แปลงวิกิพีเดียเป็นอีบุ๊ก

http://www.prachachat.net/online/2012/09/13484737151348473723l.jpg

“เมื่อไม่กี่วันมานี้ วิกิพีเดีย เริ่มเปิดบริการใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือการแปลงข้อมูลหรือบทความที่ค้นเจอบนไซต์ออกไปเป็นอีบุ๊ก หากดูจากไซด์บาร์ทางด้านซ้ายเมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์วิกิพีเดีย จะเห็นหัวข้อ Print/Export ตรงนี้เองที่เป็นของใหม่ให้เราสามารถแปลงบทความที่ค้นได้ให้เป็นอีบุ๊ก” แปลงวิกิพีเดียเป็นอีบุ๊ก จากออนไลน์สู่ออฟไลน์ เชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมาก ก็เหมือนๆ คนใช้อินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปที่อย่างนอยต้องใช้บริการของวิกิพิเดีย(wikipedia.org) อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ถ้าไม่ได้เข้าไปค้นหาข้อมูลโดยตรงจากวิพีเดียก็อาจจะเข้าไปโดยผ่านผลการค้นจากกูเกิ้ลอีกทอด วิกิพีเดียเป็นคลังของฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือกล่าวให้ชัดเจนขึ้นก็คือเอ็นไซโคลพิเดียออนไลน์ที่เกิดจากการการป้อนข้อมูล ตรวจตรา แก้ไขกันเองในหมู่คนบนโลกออนไลน์โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ เป็นแนวคิดที่ชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่าคลาวด์ ซอร์สซิ่ง บ่อยครั้งที่ผมเกิดความสงสัยหรือต้องการค้นคว้าอะไรบางเรื่อง ก็พึ่งพิงวิกิพีเดียนี่แหละครับ ปัจจุบันวิกิพีเดียมีบทความเฉพาะที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่มากกว่า 4 ล้านบทความ และยังมีบทความในภาษาอื่นๆ อีกมากมายทั่วโลกเกือบ 300 ภาษา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นคลังข้อมูลออนไลน์ใหญ่ที่สุดที่คนทั่วโลกใช้กัน เมื่อไม่กี่วันมานี้ วิกิพีเดีย เริ่มเปิดบริการใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือการแปลงข้อมูลหรือบทความที่ค้นเจอบนไซต์ออกไปเป็นอีบุ๊ก หากดูจากไซด์บาร์ทางด้านซ้ายเมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์วิกิพีเดีย จะเห็นหัวข้อ Print/Export ตรงนี้เองที่เป็นของใหม่ให้เราสามารถแปลงบทความที่ค้นได้ให้เป็นอีบุ๊ก รูปแบบของไฟล์ที่แปลงออกมาเลือกได้สามแบบคือ PDF,epub และโอเพ่น ดอคคิวเมนต์ PDF เป็นไฟล์ที่น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว ส่วนโอเพ่นออฟฟิศก็คือรูปแบบไฟล์แบบเดียวกับเวิร์ด และ epub คือมาตรฐานไฟล์อีบุ๊กที่เป็นสากล มีความยืดหยุ่นมากในการนำไปอ่านบนอุปกรณ์เช่นโทรศัพท์มือถือ เครื่องอ่านอีบุ๊กทั่วไป และแท็บเล็ต ไม่ว่าจะบนไอแพดหรือแอนดรอยด์ สาเหตุที่วิกิพีเดียเพิ่มฟีเจอร์ให้เอ็กซ์พอร์ตออกมาเป็นไฟล์นั้นชัดเจนมาก นั่นคือเพื่อตอบสนองการอ่านแบบออฟไลน์ ค้นแล้วแปลงๆ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ยุคฟื้นฟูของการอ่าน

https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s720x720/529246_10151566594215324_266075926_n.jpg

“มีเพียงสิ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบกว่าการอ่านคือการอ่านมากขึ้น”” ถามว่าทำไมอเมซอนพูดแบบนี้….??? ยุคฟื้นฟูของการอ่าน งานมหกรรมหนังสือฯ ประจำปีที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใกล้จะมาเยือนอีกรอบในเดือนตุลาคม หนังสือใหม่ๆ น่าสนใจทยอยออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์กัน ปัญหาในเรื่องระบบการจัดจำหน่ายซึ่งปีนี้สะท้อนออกมาเด่นชัดให้เป็นเรื่องชุลมุนเกี่ยวกับค่าดีซีหรือค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าที่ซาลงไปแล้ว ทำให้งานหนังสือประจำปีทั้งงานมหกรรมฯ และงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่เป็นไฮไลต์ใหญ่ทีสุดของวงการ มีความสำคัญสำหรับสำนักพิมพ์น้อยใหญ่ในประเทศไทย ประการหนึ่งคือตักตวงโอกาสให้หนังสือออกใหม่ในจังหวะนั้น ประการหนึ่งคือการระบายหนังสือเก่าค้างสต๊อก ประการหนึ่งคือเงินสดๆ เป็นกอบเป็นกำ ทุกวันนี้ต่อให้ไปเดินร้านหนังสือบ่อยๆ แต่เมื่อไปงานหนังสือก็จะตื่นตาตื่นใจกับการได้ไปเห็นหนังสือมากมายที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยมีการพิมพ์ออกมาวางขายในโลกนี้มาก่อน ..ครับ ผมหมายถึงหนังสือภาษาไทยนี่แหละ เพราะข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ทำให้หนังสือจำนวนมากถูกกลืนหายไปในชั้นหนังสือของร้านหนังสือ ก่อนหน้านี้หนักกว่านี้ แต่โชคดีที่ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกออนไลน์ คอหนังสือมีโอกาสรับรู้ข่าวสารของหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่ออกมาวางขายแต่ไม่เคยเห็นในร้านหนังสือ ซึ่งปกติเขาก็ออกกันตลอดปีอยู่แล้ว ไม่ได้มาโหมออกกันเฉพาะงานหนังสือ แต่ก็เหมือนกับโฆษณาทางทีวีของอเมซอน (Amazon.com) เมื่อไม่นานมานี้ อเมซอนเปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Kindle PaperWhite แล้วใช้ประโยคว่า “มีเพียงสิ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบกว่าการอ่านคือการอ่านมากขึ้น”” ถามว่าทำไมอเมซอนพูดแบบนี้ อเมซอนคือเจ้าแห่งการขายหนังสือผ่านทางอินเทอร์เน็ต คว่ำยักษ์ใหญ่พวกบริคแอนด์มอร์ทาร์มานับไม่ถ้วน แล้วอเมซอนก็มาเป็นเจ้าแห่งการขายอีบุ๊ก ชั่วระยะเวลาแค่สี่ปีหลังจากทำเครื่องคินเดิ้ลออกมาขายไม่นานนักอเมซอนก็ประกาศย้ำแล้วย้ำอีกว่ายอดขายอีบุ๊กแซงยอดขายหนังสือเล่มที่พิมพ์บนกระดาษหมดแล้ว แต่นั่นเฉพาะยอดขายของอเมซอน ไม่ใช่ยอดขายของอุตสาหกรรมหนังสือทั้งระบบ เพราะโดยภาพรวมยอดขายหนังสือเล่มยังคงมีสัดส่วนมากกว่า มากกว่ากันมาก เฉพาะในสหรัฐอเมริกายอดขายจากข้อมูลในรายงาน BookStats 2012 ที่จัดทำโดยสมาคมผู้พิมพ์ผู้จำหน่ายและกลุ่มศึกษาอุตสาหกรรมหนังสือในอเมริกา สัดส่วนของอีบุ๊กในขณะนี้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 จากมูลค่ารวมของตลาดหนังสือเกือบสี่แสนล้านบาท ยอดขายอีบุ๊กโตแบบพุ่งขึ้นฟ้าเหมือนตะไล แต่ยอดขายหนังสือเล่มก็โตขึ้นด้วยเช่นกัน […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชแปดหมื่นชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์

“จากแนวโน้มที่กำลังดำเนินอยู่นั้น โลกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง ภายใต้สภาพภูมิอกาศแปรปรวนหรือสุดโต่งอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่ต้องทำและต้องมีความร่วมมือกันในระดับโลกสำหรับในกรณีของพืชมีอยู่ สามระดับ อย่างแรกคือการธำรงรักษาที่ยังมีอยู่ อย่างที่สองคือการซ่อมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย และสุดท้ายคือระบบสำรองเพื่อรับมือในกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งก็คือธนาคารเมล็ดพันธุ์” อนาคตของโลก 50-100 ปี พืชแปดหมื่นชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์ จากการศึกษาของสถาบัน Kew Garden ร่วมกับ ICUN และ Natural History Museum ในลอนดอน โลกเราตอนนี้มีพืชเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ชนิด ลดลงมาครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีเมื่อ 200-300 ปีที่แล้ว และหนึ่งในห้าของพืชทั้งหมดที่เหลืออยู่ตอนนี้หรือราว 80,000 ชนิดมีความเสี่ยงทจะสูญพันธุ์ไปภายใน 50-100 ปีข้างหน้า แรงกดดันที่ทำให้พืชจำนวนมากของโลกมีโอกาสสูญพันธุ์มาจากการบุกรุกที่อยู่อาศัยในธรรมชาติของพืชโดยผ่านการเกษตรกรรมและการขยายตัวของเมือง รวมทั้งผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยน้ำมือมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงส่งผลต่อน้ำที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเท่นั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของพืชด้วย สถานการณ์ดังกล่าวนี้เรียกร้องต้องการให้ทั่วทั้งโลกหันมาให้ความสนใจที่จะหยุดยั้งหรือพลิกเปลี่ยนเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพืช แม้กระทั่งพืชในทางเกษตรกรรมเองก็ถูกจำกัดอย่างน่าเป็นห่วง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า ในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้ มนุษย์มุ่งทุ่มเทให้กับพืชเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ร้อยละ 80 ของพลังงานจากอาหารของคนทั่วโลกมากจากพืชที่เพาะปลูกกันเพียง 12 ชนิด เป็นธัญพืช 8 ชนิดได้แก่ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ภูมิอากาศสุดโต่ง–> การลุกฮือของประชาชน

“ในปี 2007 บัน คีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติตอนนั้นเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ อธิบายความเชื่อมโยงให้และระบุว่าความรุนแรงที่ดาร์ฟูร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง ภัยแล้งนั้นไม่ได้เป็นความพ้องพานโดยบังเอิญ” สภาพภูมิอากาศแปรปรวน กับการลุกฮือของประชาชน มีบทความที่เขียนโดยฟิลิป บัมพ์ ในเว็บไซต์ grist.org ที่เชื่อมโยงการลุกฮือในซีเรียเข้ากับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าเป็นการจับแพะชนแกะ แต่ข้อมูลที่เขายกขึ้นมานั้นปูพื้นด้วยข้อสรุปเดียวกันจากผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งประชาชาติ หรือ UNEP ในปี 2007 ที่ใช้เวลาการศึกษา 18 เดือน แล้วได้ข้อสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อความขัดแย้งในซูดานและพัฒนาไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 2003 ที่รู้จักกันในนามสงครามดาร์ฟูร์ และอย่างที่เรารู้กันว่าความขัดแย้งรุนแรงยังคงดำเนินเรื่อยมา ข้อมูลของ UNEP ระบุว่าก่อนปี 2003 ทะเลทรายในซูดานทางอตนเหนือขยายลงไปทางใต้ 60 ไมล์ในรอบกว่า 40 ปี ปริมาณฝนลดลงระหว่าง 16-30 เปอร์เซ็นต์ และจากแบบจำลองภูมิอากาศของภูมิภาคนี้ระหว่างปี 2030-2060 อุณหภูมิเฉลี่ยของภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น 0.5-1.5 องศาเซลเซส ผลผลิตธัญพืชที่เป็นอาหารหลักของประเทศคือข้าวฟ่างลดลงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ความแห้งแล้งส่งผลให้เกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง บ่มเพาะให้เกิดความขัดแย้งตามมาจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง ในปี 2007 บัน คีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติตอนนั้นเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ อธิบายความเชื่อมโยงให้และระบุว่าความรุนแรงที่ดาร์ฟูร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงภัยแล้งนั้นไม่ได้เป็นความพ้องพานโดยบังเอิญ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....