“ตะเกียบ” ใครคิดว่าไม่สำคัญ

“ตะเกียบ” ใครคิดว่าไม่สำคัญ ป่าจีนหดปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ตะเกียบเป็นเครื่องมือในการกินอาหารที่มีกำเนิดในประเทศจีนมาเป็นพันๆ ปี แล้ว ประเทศที่ใช้ตะเกียบเป็นหลักสำหรับการกินอาหารนอกจากจีน ก็มีญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ประเทศไทยเราซึ่งมีคนเชื้อสายจีนอยู่มากรู้จักกับตะเกียบก่อนช้อนเสียอีก แต่ทุกวันนี้ตะเกียบเป็นสิ่งที่แพร่ลายไปทั่วโลก เพราะโลกาภิวัติด้านอาหาร คนีจนไปอยู่ที่ไหนตะเกียบก็ตามไปที่นั่น และอาหารจีนก็แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งอาหารญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ส่วนบ้านเราสำหรับคนที่ใช่ลูกเจ๊กอย่างน้อยก็ใช้ตะเกียบในการกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่กันเป็นปรกติ ในสมัยก่อนตะเกียบที่เรารู้จักกันเป็นตะเกียบถาวร ที่ส่วนใหญ่ทำจากไม้ ใช้แล้วล้างกลับมาใช้ใหหม่อีก เหมือนช้อนเหมือนซ่อมทั่วๆ ไป แต่เมื่อโลกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมอาหารและร้านอาหารพัฒนาไป เราก็มีตะเกียบใช้แล้วทิ้งเข้ามาแทน ไม่ใช่เฉพาะกับอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรืออาหารแดกก่วนบางแบบ แต่ยังรวมไปถึงร้านอาหารที่เลือกบริการด้วยตะเกียบใช้แลวทิ้งแทน เพราะมันอาจจะประหยัดกว่า ไม่ต้องมาล้างอบดูแลรักษาให้สิ้นเปลือง แลดูสะอาดสะอ้านดีสียอีก ดูเผินๆ แล้วตะเกัยบใช้แล้วทิ้งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มันมีปัญหาแน่ๆ โดยเฉพาะกับประเทศหญ่มหึมาอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนที่คนใช้ตะเกียบกันเป็นหลัก จากตัวเลขที่ไป๋ กวางซิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมป่าไมท้จีหลินให้ไว้เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ ตอนนี้จีนผลิตตะเกียบใช้แล้วทิ้งปีละประมาณ 80,000 ล้านคู่ จากระดับเฉลี่ยปีละ 57,000 ล้านคู่ในระหว่างปี 2006-2009 ซึ่งนั่นหมายถึงจีนจะสูญเสียพื้นที่ป่าให้กับตะเกียบปีละประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ หรือจีนต้องใช้ต้นไม้อายุ 20 ปี ปีละ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ความลับเขย่าโลก 3 “คุณก็รู้ เราไม่เคยนับศพ”

บันทึกสงครามอิรัก ไซเบอร์สเปซ 22 ตุลาคม 2010 “คุณก็รู้ เราไม่เคยนับศพ” นายพลทอมมี แฟรงก์ส บันทึกสงครามอิรักล้วนเป็นเรื่องจำนวนเท่านั้น ทั้งรัฐบาลสหรัฐและนายกรัฐมนตรีอังกฤษปฏิเสธที่จะยอมรับว่าชาวบ้านอิรักจำนวนเท่าไหร่ถูกสังหารเนื่องจากผลลัพธ์อันคลุมเครือของการได้รับการปลดปล่อยโดยกองทหารสหรัฐและอังกฤษ มีการอ้างถึงคำพูดอันฉาวโฉ่ของนายพลทอมมี แฟรงก์ส ในปี 2002 ที่ว่า “เราไม่เคยนับศพ” หนึ่งปีก่อนที่เขาจะนำกองทัพสหรัฐบุกอิรัก ที่จริงเขาอาจจะตั้งใจจะไม่ติดหลุมพรางของการมองในแง่ดีเกินไปเหมือนในสงครามเวียดนามช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อเหล่านายพลของสหรัฐอ้างว่าทำการสังหารทหารเวียดนามเหนือจนหมดไม่เหลือหรอแล้วหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะยอมรับในที่สุดว่าพ่ายแพ้ แต่เพราะการบุกยึดอิรักในปี 2003 กลับกลายเป็นการนองเลือดที่ไม่ได้วางแผนไว้ สำนวน “เราไม่เคยนับศพ” จึงกลายเป็นคาถาที่ไม่ได้ท่องออกมาของทั้งบุชและแบลร์ด้วยเช่นกัน หน่วยงานทางการบันทึกไว้โดยละเอียดว่าจนถึงวันคริสต์มาสปี 2010 มีทหารสหรัฐและพันธมิตรเสียชีวิตทั้งสิ้น 4,748 นาย ทว่ารัฐบาลตะวันตกอ้างกันมาหลายปีว่าไม่มีสถิติการเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างเป็นทางการอื่นๆ อยู่อีก การเผยแพร่ฐานข้อมูลรั่วไหลขนาดมหึมาของรายงานภาคสนามในอิรักในเดือนตุลาคม ปี 2010 ชี้ให้เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องโกหก บันทึกสงครามอิรักเผยให้เห็นถึงบันทึกเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ของความตายด้วยความรุนแรงของพลเรือนในอิรักโดยละเอียดนับตั้งแต่การรุกรานอย่างน้อย 66,081 รายกระนั้นก็ตามตัวเลขดังกล่าวนี้ แม้จะน่าตกใจโดยตัวของมันเอง ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในเชิงสถิติเท่านั้น มันต่ำมากเกินไป ฐานข้อมูลเริ่มต้นในปี 2004 ช้าไปหนึ่งปี มันขาดรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บที่สูงมากจากการบุกในช่วงปี 2003 โดยตรง และไปสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมปี 2009 […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ความลับเขย่าโลก (2) …แบรดลีย์ แมนนิง

“สมัยเด็ก แมนนิ่งฉายแววความสามารถสองอย่างที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ และทำให้เขาต้องเดินบนเส้นทางแห่งโศกนาฏกรรม เส้นทางที่จะนำไปสู่คุกในฐานทัพนาวิกโยธินที่กวนติโค รัฐเวอร์จิเนีย เขาเป็นคนช่างซักช่างถาม และมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามกับความคิดที่ครอบงำอยู่ แม็คคอมบ์สย้อนความหลังว่าแบรดลีย์ไม่เพียงเล่นแซกโซโฟนในวงของโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังเข้าร่วมทีมตอบคำถามกับพวกนักเรียนที่อายุมากกว่าด้วย “เขาเก่งมากๆ แล้วยังเป็นคนชอบแสดงความคิดเห็น แต่ก็แค่ถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เขาไม่เคยสร้างปัญหา ไม่เคยถูกลงโทษสักครั้งเดียวไม่ว่าด้วยเหตุอะไร” …เขาเริ่มต้นการเดินทางที่จะนำไปสู่การรั่วไหลของความลับทางการทหารและการทูตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ เมืองเครสเซนต์ โอกลาโฮม่า เป็นที่ราบห่างไกลจากแหล่งพลุกพล่านเช่นเดียวกับทะเลทรายมาดาอิน กาด้า แต่ความคล้ายคลึงจบลงเพียงเท่านั้น เพราะเมืองเล็กๆแห่งนี้เป็นศูนย์กลางแหล่งผลิตอาหารในชนบท ด้วยระยะทางห่างไป 35 ไมล์ทางเหนือจากโอกลาโฮม่า ซิตี้ เส้นขอบฟ้าของที่นี่ถูกบดบังด้วยกองธัญพืชสีขาวอันไพศาล “นี่เป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นและอนุรักษนิยมมาก” ริค แมคคอมบ์ส ผู้เพิ่งเกษียณจากตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมเครสเซนต์ กล่าว แบรดลีย์ แมนนิ่ง เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ปี 1987 จากการใช้ชีวิตช่วง 13 ปีแรกของเขาในเมืองเครสเซนต์ แบรดลีย์ได้ประโยชน์จากความสนิทชิดใกล้ของชุมชนเล็กๆแห่งนี้ และในขณะเดียวกันก็ทนทุกข์กับความใจแคบที่ควบคู่กันด้วย เขาอาศัยอยู่ในบ้านสองชั้นนอกเมืองกับไบรอัน พ่อชาวอเมริกัน ซูซาน แม่ชาวเวลส์ และเคซีย์ พี่สาว พ่อแม่ของเขาเจอกันตอนที่ไบรอันประจำการกองทัพเรือสหรัฐ ที่ เคาดอร์ บาร์รัคส์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวลส์ สมัยเด็ก แมนนิ่งฉายแววความสามารถสองอย่างที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....