ความลับคับอก..นี่เลย Whisper

“เขียนกันไปอ่านกันมาโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีข้อมูลส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น ไม่สามารถติดต่อกับคนโพสต์ได้ไม่ว่าในทางใด ยกเว้นเขียนต่อไว้ภายใต้ข้อความที่คนๆ นั้นโพสต์ไว้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะโดนจับได้หรือโดนอะไรต่ออะไรตามมา ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสอดแนม การตามล้างตามเช็ด หรือการล่าแม่มดใดๆ” Whisper มีความลับจะบอก บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงอันเนื่องมาจากการสอดแนมข้อมูลส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ตโดยหน่วยงานรัฐบาลไม่ว่าในประเทศประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่เอ็ดเวิร์ด สโนวเดน แฉออกมาไม่ไม่นานมานี้ หรือแม้กระทั่งแนวคิดการติดตามสอดส่องการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยหน่วยงานตำรวจไทยแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านดังขรมไปทั่วอินเทอร์เน็ต ทำให้บางทีการคิดถึงช่องทางที่จะปล่อยความคิดความอ่านหรือกระทั่งระบายอารมณ์บางอย่างออกมาอาจจะต้องมองหาช่องทางซึ่งสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวและไม่เปิดเผยตัวตนของเราได้จริงๆ แม้ว่าบริการโซเชียลเน็ตเวิร์กจะยึดหลักการนี้ แต่โซเชียล เน็ตเวิร์กมีธรรมชาติของมันในการเปิดเผยสู่สาธารณะมากกว่า ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อเชื่อมโยงคนเข้าหากันโซเชียล เน็ตเวิร์กจึงพยายามกระตุ้นให้เราเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้มากขึ้นๆ และแบ่งปันข้อมูลเหล่านั้นสู่สาธารณะเพื่อให้คนได้เข้าสังกัดฝูงที่เหมาะสมในโลกออนไลน์ ดังนั้นจึงมีบริการบางแบบที่เดินไปในทางตรงข้ามกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก นั่นคือการปกปิดทุกอย่างรวมทั้งตัวตนของผู้เขียนหรือผู้โพสต์ข้อความ สมัยก่อนมีเว็บไซต์ปกปิดตัวตนให้คนได้เขียนข้อความอะไรก็ได้โดยไม่เปิดเผยตัวตนของคนโพสต์ ได้รับความนิยมไม่น้อยเพราะคนเรามักมีอะไรที่อยากระบายออกมา แต่ไม่อยากให้ใครรู้ ล่วงมาถึงยุคโมบาย ก็มีแอพพลิเคชั่นสำหรับการโพสต์ข้อความโดยไม่เปิดเผยตัวตนออกมาตอบสนอง อย่างเช่นแอพล่าสุดที่ได้รับความนิมยมมากก็คือแอพที่ชื่อว่า Whisper ใช้งานได้ทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS เปิดมาให้ใช้บริการกันราวๆ กลางปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้จำนวนเพจวิวของ Whisper พุ่งลิ่วขึ้นไปถึง 2,500 ล้านเพจวิวต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณการเปิดดูเพจที่สูงมากกว่าเว็บไซต์ใหญ่ของโลกอย่าง CNN เสียอีก คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ชอบนักเชียวละครับสำหรับแอพพลิเคชั่นตัวนี้ เพราะเป็นแอพสำหรับใช้ระบายความอึดอัดคับข้องใจต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกอะไรก็ตามที่ไม่กล้าเปิดเผยออกมาตรงๆ ให้คนอื่นรู้ Whisper ให้บริการกระซิบความลับอย่างมีสีสัน เพราะแทนที่จะเป็นการเขียนข้อความโดยไม่เปิดเผยตัวตนกันเฉยๆ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

อียิปต์ อาหาร ผลพวงแห่งความคับแค้น

“เมื่อคนสิ้นหวังเพราะไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ด้วยท้องที่หิวโหยและความคับข้องใจที่มี อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพียงมีเหตุการณ์อะไรมาสะกิดก็พร้อมจะลุกฮือเหมือนเชื้อเพลิงที่ขอให้มีไม้ขีดเพียงก้านเดียวมาจุดให้ติด ..ที่หนักกว่านั้นก็คือแทนจะมุ่งเน้นการผลิตอาหารเลี้้ยงตนเองให้มากขึ้น กลับกลายเป็นว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้อียิปต์กลับแปรสภาพฟาร์มขนาดเล็กที่เพาะปลูกอาหารสำหรับการบริโภคในประเทศไปเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่เพาะปลูกพืชผลเพื่อการส่งออกแทน” เหตุการณ์ที่เกิดในอียิปต์ขณะนี้ เราอาจจะมองว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของคนสองฝ่าย มองว่าเป็นความล้มเหลวทางการเมืองของรัฐบาลจนนำไปสู่การก่อความวุ่นวายเดินขบวนประท้วงขับไล่รัฐบาล หรือภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ แถมยุคนี้ยังมีเทคโนโลยีโซเดียล มีเดีย เป็นตัวช่วยทั้งในด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การปลุกเร้าอารมณ์ร่วม และการนัดหมายระดมพลอีกด้ว ทว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งทีสำคัญเช่นกัน และอาจจะเป็นตัวปัญหาที่ยั่งยืนกว่าก็คือ “อาหาร” โดยเฉพาะราคาอาหาร ในปี 2011 New England Complex Systems Institute (NECSI) หน่วยงานวิจัยของนักวิชาการจากฮาเวิร์ดและเอ็มไอที ใช้ข้อมูลจากดัชนีราคาอาหารที่จัดทำโดยเอฟเอโอ (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) เผยแพร่รายงานชิ้นหนึ่งออกมาที่แสดงถึงสหสัมพันธ์ระหว่างราคาอาหารกับความไม่สงบในสังคมในปี 2008 และ 2011 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีราคาอาหารพุ่งลิ่วขึ้นไปเกินระดับ 210 จุด สองปีดังกล่าวรวมถึงก่อนหน้าและหลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมขึ้นมากมายหลายเกิดเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางและแอฟริกา รายงานชิ้นที่ว่านี้ทำนายล่วงหน้าไว้ด้วยว่าความไม่สงบทางสังคมของโลกจะเข้าสู่ระดับความเสี่ยงสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2013 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอียิปต์เวลานี้น่าจะเป็นคำตอบได้ดี แม้ว่าดัชนีราคาอาหารจะลดลงมาบ้างจากจุดสูงสุด แต่ระดับเฉลี่ยก็ยังคงเกิน 210 จุดที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่การปฏิวัติดอกมะลิในตูนีเซียแล้วเกิดความไม่สงบ การประท้วง ความวุ่นวายทางสังลุกลามไปในประเทศอื่นๆ จนมาถึงอียิปต์อีกครั้งขณะนี้ เมื่อคนสิ้นหวังเพราะไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ด้วยท้องที่หิวโหยและความคับข้องใจที่มี อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพียงมีเหตุการณ์อะไรมาสะกิดก็พร้อมจะลุกฮือเหมือนเชื้อเพลิงที่ขอให้มีไม้ขีดเพียงก้านเดียวมาจุดให้ติด อียิปต์เป็นประเทศเทศที่เปราะบางต่อราคาอาหาร […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

จาก Lavabit ถึง LINE ความเป็นส่วนตัว ยุค “พี่เบิ้ม”

“หน่วยงานความมั่นคงต้องการข้อมูลการใช้งานอีเมล์ของสโนวเดนจาก lavabit.com ทว่าเลวิสันปฏิเสธ เขาไม่ยินยอมที่จะละเมิดหลักการการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริการของเขา” จาก Lavabit ถึง LINE ความเป็นส่วนตัว ยุค “พี่เบิ้ม” “ถ้าสาธารณชนอเมริกันรู้ว่ารัฐบาลของเรากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป” คำพูดข้างต้นเป็นของลาดาร์ เลวิสัน เจ้าของบริการอีเมล์ lavabit.comรายเล็กๆ รายหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ปิดบริษัทยกเลิกการให้บริการอีเมล์ ซึ่งสู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงทำมานานเกือบสิบปีในฐานะบริการอีเมล์ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า บริษัทให้บริการอีเมล์เล็กๆ รายหนึ่งปิดบริษัทยกเลิกการให้บริการไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก หากไม่ใช่เพราะว่าการปิดบริการอีเมล์เกิดขึ้นไม่นานหลังจากเอ็ดเวิร์ด สโนวเดน คนที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) ต้องการตัวมากที่สุดตอนนี้ไม่แพ้จูเลียน อัสซานจ์ โทษฐานที่เขานำความลับเกี่ยวกับโครงการสอดแนมชนชาวโลกของ NSA ออกมาแฉ ตอนที่สโนวเดนเชิญสื่อมวลชนไปรับฟังการแถลงข่าวของเขาเกี่ยวกับลี้ภัยในรัสเซียไม่นานมานี้เขาส่งเทียบเชิญด้วยอีเมล์ถึงสื่อต่างๆ และอีเมล์ที่สโนวเดนใช้นั้นพบว่าเป็นบริการอีเมล์ของ Lavabit.com หลังจากบริการอีเมล์ขอสโนวเดนเปิดเผย Lavabit ก็ปิดตัวลงไป ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นdkiตัดสินใจที่เจ็บปวดของเลวิสันในการปิดกิจการที่เฝ้าฟูมฟักมาเกือบสิบปี สาเหตุของการปิดเมื่อแกะจากถ้อยแถลง คำพูดและคำให้สัมภาษณ์กับสื่อนำมาประมวลกันแล้ว มันก็คือการถูกบีบจากทางการสหรัฐนั่นเอง หน่วยงานความมั่นคงต้องการข้อมูลการใช้งานอีเมล์ของสโนวเดนจาก lavabit.com ทว่าเลวิสันปฏิเสธ เขาไม่ยินยอมที่จะละเมิดหลักการการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริการของเขา ทางเลือกอันเจ็บปวดที่เหลืออยู่ก็คือปิดมันไปเสีย แต่นอกจากเลือกทางปิดบริการแล้ว เลวิสันก็ยังถูก “พี่เบิ้ม” ปิดปากไม่ให้พูดรายละเอียดของเรื่องนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตามเขาก็แพลมๆ ออกมาพอให้เข้าใจกันได้ไม่ยาก คำพูดที่ยกมาตอนต้นของบทความเป็นการรวบรัดให้เห็นภาพของส่งที่ตัวเขาเองเผชิญกับมัน […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ท้องถิ่นเวียดนามล้ม 13 เขื่อน

“ตัวอย่างล่าสุดก็คือ กรณีการเพิกถอนใบอนุญาตการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา จังหวัดเกียลาย เพิกถอนไปทั้งหมด 13 โครงการด้วยกัน ด้วยเหตุผลว่าโครงการเหล่านี้จะส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม” หยุดสร้างเขื่อนในเวียดนาม สะท้อนการปกครองท้องถิ่น สัปดาห์ก่อนมีข่าวปรากฏในสื่อไทยข่าวหนึ่งว่ารัฐบาลเวียดนามประกาศใช้กฏหมายห้ามผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แชร์ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ สำนักข่าว หรือเว็บไซต์ที่รัฐเป็นเจ้าของ และและยังระบุห้ามผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างประเทศ จัดหาข้อมูลที่ต่อต้านเวียดนาม บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ กฎระเบียบสังคม และความสามัคคีของชาติ หรือข้อมูลที่บิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี และทำให้องค์กรและบุคคลเสื่อเสียเกียรติและศักดิ์ศรี เวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่จำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉพาะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล ใครเคยไปเวียดนามแล้วใช้อินเทอร์เน็ตจากที่พักหรือโรงแรมซึ่งมีให้บริการจะพบว่านอกจากช้าแล้วยังเจอการบล็อกเว็บไซต์อยู่บ่อยๆ โซเชียล เน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กนี่ก็เจอกันเป็นระยะๆ แต่ก็แปลกที่ดูเหมือนว่าในแง่การปกครอง จะมีการกระจายอำนาจสู้ท้องถิ่นค่อนข้างมาก ถึงแม้จะไม่ได้เป็นประเทศประฃาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งผู้แทนทั้งในระดับประเทศหรือท้องถิ่น แต่การกระจายอำนาจน่าจะมากกว่าเมืองไทยหลายเท่า มีหลายเรื่องที่ท้องถิ่นตัดสินใจได้เองในแบบที่เราไม่อาจพบเห็นได้ในเมืองไทย ตัวอย่างล่าสุดก็คือ กรณีการเพิกถอนใบอนุญาตการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา จังหวัดเกียลาย เพิกถอนไปทั้งหมด 13 โครงการด้วยกัน ด้วยเหตุผลว่าโครงการเหล่านี้จะส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการหนึ่งที่ผู้บริหารของจังหวัดบอกว่าจะสร้างความเสียหายหนักที่สุดคือโครงการดัก เซเป ที่จะผลิตไฟฟ้าเพียงแค่ 3 เมกกะวัตต์ แต่ทำลายผืนป่ามากถึง 26.4 เฮกตาร์ โครงารนี้นอกจะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทที่ดำเนินโครงการยังล่าช้าได้ใบอนุญาตไปสองีกว่าแต่ก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างใดๆ สำหรับคำถามว่าเหตุใดจึงให้ใบอนุญาตก่อสร้างไปก่อนหน้านี้ คำตอบของจังหวัดก็คือผู้ลงทุนให้ข้อมูลไม่ฃัดเจนเกี่ยวกับการสูญเสียพื้นที่ป่าในตอนยื่นขอ ทง่าหลังจากนั้นกรมการค้าและอุตสาหกรรมจังหวัดพบข้อมูลใหม่ว่าป่าอุดมสมบูรณ์จำนวนมากจะถูกทำลายเพราะโครงการ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....