คิดไม่ออก บอกนักเศรษฐศาสตร์

http://www.tutor2u.net/blog/files/tim_harford_inflation.gif

ทิม ฮาร์ฟอร์ด เป็นหนึ่งในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งที่มีชื่อเสียงในด้านการอธิบายให้คนเข้าใจง่ายๆ ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก หนังสือที่เขาเขียนในฉบับแปลเป็นภาษาไทยแล้วมีอยู่สองเล่มคือ “นักสืบเศรษฐศาสตร์” และ “เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต” คนอ่านติดอกติดใจกันเป็นแถว แต่ไอ้ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นสำหรับคนทั่วๆไปก็คือ คอลัมน์ “จดหมายถึงนักเศรษฐศาสตร์“ในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ซึ่งเป็นการตอบคำถามที่ผู้อ่านส่งมาถาม และประเด็นคำถามนั้น ถามแหลกเทียบกับคอลัมน์ตอบปัญหาชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ความโดดเเด่นที่ทำให้ผู้อ่านชอบอกชอบใจของคอลัมน์ที่ฮาร์ฟอร์ดตอบก็คือ การอาศัยหลักเศรษฐศาสตร์ที่อิงกับงานวิจัยมาตอบ ไม่ได้ตอบปัญหาชีวิตด้วยหลักจิตวิทยาเหมือนคอลัมน์ทำนองนี้ที่มีอยู่ทั่วไปในหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสารทั่วทั้งโลก กระทั่งปัญหาภรรยาไม่บรรลุจุดสุดยอดในการร่วมเพศกับสามี ยังเขียนมาถาม “นักสืบเศรษฐศาสตร์” ว่าจะบอกสามีไปตรงๆ ดีหรือไม่ หรือจะทำอย่างไรดี ฮาร์ฟอร์ดก็ยกหลักเศรษฐศาสตร์โดยอิงงานวิจัยมาตอบครับ …มันเหลือเชื่อจริงๆ แต่แม้จะตอบกันด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมักจะอิงเศรษฐศาตร์พฤติกรรมที่เป็นแขนงใหม่ของเศรษฐศาสตร์ ทว่าลีลาการตอบของฮาร์ฟอร์ดนั้น ต้องถือว่าเป็นชั้นครู มีลูกเล่น ลูกล่อลูกชน แพรวพราว ขนาดว่าอ่านไปขำไปได้เลย ลองดูตัวอย่างคำถาม…ซึ่งในคำตอบแฝงสาระหนักๆ บางอย่างไว้ด้วย   หวัดดีครับพี่นักสืบฯ   ผมมีปัญหาใหญ่กับโรงเรียน โรงเรียนในอิตาลีบังคับให้เด็กเรียนภาษาละตินและให้ความสำคัญยิ่งกว่าภาษาอังกฤษ เหตุผลของทางโรงเรียนคือภาษาละตินเป็นภาษาของบรรพบุรุษและจะช่วยให้เราพัฒนาความคิดเชิงตรรกะ   ผมว่าการบังคับให้เรียนละตินไม่มีประโยชน์ เราน่าจะเลือกเรียนภาษาจีนได้ มันช่วยพัฒนาความคิดเชิงตรรกะและยังช่วยให้เราประสบความสำเร็จในอนาคตด้วย พี่นักสืบฯว่าไงครับ?   อันเดรียอา ร็อคเชตโต้ (อายุ 15 […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

มรดกไทย

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash1/hs543.ash1/31760_10150189028305324_535230323_12215151_6692_n.jpg

มองก็รู้ ดูก็เห็น เป็นเช่นนี้ เอื้อนวจีบอกคำรักตักคำหวาน ป้อนจิตป้อนใจให้เบิกบาน ทั้งๆ รู้ ว่าแหลกราญไปหมดแล้ว คือซากปรักหักพังอย่างที่เห็น ร่วงพับเลือดกระเซ็นเป็นแถวๆ รุ้งสีดำทาบทับตลอดแนว เรียบร้อยหมดแล้วประเทศไทย เป็นความโง่เป็นความเง่าและเต่าตุ่น เราต่างถ่อยสถุลหรือมิใช่ ฆ่า ฆ่า ฆ่า..ล้างผลาญกันจนบรรลัย ทิ้งความเคียดแค้นไว้เป็นมรดก …ตกทอดไปชั่วกาลนาน Share on Facebook

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

สไน เปอร์…”หนึ่งนัด หนึ่งศพ” (3)

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc3/hs658.snc3/32510_10150182969255324_535230323_12076092_3274751_n.jpg

บทที่ 23 สมรรถนะของปืนไรเฟิลพลซุ่มยิงของนาวิกฯ เอ็ม24เอ1 ฟังดูแล้ว แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ส่งหัวกระสุน 173 เกรนด้วยอัตราเร็ว 2,550 ฟุตต่อวินาที ลอยในวิถีโค้งในอากาศเกือบสองวินาที นานพอจะกล่าววลีที่ว่า “บัดนี้ได้เวลาคนดีรี่มาช่วยเหลือ…” ก่อนจะทะลวงเข้ากลางอกของเป้า ห่างออกไปหนึ่งพันหลา…ระยะทางกว่าครึ่งไมล์ ปืนไรเฟิลพลซุ่มยิงมิได้ถือกำเนิดมาในชั่วข้ามคืน พัฒนาการพลแม่นปืนเกิดตามหลังพัฒนาการของลำกล้องไรเฟิลและความก้าวหน้าของศาสตร์แห่งขีปนาวุธ ทัศนศาสตร์ และการผลิตชิ้นส่วนจักรกล พลแม่นปืนทุกยุคทุกสมัย นับแต่สงครามประกาศอิสรภาพเรื่อยมาจนถึงกองกำลังรักษาสันติภาพในเบรุต เพิ่มขีดความสามารถในการส่งกระสุนเข้าเป้าสามถึงสิบเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับทหารราบทั่วไป ปืนไรเฟิลพลซุ่มยิงเอ็ม-40เอ1 เป็นแต่เพียงผลพวงของการสั่งสมประสบการณ์ แม้ว่าบางคนจะถือว่าเป็นผลรวมของทักษะของพลซุ่มยิงรวมเข้ากับเทคโนโลยี สองร้อยปีก่อนในระหว่างสงครามประกาศอิสรภาพ พันตรีจอร์จ แฮนการ์ ทัพบกอังกฤษ ส่ายหน้า ระอาคุณภาพของปืนไฟที่เป็นอาวุธคู่มือของทหารของคิงจอร์จ “ปืนคาบศิลา หากไม่คว้านลำกล้องบิดเบี้ยวผิดรูป(หลายกระบอกเป็นเช่นนั้น) จะยิงเข้าเป้าร่างมนุษย์ในระยะ 80 หลา หรืออาจเป็น 100 หลา แต่จะถือว่าโชคเข้าข้างถ้าเล็งยิงแล้ว ทำให้ข้าศึกได้รับบาดเจ็บที่ระยะ 150 หลา ในการยิง 200 หลา หันไปยิงดวงจันทร์เสียเลย โดยเติมความหวังเดียวกันว่ากระสุนจะเข้าเป้า ฉันขอยืนยันและพิสูจน์ได้ในทุกคราวว่าไม่มีทหารคนใดเสียชีวิตจากปืนคาบศิลาที่ระยะ 200 หลา โดยผู้ยิงที่เล็งมายังตัวเขา” ไรเฟิลแม่นยำยิงได้ไกล […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

นักสืบเศรษฐศาสตร์ที่รัก (แม่ยายกวนประสาท ทำไงดี)

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs113.snc4/36008_10150216896640324_535230323_13066239_942597_n.jpg

สวัสดีครับคุณนักสืบฯ แม่ยายของผมเก่งมากเรื่องกวนประสาทคน ครั้งหลังสุดที่มาที่บ้าน เล่นเอาผมโกรธจนยั้งปากไม่อยู่ หลุดคำพูดที่ตีพิมพ์ไม่ได้ ความจริงแกก็สมควรโดนผมเล่นงานแล้ว แต่ผมชี้แจงยังไง แม่ยายก็ไม่ยอมฟังเหตุผล เช่นเดียวกับภรรยาสุดที่รักของผม เพราะฉะนั้น สถานการณ์ในบ้านตอนนี้ตึงเครียดเล็กน้อย สงสัยผมจะต้องไปขอโทษ แต่ผมก็ไม่อยากให้แม่ยายได้ใจ ตอแยหนักขึ้นอีกหรือคิดว่าท่านทำถูก (ที่จริง ทำไม่ถูก) เศรษฐศาสตร์มีทางออกให้ผมไหมครับ? เจมส์ จากทางเหนือของลอนดอน เจมส์ที่รัก เศรษฐศาสตร์ไม่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตอบคำถามนี้ครับ เพราะคำขอโทษเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘คำพูดที่ไม่มีราคาค่างวด’ –คือ คนพูดไม่มีต้นทุน จะพูดอะไรก็ได้ คำพูดจึงไม่มีความหมาย แต่โชคดีที่มีนักเศรษฐศาสตร์อย่างเบนจามิน โฮ (Benjamin Ho) ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและกำลังทำงานวิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์การขอโทษพอดี เขาเริ่มด้วยการสังเกตว่าการขอโทษทำให้คนอื่นชอบเรามากขึ้นแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเราเหยาะแหยะบ่มิไก๊ – เขาไม่ได้คิดเอาเองแต่มีผลงานวิจัยเชิงจิตวิทยามาสนับสนุน เช่น งานวิจัยของฟิโอนา ลี (Fiona Lee) และลาร่า ไทเดนส์ (Lara Tiedens) นักจิตวิทยาทั้งสองคนเอาภาพตอนที่บิล คลินตันพูดถึงความสัมพันธ์กับลูวินสกี้ให้อาสาสมัครการวิจัยดู หลังดูคลิปข่าวที่บิล คลินตันกล่าวแสดงความเสียใจและขอโทษขอโพยแล้ว อาสาสมัครบอกว่าชอบคลินตันมากขึ้นแต่เคารพอดีตผู้นำสหรัฐฯน้อยลง ข้อมูลชี้ว่าการขอโทษไม่ใช่คำพูดที่ไม่มีราคาค่างวดอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเข้าใจ คนที่ขอโทษเลือกจะสร้างภาพว่าตนเองเป็นคนน่ารักแม้จะไม่น่ายำเกรง หรือถ้าเลือกไม่ปริปากรับผิด ก็จะเป็นการสื่อความนัยว่าเป็นคนจริงและมีฤทธิ์เดชไม่เบา การที่คุณปฏิเสธไม่ยอมขอโทษแม่ยายเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าคุณจะดีใจเพียงไรถ้าแม่ยายของคุณเคารพลูกเขยและอยู่ให้ห่างๆ ฟังดูถูกต้องนะครับ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....