https://lh5.googleusercontent.com/-jBA979xKvCY/Tpjr3dfSEEI/AAAAAAAAC14/gvaWvNpLqI8/s1024/guardian.jpg

วิธีที่การ์เดียนกำลังนำมาทดลองอยู่นี้ จัดเป็นคราวด์ ซอร์สซิ่ง นิวส์ที่แหกกรอบประเพณีของสื่ออีกครั้ง จากที่เคยทดลองทำมาแล้ว เป็นวิธีที่ต่อยอดมาจากโครงการ “MP Expenses” เมื่อปี 2552 ที่ อัพโหลดรายการค่าใช้จ่ายของนักการเมืองกว่าสองแสนชิ้นให้สาธารณะชนรวมกัน ตรวจสอบหาความผิดปกติ และครั้งนั้นมีคนเข้าร่วมประมาณสองหมื่นคน “เดอะ การ์เดียน” แหกกฏสื่อ เปิดแผนทำข่าว ให้คนอ่านมีส่วนร่วม ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำ ความเคลื่อนไหวของเดอะ การ์เดียน หนังสือพิมพ์รายใหญ่แแห่งสหราชอาณาจักรมีความน่าสนใจ เพราะขานี้บุกเบิกอะไรใหม่ๆ มาก่อนใครไม่น้อยในโลกดิจิตัล และด้วยวิธีที่แหกไปจากกรอบของกฏเกณฑ์เก่าๆ ยกตัวอย่างเช่นการประกาศใช้โอเพ่นแพลตฟอร์ม สำหรับการดึงเอาเนื้อหาของเดอะ การ์เดียนไปใช้อย่างเสรี หรือการที่เคยทดลองนำเอาแนวทางคราวด์ซอร์สซิ่งมาใช้การในทำข่าว เป็นต้น ความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดของเดอะ การ์เดียน ที่น่าสนใจก็คือการทดลองที่จะให้คนอ่าน หรือใครก็ตามที่ไม่ใช่คนในเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกหรือเสนอแนะข่าวที่สนใจ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการเสริมเนื้อหาก่อนที่ข่าวนั้นจะขึ้นไปเป็นข่าวกันจริงๆ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำข่าว แนวทางก็คือการจัดทำรายการข่าวที่จะทำหรือกำลังทำ ให้คนอ่านได้รับรู้ว่าเดอะ การ์เดียน กำลังสนใจหรือกำลังทำเรื่องอะไรอยู่ และเปิดโอกาสให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็น หรือเสนอแนะเข้ามา บนพื้นฐานความเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะทำให้ข่าวที่ทำเป็นข่าวที่ผู้อ่านสนใจหรือมีคุณค่าสมควรแก่การจัดสรรพทรัพยากรลงไปทำขึ้นมาให้เป็นข่าวเพื่อรายงานสู่สาธารณะต่อไป นี่นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้จะแหวกกฏเกณฑ์ารทำข่าวของสื่อ ซึ่งมักจะปกปิดประเด็นข่าวที่ตัวเองจะทำไว้อย่างลับสุดยอด ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญก็เพราะการแข่งขันกันนำเสนอข่าวเดี่ยวหรือข่าวเอ็กซ์คลูสีฟของแต่ละฉบับ แต่เดอะ การ์เดียน คิดไปอีกทางว่าการเปิดให้คนอ่าน ซึ่งบางคนอาจจะเป็นผู้รู้ข้อมูลมากกว่า หรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ มากกว่าจะช่วยแบ่งปันเพื่อเสริมให้การทำข่าวดีขึ้น ลึกขึ้น […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

http://farm7.static.flickr.com/6115/6215889003_f62e197f82.jpg

ประชาธิปไตยในอเมริกาที่เราเห็นกันว่ามันเป็นประชาธิปไตยนั้น ในทางกลับกันคือการเปิดช่องว่างให้ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปมีอิทธิพลต่อนโยบาย ของประเทศในทางที่เอื้อต่อคนเพียง 1 % ที่อยู่บนยอดพิระมิด  มันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาล มีคนที่อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนเกือบ 50 ล้านคน Occupy Wall Street สุดทางที่ “อเมริกา” เมื่อความเหลื่อมล้ำเบ่งบาน คืนวันที่ 5 ตุลาคมสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานอยู่ ใจก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เขม็งเกรียวขึ้นในกรุงเทพณ เมื่อ 35 ปีก่อน แล้วมันก็ดำเนินไปแบบที่ประวัติศาสตร์ในตำราเรียนไม่ยอมบันทึกไว้นั่นแหละครับ ปรกติแล้วในวันนี้และถัดไปอีกวันไม่ว่าของปีไฟนความหดหู่ซึมเศร้ามักเข้ามาห่อหุ้มจิตใจเสมอ ปีนี้ก็เช่นกันแม้จะพยายามทุ่มสมาธิทำงานก็ได้ไม่เต็มที่ ผมก็เลยเข้าเว็บยูทูบค้นหาเพลงฟัง พยายามค้นหาแต่เพลงฝรั่งจนทำให้นึกถึงวง เดอะ แคลช ขึ้นมา หนึ่งในต้นธารพังค์ร็อคของอังกฤษ ที่มีอายุสั้นๆ แค่ 10 ปี จากกลางทศวรรษ 1970 แต่ก็เป็นที่จดจำและเป็นตำนานบทหนึ่งของวงการเพลงร็อค เพลงของเดอะ แคลช พอเปิดฟัง(และดูบนยูทิวบ์) มันอธิบายเหตุการณ์การประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ได้เป็นอย่างดี ในฐานะเหตุการณ์จริงที่ระเบิดออกมาจากเพลง จากนั้นมันก็ดึงความสนใจเข้าไปยังการประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ที่เรียกกันว่า Occupy Wall Street  ซึ่งแม้จะไม่ได้มีลักษณธของความรุนแรงแบบเดียวกับในอังกฤษแต่ก็มีพื้นฐานคล้ายๆ กัน ถ้าติดตามข่าวคงจะรู้ว่าการประท้วงของประชาชนทั่วประเทศครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางใหญ่คือวอลล์สตรีต อันเป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำในสังคม เมื่อภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

สตีฟ จ็อบส์

http://l1.yimg.com/bt/api/res/1.2/qO_xWxR1_SN4zgHeFLXe9w--/YXBwaWQ9eW5ld3M7Y2g9MTAzMztjcj0xO2N3PTE1MTQ7ZHg9MDtkeT0wO2ZpPXVsY3JvcDtoPTQzMDtxPTg1O3c9NjMw/http://media.zenfs.com/en_us/News/ap_webfeeds/91c84b7c7342c016fa0e6a7067000e2a.jpg

เมื่อไม่นานนี้มานี้ได้อ่านบทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบบทหนึ่งท่บอกว่า คุณสมบัติของจ๊อบส์ที่นำพาให้แอปเปิ้ลประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อย่างทุก วันนี้ ไม่ใช่ด้านนวัตกรรม แต่กลับเป็นความสามารถในการเจรจาและการนำเสนอ …. “สตี๊ฟ จ็อบส์” วงการไอทีอำลาอาลัยกับการจากไปของ “สตีฟ จ๊อบส์” แห่งแอปเปิ้ล กันพรึ่บพรั่บจนกลบข่าวสารอื่นๆ ไปแทบไม่เหลือเหรอ แม้กระทั่งข่าวเกี่ยวกับไอโฟน5 หรือ ไอโฟน4s และiOS5 ของแอปเปิ้ลเองที่กำลังจะออกมาในอีกไม่กี่วัน เมื่อสำรวจดูในโลกอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายสังคมต่างๆ ก็จะพบปรากฏการณ์การไว้อาลัยจ๊อบส์ลามไปทั่วเช่นเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอิทธิพลที่แท้จริงของสตีฟ จ๊อบส์ เพราะฉะนั้นฉบับนี้หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดเรื่องจ๊อบส์ ซึ่งในสื่อไทยกันเองช่วงนี้ก็คงมีกันออกมามากมายพอดี เพราะ “สาวกแอปเปิ้ล” ในเมืองไทยมีไม่น้อยเลย เมื่อไม่นานนี้มานี้ได้อ่านบทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบบทหนึ่งท่บอกว่าคุณสมบัติของจ๊อบส์ที่นำพาให้แอปเปิ้ลประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ด้านนวัตกรรม แต่กลับเป็นความสามารถในการเจรจาและการนำเสนอ …. นับว่านี่เป็นทัศนะที่แปลกอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะมองความสำเร็จและความโดดเด่นของจ๊อบส์ในด้านความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม ลองมาดูอีกบางแง่มุมที่ลงรายละเอียดเพิ่มเติมกันหน่อยจาก All Things Dogital ที่กล่าวถึงจ๊อบส์เอาไว้อย่างน่าสนใจในประเด็นที่จั่วหัวไว้ว่าคุณภาพของสตี๊ฟ จ๊อบส์ สามประการซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ ประการแรก ความเป็นสุดยอดนักขาย จากคณสมบัติที่เห็นได้ชัดที่สุดของจ๊อบส์นั่นคือความสามารถในการกล่อมให้คนเชื่อว่าพวกเขาจะ “ต้อง” มีหรือต้องเป็นเจ้าของไม่ว่าอะไรก็ตามที่จ็อบส์เสนอ มีคนเรียกคำพูดของเขาว่าคือสนามความเป็นจริงที่บิดเบือน ความหมายก็คือ เมื่อจ็อบส์เสนอผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างให้ดู เราก็จะเชื่อว่าไม่เคยมีอไรเหมือนอย่างนี้มาก่อน และไม่มีอะไรจะมาแทนมันได้ แน่อนว่าเราปฏิเสธคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากแอปเปิ้ลไม่ได้ แต่ถ้ามีแต่คุณภาพโดยปราศจากความสามารถในการขายชั้นเลิศแบบจ๊อบส์ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ แล้วละก็ โอกาสที่จะก้าวขึ้นมาจนถึงขั้นนี้ก็ยากจะเป็นไปได้ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

“ทวิตเตอร์” ตื่นตูม

https://lh3.googleusercontent.com/-U5Dc4-few84/TpQVsW4B4MI/AAAAAAAAC1g/sRGGNbhCLfk/w465-h541-k/pouyingluck.jpg

จะว่าไปเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการต้องไปยกครื่องระบบความปลอดภัย อินเทอร์เน็ต เพราะปัญหาที่เกิดมันไม่ได้เกิดจากตัวระบบใหญ่แม้แต่น้อย ขืนไปบอกว่าจะให้กระทรวงไอซีทีหาทางป้องกันการแฮกทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อะไรแบบนี้ ก็มีแต่ขำกลิ้งกันไปเท่านั้นละครับ “ทวิตเตอร์” ตื่นตูม ว่าด้วยเรื่อง “แฮกๆ” เป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวกันกระฉูดเมื่อบัญชีใช้งานทวิตเตอร์ของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนมือดีแฮกแล้วเขียนข้อความแทงใจดำวิพากษ์วิจารณ์เอาไว้แบบเจ็บแสบ เล่นเอาตื่นเต้นกันไปทั้งทำเนียบ รวมทั้งรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายค้านซึ่งควรมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก็ดันไปอาศัยเป็นเหตุถล่มรัฐมนตรีไอซีทีเสียอีก การแฮกแบบมีเป้าหมายทางการเมืองแบบนี้เขาเรียกกันในภาษาฝรั่งว่าแฮกติวิสต์ครับ แต่จะเรียกอะไรไม่สำคัญเท่ากับโดนแฮกไปแล้ว (ฮา) จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเขียนถึงโปรแกรมหรือเรียกตรงๆ คือปลั๊กอินตัวหนึ่งของไฟร์ฟอกซ์ บราวเซอร์ท่องเว็บ ที่มีความสามารถในการแฮกแอคเคานต์การใช้งานเฟซบุ๊ก และรวมถึงทวิตเตอร์ ตลอดจนเว็บไซต์อื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งเอาไว้นานแล้ว ปลั๊กอินตัวนั้นชื่อไฟร์ชีพ ซึ่งใช้สำหรับการแฮกเมื่อเราไปใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะผ่านเสัญญานไวไฟ เช่น ตามร้านกาแฟเป็นตัน ปลั๊กอินตัวหนึ่งพูดได้ว่าคนที่จะไปปล้นแอคเคานต์เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ของใครไม่ต้องมีความรู้อะไรลึกซึ้ง แต่ติดตั้งมันแล้วก็ไปนั่งใช้เน็ตตามที่ที่มีสัญญาณไวไฟให้ใช้ เปิดปลั๊กอินให้ทำงาน มันจะสแกนว่าใครที่ร่วมใช้งานในที่นั้นกำลังใช้เหซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บอื่นๆ อยู่ จากนั้นก็ตะลึงตึ่งตึง เรียบร้อยโรงเรียน(สมมติว่าเป็น)แฮกเกอร์ และไฟร์ชีพนี่ต่อให้เป็นการตั้งพาสเวิร์ดแบบโคตรของโคตรพาสเวิร์ดก็ป้องกันไม่ได้ มันต้องป้องกันด้วยวิธีอื่นครับ ถามว่าโอกาสแบบนี้จะเกิดขึ้นกับบัญชีใช้งานทวิตเตอร์ของนายกฯหรือไม่ ตอบว่าเป็นไปได้ แต่โอกาสน้อยมาก แม้ว่าในทีมงานที่ดูแลทวิตเตอร์ให้นายกอาจจะสามารถใช้บัญชีนั้นจากโน้ตบุ๊กของตัวเองที่ไหนก็ได้ก็ตาม คนแฮกจะต้องรู้ว่าคนเหล่านี้ไปนั่งใช้โน้ตบุ๊กอยู่ที่ไหนแล้วสะกดรอยตามไปนั่งในร้านเดียวกัน ถ้าไม่มีคนในรู้เห็นเป็นใจคอยรายงานก็ยากที่ใครรู้ โอกาสที่จะเป็นความบังเอิญก็ไม่น่าจะมีมากนัก ส่วนการใช้โปรแกรมแกะพาสเวิร์ดโดยตรงโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่พอหาได้ อันนั้นโอกาสสำเร็จไม่ง่ายเลย เหนื่อยเกินว่าใครจะไปนั่งทำ มีอีกวิธีที่ยากและซับซ้อนขึ้นไปอีกระดับ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....