พืชจีเอ็มโอพาพัง

https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/523816_10152091975440324_2108446716_n.jpg

“แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  เวริตี้ ฟาร์ม (Verity Farms) ในเซาธ์ ดาโกต้า ซึ่งทดสอบการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองทั้งจีเอ็มโอและไม่จีเอ็มโอ ผลที่ออกมาเห็นชัด” พืชจีเอ็มโอพาพัง ทนแล้งน้อยกว่าไม่จีเอ็มโอ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือถ้าเรียกว่าภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศสุดโต่ง ทั่วโลกเต็มไปด้วยความแปรปรวน อย่างที่อเมริกาเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือภัยแล้งที่ว่ากันว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ผลของมันก็คือพืชผลเสียหายยับเยิน พืชผลหลักๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อราคาอาหาร เพราะสัตว์ที่เลี้ยงก็คือพืชพวกนี้ ตอนนี้มีข่าวว่า มอนซานโต้ บรรษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการเกษตร พัฒนาพืชสู้แล้งขึ้นมาอีก เป็นข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมที่ใช้ชื่อว่า ดรอจท์การ์ด (DroughtGard)  ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไร ปีหน้าอาจจะมีเกษตรกรนำไปปลูกกัน ลองฉายภาพกลับไปดูภัยแล้งที่เกิดขึ้นอีกนิด อย่างที่รู้กันว่า ข้าวโพด ถั่วเหลือง ที่ปลูกในอเมริกาส่วนใหญ่เป็นพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้มีความต้านทานยาฆ่าแมลง และสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งผลของมันเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้สารเคมีมากขึ้น เพราะวัชพืชพัฒนาภูมิต้านทานได้ กลายเป็นไอ้ที่เรียกกันว่าซูเปอร์วีด เมื่อเจอกับภัยแล้งหนักหน่วงปรากฎว่าราบเป็นหน้ากลองกันไป บรรษัทยักษ์ใหญ่ก็เลยคิดจะขายเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรมสู้แล้งกันอีก แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

เรื่องข้าวๆ “แปรโอกาสเป็นวิกฤต”

https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc6/6087_10152035223380324_1585146767_n.jpg

“แนวคิดของโครงการนี้อยู่บนพื้นฐานของความคิดว่าไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของ โลก เกือบร้อยละ 30 ของข้าวที่ค้ากันในตลาดโลกเป็นข้าวจากไทย ดังนั้นเจ้าของความคิดนี้จึงเชื่อว่าหากลดซัพพลายในตลาดลงราคาข้าวในตลาดโลก จะสูงขึ้น การรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาดจึงเป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลก” เรื่องข้าวๆ “แปรโอกาสเป็นวิกฤต” ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่รัฐบาลชุดนี้ประดิษฐ์คิดสรรค์ขึ้นมากลายเป็นปัญหานัวเนียทางการเมืองที่ยังไม่รู้จะไปออกทางไหน และต่อให้ตัดปัญหาการเมือง รวมทั้งปัญหาการทุจริตสวมสิทธิ์อะไรทั้งหลายประดามีออกไปไม่เอามาคิด ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่ามันจะลงเอยด้วยดีได้อย่างไร เพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินมหาศาลเป็นแสนๆ ล้าน และจะใช้สำหรับรับจำนำฤดูกาลต่อไปอีกสองแสนล้าน ในขณะที่ข้าวที่รัฐบาลรับจำนำหรือที่จริงคือรับซื้อมาในราคาสูงกว่าตลาดมากประสบปัญหาขายไม่ออก ข้าวร่วมสิบล้านตันและจะมีเพิ่มเพิ่มอีกสิบกว่าล้านตัน คือปัญหาหนักอก แนวคิดของโครงการนี้อยู่บนพื้นฐานของความคิดว่าไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก เกือบร้อยละ 30 ของข้าวที่ค้ากันในตลาดโลกเป็นข้าวจากไทย ดังนั้นเจ้าของความคิดนี้จึงเชื่อว่าหากลดซัพพลายในตลาดลงราคาข้าวในตลาดโลกจะสูงขึ้น การรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาดจึงเป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลก สัญญาณนี้เป็นที่รับรู้กันดี ปีกลายผู้เชี่ยวชาญในวงการข้าวและอาหารในหลายประเทศหลายหน่วยงาน ตลอดจนรัฐบาลของประเทศที่นำเข้าข้าวก็คาดการณ์ในทำนองหวั่นเกรงว่าโครงการรับจำนำข้าวของไทยจะซ้ำเติมวิกฤตอาหาร ทันทีที่รัฐบาลไทยเริ่มรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาดมาก เวียดนามก็ขยับราคาตามขึ้นมา แต่เทียบกับราคาที่ข้าวไทยในมือรัฐบาลจะขายได้โดยไม่ขาดทุนแล้วก็ยังต่ำกว่ากันเยอะ อีกประเทศคืออินเดียก็ขยับราคาขึ้นมาเช่นกัน แต่ราคาข้าวสูงขึ้นได้ไม่กี่เดือนก็ลดลงไปอีก ตัวแปรสำคัญที่จริงก็คืออินเดียซึ่งหายไปจากตลาดค้าข้าวโลกมานานเริ่มกลับเข้ามาใหม่ ปลายปีที่แล้วอินเดียเลิกควบคุมการส่งออกข้าวที่ไม่ใช่ข้าวบัสมาติ ทั้งข้าวขาว และข้าวสาลี ทำให้ยอดส่งออกข้าวของอินเดียพุ่งขึ้นมาแบบปรู๊ดปร๊าด หลายประเทศรู้สึกขอบคุณอินเดียที่โผล่ขึ้นมาในตลาดทดแทนซัพพลายที่คาดว่าจะหายไปเพราะโครงการรับจำนำข้าวของประเทศไทย ที่จริงแล้วอินเดียไม่ได้โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย รัฐบาลอินเดียทุ่มเทให้กับเรื่องข้าวอย่างหนักมาเป็นเวลาอย่างน้อยสี่ปี ใส่ทั้งเทคโนโลยี และระบบชลประทานเข้าไป หรือการเปิดทางให้ชาวนาหันไปปลูกข้าวขาวมากขึ้นแทนข้าวบัสมาติ ผลพวงจากการเอาใจใส่ในเรื่องข้าวของอินเดียมาปรากฏเอาตอนที่ไทยเริ่มโครงการรับจำนำข้าวเมื่อปีกลายพอดี ในขณะเดียวกัน ตั้งแต่วิกฤตราคาอาหารปี 2008 หลายประเทศหันมาใส่ใจกับเรื่องการผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และก็ทำได้สำเร็จในบางระดับ นั่นทำให้ดีมานด์หรือความต้องการในตลาดลดลงไปโดยปริยาย ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่วางแผนทำโครงการมานานเพื่อจะกลับมาพึ่งตนเองให้ได้ในเรื่องข้าว ภายในปีน่าหากไม่เกิดเหตุใหญ่ใดๆ ให้ข้าวเสียหาย […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชจีเอ็มโออเมริกาพ่นพิษ

https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/284211_10152111585990324_1886746059_n.jpg

“เมื่อเวลาผ่านไปวัชพืชพัฒนาภูมิต้านทานสารเคมีที่มุ่งทำลายมันกลายเป็น ซูเปอร์วัชพืช(superweed) เกษตรกรก็ต้องเพิ่มการใช้สารเคมีตามไปด้วย ผลก็เป็นไปตามที่งานวิจัยชี้ออกมา และกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรที่ปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม แต่ละปีต้องเพิ่มสารเคมีถึงร้อยละ 25 เพื่อสู้กับซูเปอร์วัชพืชที่ปัจจุบันมีมากกว่า 24 ชนิด” พืชจีเอ็มโออเมริกาพ่นพิษ โหมใช้ยาปราบศัตรูพืชหนัก พืชตัดต่อพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอที่กลายมาเป็นพืชในเชิงพาณิชย์สำคัญมีปลูกกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในอเมริกา กว่าร้อยละ 90 เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ส่วนข้าวโพดก็มีมากถึงกว่าร้อยละ 70 โดยพื้นฐานแล้วการตัดต่อพันธุกรรมข้าวโพดหรือถั่วเหลืองนั้นเป็นการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของมันให้มีความแข็งแรงทนทาน แต่ไม่ใช่ให้ทนทานต่อโรคภัยไข้เจ็บไรือศัตรูพืช ตรงกันข้ามเขาตัดต่อพันธุกรรมให้พวกมันทนทานต่อยาปราบศัตรูพืชที่เป็นสารเคมีอันตรายทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อม เมื่อฉีดหรือพ่นสารเคมีเหล่านี้พืชที่ปลูกจะทนทานอยู่ได้ แต่วัชพืชและแมลงทั้งหลายตายเรียบ ผลผลิตไม่เสียหาย จากงานวิจัยชิ้นล่าสุดของชาร์ลส เบนบรูค ศาสตราจารย์แห่งศูนย์เกษตรกรรมที่ยั่งยืนและทรัพยากรธรรมชาติ แห่งมหาวิทยาลัยรัฐวิชิงตัน ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Environmental Sciences Europe เมื่อไม่กี่วัน พบว่าผลที่ตามมาของการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมในอเมริกาทำให้เกษตรกรในอเมริกาใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชเพิ่มขึ้น จากปี 1996 ปีแรกที่เริ่มปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้ในอเมริกามาจนถึงปี 2011 หรือ 6 ปีผ่านไป ปริมาณสารเคมีที่ใชในการปราบศัตรูพืชเพิ่มขึ้น 404 ล้านปอนด์ แยกเป็นยากำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น 527 ล้านปอนด์ ยาฆ่าแมลงลดลง 123 ล้านปอนด์ พืชตัดต่อพันธุกรรมออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกโดยบริษัทมอนซานโตโดยเริ่มจาก ถั่วเหลืองราวนด์อัพ เรดดี้ ตามมาด้วยข้าวโพด ฝ้ายและพืชอื่นๆ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....