บอกว่าจะสร้างสรรค์สังคมอุดมปัญญา!!!! แถมมีปุ่มให้คลิก “บริจาคเงิน” เพื่อร่วมอุดมการณ์ แต่!!! มารยาทในการนำข้อมูลของผู้อื่นไปใช้…ห่างไกลคำว่า “ผู้ดี” วัฒนธรรมในการอ้างอิงแหล่งที่มาที่เป็นภูมิปัญญา(ของผู้อื่น)…ห่างไกลจากสิ่งที่ “นักวิชาการ” พึงกระทำ แค่ “สิ่งที่ควรทำ” เบื้องต้นของความเป็นมนุษย์ยังทำไม่ได้ แต่กลับยก “ปณิธาน” อันยิ่งใหญ่ แล้วก็ซุกตัวเองให้ปีกของ “กฎหมาย” ปกป้อง แล้วก็อ้างว่า เป็น “สิ่งที่ใคร เขาก็ทำกัน” เออ…ก็เพิ่งจะรู้ว่า เดี๋ยวนี้ “มีความเสมอภาคในการทำเลว” แรกๆ ที่เจอก็โกรธ จนของขึ้น แต่เห็นแล้วก็นึกถึง ฉากหนึ่งใน”คู่กรรม” เมื่อเชลยศึกไปซ่อนตัวจากทหารญี่ปุ่น โดยซุกอยู่ในตู้เสื้อผ้าของอังศุมาลิน โกโบริเห็น จึงบอกว่า “…..ใช้กระโปรงผู้หญิงบัง ช่างน่าอาย คนเช่นนี้อยู่หรือตายก็เท่ากัน…” ก็เลยได้คิดว่า คนที่หากินอย่างไร้ยางอายแล้วก็ซุกใต้ปิกของกฎหมายแบบนี้ ก็อย่าไปให้ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

แบบว่า..บังเอิญรวย

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs411.snc4/47382_10150258257430324_535230323_14241348_2109310_n.jpg

ตำนานของการก่อกำเนิดเฟซบุ๊ค เริ่มต้นที่ฮาร์วาร์ด 1. คือคนที่คิดต่าง 2. คือการหักหลัง ทรยศ ในเชิงธุรกิจ 3. ซัคเคอร์เบิร์คผู้กอ่ตั้งเฟซบุ๊คกลายเป็นเศรษฐีในตอนนี้  4.คือ สมัยเรียนมอปลาย ไมโครซอฟท์เสนอเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไอ้หมอนี่ไม่เอา เด็กฮาร์วาร์ด ที่ไม่มีสังคม หัวฟู ลากแตะ กลับสร้างเว็บสังคมออนไลน์โดนใจคนกว่า 500 ล้านคนในโลก มันคืออะไรกันแน่ อ่านบางส่วนจากต้นฉบับได้ข้างล่าง ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์  แปลจาก…The Accidental Billionair แล้วมาร์คก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าหากคนเราอยากเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อตรวจสอบความเป็นไปของเพื่อนๆ แล้วละก็ ทำไมเราไม่สร้างเว็บไซต์ที่นำเสนออะไรทำนองนี้ขึ้นมาเล่า? ชุมชนออนไลน์สำหรับเพื่อนๆ มีรูป มีประวัติความเป็นมา อะไรก็ตามที่คุณสามารถคลิกเข้าไปหาได้ เยี่ยมเยียนได้บ่อยๆ เป็นอะไรที่เหมือนกับเครือข่ายทางสังคม แต่ต้องจำกัดจำเพาะเจาะจง ต้องเอ็กซ์คลูซีฟโดยคุณต้องรู้จักผู้คนที่อยู่ในไซต์ที่เข้าไปตรวจสอบนั้น คล้ายๆ กับในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นคนในแวดวงสังคมเดียวกันจริงๆ แต่ยกเอาไปไว้ออนไลน์ โดยคนภายในวงสังคมเดียวกันนั่นเอง มันจะไม่เหมือนกับเฟซแมช เขาอยากทำเว็บไซต์ที่ซึ่งใครต่อใครสามารถเข้าไปใส่รูปของตัวเองได้ด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่เพียงแค่รูปภาพ แต่ยังมีประวัติความเป็นมา สถานที่ซึ่งพวกเขาเติบใหญ่ อายุอานาม เรื่องที่พวกเขาให้ความสนใจ อาจบางทีเป็นเรื่องของชั้นเรียนที่พวกเขากำลังเรียนอยู่ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ฉลาดรู้ wiseknow.com

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs426.snc4/46970_10150252858615324_535230323_14108682_2668220_n.jpg

เว็บไซต์ wiseknow.com เป็นเว็บไวต์ที่รวมรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ มาไว้ในเว็บตามคำอธิบายในภาพข้างต้น บ้างเป็นข้อมูลข่าวสาร บ้างเป็นบทความจากคอลัมน์จากที่โน่นที่นี่พูดง่ายๆ คือเที่ยวก็อปปี้มาเกือบทั้งหมด เหตุที่ได้อีเมล์นี้มาเพราะบทความที่เขียนถูกคัดลอกนำไปใส่หลายครั้ง แต่ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเห็นว่าเป็นเว็บขยะชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญเพื่อนนักหนังสือพิมพ์บางฉบับเข้าใจผิดคิดว่าบทความที่อยู่ใน เว็บ นี้เป็นเว็บนี้ทำเองเขียนเอง แปลเอง หรือคนของเว็บนี้เขียนขึ้นมา ก็เลยเขียนอีเมล์ไปทักท้วงว่า น่าจะลงที่มาของบทความนั้นๆ ว่ามาจากสื่อฉบับไหน ฉบับวันเดือนปีอะไร ภาพข้างบนคือคำตอบ เราถามถึงมารยาทเล็กน้อยที่วิญญูชนพึงมี กลับได้รับคำตอบกล่าวอ้างข้อกฏหมาย เราถามถึงมารยาทของท่าน ท่านกลับกล่าวอ้างผู้อื่นล้วนไม่มีมารยาท ท่านไม่มีมิเห็นจะเป็นไร ยิ่งสังเกตคำตอบกลับอ้างคำโตว่า  เพื่อปณิธานอันยิ่งใหญ่ “แบ่งปันความรู้ให้กับประชาชนเพื่อสร้างสรรค์พลังอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย” ท่านมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ เราผู้น้อยน้อมรับ ท่านแม้มารยาทเพียงเล็กน้อย กลับไม่มี มิควรอวดโอ่ปณิธานยิ่งใหญ่ จดจำเว็บ wiseknow.com ไว้ขึ้นใจ ปรัชญาการแบ่งปันมิควรถูกทำให้สามานย์ ……. มีอีเมล์อีกฉบับกลับ หลังจากตอบกลับไปว่า ถามถึงมารยาท  หากไม่มีก็แล้วกันไป คำตอบกลับมาตามข้างล่าง เรียน คุณศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ ความจริงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเลย แต่เกรงว่าจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ดังได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่าทางเราให้เกียรติต่อนักเขียนผู้เขียนข้อมูล ข่าวสารหรือข้อเท็จจริงต่างๆในลักษณะข่าวสารทุกท่าน ซึ่งน่าจะเพียงพอแล้วนั้น ถือว่าเรามีมารยาทที่พีงมีต่อนักเขียนแล้ว สำหรับสำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ต่างๆนั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อเขียนเหล่านั้น เช่น […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

อภิทุนนิยม (Supercapitalism)

http://ecx.images-amazon.com/images/I/41w6RVNgu4L.jpg

บทที่ 6 คู่มือพลเมืองเรื่องอภิทุนนิยม ผมขอบรรเลงซ้ำว่า อภิทุนนิยมมีชัยชนะเมื่ออำนาจเปลี่ยนไปสู่ผู้บริโภคกับนักลงทุน  ตอนนี้พวกเขามีทางเลือกมากมายชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนและสามารถหันไปหาข้อเสนอที่ดีกว่าได้ง่ายขึ้น และการแข่งขันในหมู่บริษัทต่างๆ ที่จะดึงดูดและเก็บพวกเขาไว้ยังคงรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ดีขึ้นและถูกลงกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ในขณะที่อภิทุนนิยมชนะ ผลพวงทางสังคมด้านลบของมันก็ทาบเงาทะมึนใหญ่ขึ้นเช่นกัน  เงาดำเหล่านี้รวมถึงความไม่เท่าเทียมที่ถ่างกว้างยิ่งขึ้นในขณะที่ผลได้ส่วนใหญ่จากการเติบโตทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนยอด ความมั่นคงด้านหน้าที่การงานลดลง การไร้เสถียรภาพหรือการสูญหายไปของชุมชน การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การละเมิดสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศและความล้นหลามของสินค้ากับผลิตภัณฑ์ที่ชักนำเราให้หลงระเริงตามความปรารถนาด้านใฝ่ต่ำ  ผลพวงเหล่านี้มีให้เห็นในสหรัฐมากกว่าชาติเศรษฐกิจก้าวหน้าอื่นๆ เพราะว่าอเมริกาถลำเข้าไปในอภิทุนนิยมลึกกว่า  เศรษฐกิจประเทศอื่นซึ่งก็ตามมาติดๆ เริ่มประสบกับภาวะหลายอย่างที่คล้ายกัน ระชาธิปไตยเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อผลกระทบทางสังคมเหล่านั้น เพราะเป็นเวทีที่มีการแสดงออกซึ่งคุณค่าพลเมือง และเป็นเวทีสำหรับการตัดสินทางเลือกระหว่างสิ่งที่เราต้องการเพื่อตัวเองในฐานะผู้บริโภค/นักลงทุนกับสิ่งที่เราต้องการบรรลุร่วมกันในฐานะพลเมือง แต่การแข่งขันทำนองเดียวกันกับที่เติมเชื้อเพลิงให้กับอภิทุนนิยมได้ลุกลามเข้ามาในกระบวนการทางการเมือง บริษัทใหญ่ๆ จ้างกองทัพล็อบบี้ยิสต์ ทนายความ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการด้านประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งอุทิศเงินก้อนใหญ่ขึ้นทุกทีให้กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง  ผลลัพธ์คือเสียงของเราและคุณค่าของพลเมืองจมหายไป  ท่ามกลางกระแสดังกล่าว สถาบันเก่าที่เคยเป็นช่องทางการแสดงออกของคุณค่าพลเมืองใน “ยุคทองกลายๆ” เช่นสหภาพแรงงานในระดับอุตสาหกรรม กลุ่มพลเมืองท้องถิ่น “รัฐบุรุษภาคธุรกิจ” ซึ่งทำหน้าที่ตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม กับหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ส่วนใหญ่ถูกกระแสลมแรงของอภิทุนนิยมพัดกระจายหายไป แทนที่จะปกป้องประชาธิปไตยจากผลข้างเคียงด้านลบอันน่าสลดของอภิทุนนิยม พวกนักปฏิรูปหลายคนกลับมุ่งที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเฉพาะของบางบริษัท เช่น สรรเสริญพวกเขาว่ามีคุณธรรมทางสังคมหรือโจมตีว่าพวกเขาไม่รับผิดชอบต่อสังคม  ผลลัพธ์ก็คือความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในพฤติกรรมธุรกิจ แต่ผลกระทบในภาพใหญ่กว่าก็คือการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากการทำให้ประชาธิปไตยทำงาน เราไม่เคยขาดแคลนความคิดเกี่ยวกับนโยบายจัดการกับผลด้านลบทางสังคมของอภิทุนนิยม  ตัวกระผมเองก็ได้นำเสนอแนวคิดของตนในตอนท้ายบทที่ 3 คุณอาจไม่เห็นด้วย แต่เรายังไม่เคยแม้กระทั่งมาโต้เถียงกันอย่างจริงจัง เพราะว่านโยบายรัฐเริ่มห่างไกลจากการเมืองมากขึ้นทุกที  ทุกครั้งในช่วงฤดูหาเสียงเลือกตั้งก็จะมีการนำความคิดใหม่ๆ มาแสดงกับประชาชน แต่ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ค่อยมีผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....