F5 : การดื้อแพ่งของพลเมือง

“น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยด้วยซ้ำที่เกิดการต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเผด็จการด้วยวิธีนี้ แทนที่คนจะนัดกันไปชุมนุมที่ใดที่หนึ่ง หรือนัดกันไปทำกิจกรรมอันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่โน่นที่นี่ ก็กลับกลายมาเป็นการโจมตีไซเบอร์แทน“ เหตุการณ์เว็บไซต์หน่วยงานรัฐเกือบ 10 แห่งโดนถล่มจนล่มไม่สามารถให้บริการได้อยู่เป็นเวลานานหลายชั่วโมงในสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการโจมตีโดยกลุ่มพลเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจัดตั้งอินเทอร์เน็ต ซิงเกิ้ล เกตเวย์ของรัฐบาลทหารภายใต้ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีออกมาถึง 4 ครั้งในรอบประมาณสามเดือนจนถึงเดือนสิงหาคมโดยมีการเร่งรัดให้จัดตั้งซิงเกิ้ล เกตเวย์โดยเร่งด่วนและพร้อมที่จะแก้ไขกฏหมายที่เกี่ยวข้องหากติดขัดในข้อกฏหมาย การโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐที่เกิดขึ้นมีปุ่ม F5 บนแป้นคีย์บอร์ดเป็นสัญลักษณ์ สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่พอจะรู้เกินระดับพื้นฐานเพียงเล็กน้อยก็จะรู้ว่าปุ่มดังกล่าวเป็นปุ่มสำหรับการรีเฟรชหน้าเว็บที่กำลังเข้าอยู่ ความหมายในทางปฏิบัติก็คือทุกครั้งที่กดปุ่ม F5 ก็จะเท่ากับการส่งคำขอเข้าเว็บไต์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ เมื่อคำขอไปถึงเซิร์ฟเวอร์ เซิร์ฟนั้นๆ ก็จะรับคำขอจัดลำกับคิวเพื่อตอบกลับ “กด F5 รัวๆ” เป็นข้อความที่พบเห็นอยู่บนโซเชียล เน็ตเวิร์ก ผลลัพธ์คือการกระหน่ำคำขอเข้าใช้บริการจากเซิร์ฟเวอร์แบบไม่หยุดหย่อน เมื่อมันมาจากทุกทิศทุกทางจากคนจำนวนมากๆ เซิร์ฟเวอร์ก็ตอบสนองไม่ทัน จนทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เพราะเกินขีดความสามารถที่มีอยู่ ในบางกรณีการโจมตีแบบนี้อาจทำให้เซิร์ฟเวอร์หยุดำงานหรือพังได้ด้วย การต่อต้านนโนบายจัดตั้งอินเทอร์เน็ต ซิงเกิ้ล เกตเวย์ที่เกิดเป็นกระแสอย่างกว้างขวางจนนำไปสู่ปฏิบัติการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐจนเหมือนกับเป็นสงครามไซเบอร์ย่อยๆ นี้ คือการดื้อแพ่งของพลเมืองด้วยรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยด้วยซ้ำที่เกิดการต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเผด็จการด้วยวิธีนี้ แทนที่คนจะนัดกันไปชุมนุมที่ใดที่หนึ่ง หรือนัดกันไปทำกิจกรรมอันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่โน่นที่นี่ ก็กลับกลายมาเป็นการโจมตีไซเบอร์แทน ไม่ว่าเหตุผลของแต่ละคนที่เข้าร่วมการโจมตีจะมาจากอะไร แต่โดยรวมๆ แล้วมันก็คือการดื้อแพ่งต่ออำนาจเผด็จการในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง และดูเหมือนจะได้ผล เห็นได้จากการออกมาแก้ต่างว่าเป็นเพียงการให้ไปศึกษาความเป็นไปได้ แม้จะขัดกับหลักฐานเอกสารจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ปรากฏให้เห็นถึง 4 ฉบับซึ่งระบุเรื่องในหนังสือราชการว่าเป็น “ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี” อันมีค่าในทางกฏหมายเทียบเท่ากับมติคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม F5 เป็นเพียงปุ่มสัญลักษณ์ที่ใช้กันเทานั้น […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ตุ๊ แครี่ออน…บันทึกช่วยจำ

“ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพื่อนสนิทที่สุดของผมที่หัวหกก้นขวิดกันมาตั้งแต่ยังตัวน้อยๆ เพิ่งเสียชีวิตไป ผมเพียงอยากบันทึกส่วนเสี้ยวของความทรงจำเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบนพื้นที่นี้” ตุ๊… วันนี้เป็นวันว่างๆ ฟ้าครึ้มๆ ประมาณเก้าโมงผมก็แต่งเนื้อแต่งตัวเอาจักรยานออกไปปั่น ซอกแซกไปในเส้นทางที่ไม่เคยไป จากบางบัวทองลัดเลาะไปตัดราชพฤกษ์เข้าท่าอิฐไปจนถึงริมน้ำเจ้าพระยา พักกินก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ปั่นย้อนทางมาแวะนั่งเล่นจิบกาแฟกลางทาง ก่อนจะเลี้ยวผิดทางไปออกอีกเส้นหนึ่ง เป็นทางเล็กๆ เลียบคลอง บังเอิญว่าฝนปรอยๆ ลงมา ก็เลยหหันหลังกลับบ้าน แต่กลับกลายเป็นว่ามาออกถนนอีกเส้นหนึ่งแทนอ้อมเข้ามาอีกทาง พอถึงบ้านหลังจากพักเหนื่อยอาบน้ำอาบท่าก็มาเปิดคอมพิวเตอร์เข้าเฟซบุ๊ก เจอข่าวเพื่อนสนิทเพิ่งเสียชีวิต เพื่อนเป็นคนเพื่อนเยอะ บนหน้าเฟซบุ๊กจึงเต็มไปด้วยคนเข้ามาไว้อาลัยการจากไปอย่างไม่ขาดสาย ในชีวิตผมก็มีเพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่องอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คือ สุธน สุขพิทักษ์ หรือที่อาจรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ตุ๊ แครี่ออน ซึ่งทั้งชีวิตของเขามีก็แต่ดนตรีและดนตรีและดนตรี ส่วนผมก็หนังสือและหนังสือและหนังสือ เรารู้จักและเป็นเพื่อนกันมานานมากกว่าที่ใครจะคาดคิด เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันและบ้านใกล้กัน เดินถึงกันได้ในระยะไม่กี่ร้อยเมตร เกิดมาลืมตาดูโลกในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงไม่กี่เดือน เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลพร้อมกัน ผ่านโรงเรียนประถมและมัธยมต้นมาด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยมัธยมนั้น เราเหมือนฝาแฝดที่พูดกันว่าที่ไหนมีตุ๊ที่นั่นมีตู่ ตุ๊เล่นดนตรีมาตั้งแต่เล็ก หัดกีตาร์ตั้งแต่สมัยประถมเพราะมีพี่ชายที่เล่นกีตาร์อยู่ด้วย สมัยมัธยมต้น พวกเรามักจะจับกลุ่มกันโดยมีตุ๊เล่นกีตาร์ร้องเพลง บางครั้งก็ที่สุขศาลาซึ่งด้านหลังเป็นบ้านพักของพ่อตุ๊ที่เป็นหมอ หรือไม่ก็ไปที่อื่นๆ ที่เราจะขี่จักรยานกันไป หลังเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 เราเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ทั้งคู่ ผมเข้าเรียนที่เพาะช่าง ส่วนตุ๊เรียนช่างกลไทยสุริยะ เราอยู่บ้านเช่าหลังเดียวกัน เกกมะเหรกเกเรไปด้วยกัน […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ในโลกอันบิดเบือน : คนอเมริกันอยากให้รัฐประหาร?

“ทุกวันนี้การอ่านแต่พาดข่าวหัวแล้วเชื่อทันทีก็ทำให้เราดูโง่มากพออยู่แล้ว ทว่าถึงแม้เข้าไปอ่านเนื้อหาข้างในก็ใช่ว่าเราจะรอดพ้นไปจากข่าวสารที่บิดเบือน ร้ายกว่านั้นคือมีเจตนาแอบแฝงที่จะสนตะพายเรา” “รบ.อเมริกันสะดุ้ง! ผลสำรวจล่าสุดชี้คนอเมริกันเกือบ 1 ใน 3 อยากให้มีรัฐประหารในบ้านตัวเอง” ข้างบนนั้นคือพาดหัวข่าวสื่อไทยฉบับหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนที่มีเพื่อนในเฟซบุ๊กแชร์ไว้ เนื้อในเป็นข่าวสั้นๆ อ้างที่มาว่า “เอเจนซีส์” สรุปผลการสำรวจของ Yougov ไม่กี่บรรทัด เมื่อลองค้นดูผ่านกูเกิ้ล มีสื่อไทยอีกสำนักหนึ่งลงข่าวเดียวกันบนเว็บไซต์แบบเหมือนกันทุกตัวอักษร ทั้งสองสำนักมีจุดยืนทางการเมืองคล้ายๆ กันคือสนับสนุนระบอบเผด็จการที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ในประเทศไทย บ่อยครั้งที่สื่อพาดหัวข่าวไม่ตรงกับเนื้อหาของข่าวเสียทีเดียว บางครั้งเกิดจากความเข้าใจผิดของคนพาดหัวข่าว หรือเกิดจากข้อจำกัดของจำนวนคำที่จะใช้ บางครั้งก็เกิดจากอคติที่มีอยู่ในภายในใจสะท้อนผ่านถ้อยคำที่ใช้พาดโดยไม่รู้ตัว และบางครั้งซึ่งสาหัสมากสำหรับวิชาชีพสื่อก็คือมีวาระแอบแฝงเพื่อชี้นำความคิดบางอย่าง พาดหัวข่าวนี้อยู่ในกรณีไหนสาธุชนพึงพิจารณากันเอาเอง ความจริงยังมีที่ไปไกลกว่านั้นคือมีบางเพจบนเฟซบุ๊กที่เอาข่าวนี้ไปเขียนแบบตีความใหม่ใส่ภาพประกอบใส่ตัวหนังสือเด่นๆ แล้วแชร์ไปบนเฟซบุ๊ก ว่า “คนอเมริกันราว 70 ล้านคนต้องการให้รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเลียนแบบไทย…” นี่เป็นการแปลง 1 ใน 3 ของคนอเมริกันในผลสำรวจมาเป็นจำนวนคนตามสัดส่วนประชากรทั้งหมด มีความไม่จริงอย่างยิ่งอยู่ในทั้งสามกรณีที่ยกตัวอย่างมา เพราะในการสำรวจความคิดเห็นของ Yougov ช่วงวันที่ 2-3 กันยายน 2015 ที่นำมากล่าวถึงนี้ ไม่มีคำถามว่าอยากหรือต้องการให้ทหารก่อการรัฐประหารหรือไม่ และคนเกือบ 1 ใน 3 ที่ยกมานั้นก็ไม่ได้ให้คำตอบว่าอยากหรือต้องการให้มีการรัฐประหารในประเทศตัวเองอีกด้วย ลองเข้าไปดูที่มาของข่าวโดยตรงกันที่ yougov (today.yougov.com) กันเลยดีกว่า […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

โซเชียล เน็ตเวิร์ก และเซลฟี่ : การท่องเที่ยวกับลัทธิหลงตัวเอง

“การท่องเที่ยวกลับกลายเป็นเรื่องของตัวเรา ไม่ใช่สถานที่ที่เราไปเยือนอีกต่อไป ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอบันทึกห้วงขณะแห่งความทรงจำแล้วก็เอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือยูทูบ เพื่อประกาศให้โลกรู้” โซเชียล เน็ตเวิร์ก และเซลฟี่ : การท่องเที่ยวกับลัทธิหลงตัวเอง หลังจากญี่ปุ่นเปิดวีซ่าฟรี 15 วันให้กับคนไทย นักท่องเที่ยวไทยก็แห่แหนกันไปเที่ยวญี่ปุ่นกันจนล้นทะลัก สิ่งที่ตามมาและกลายเป็นข่าวกันไปแล้วก็คือพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวไทยในญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ถึงขนาดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่นเองต้องออกมาเตือนให้ระมัดระวัง การแสดงออกบางอย่างที่ไปทำๆ กันเอาไว้ ทำนองเดียวกับที่นักท่องเที่ยวจีนจำนวนหนึ่งก่อพฤติกรรมบางอย่างในประเทศไทย พฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น บางอย่างก็ก่อความเอือมระอาแก่คนท้องถิ่น ทำให้เกิดข้อรังเกียจเดียดฉันท์ไปถึงขั้นชิงชังรังเกียจ บางกรณีก็ก่อให้เกิดความรู้สึกถูกดูหมิ่นเหยียดหยามหรือโกรธเคือง หลายกรณีเป็นอันตรายต่อตัวเอง หรือสร้างความเสียหายแก่สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น จะว่าไปแล้วพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นไม่ได้เกิดเฉพาะคน ไทยหรือคนจีนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น แต่เกิดกับคนชาติอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ยิ่งคนออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นเท่าไร ปัญหานี้ก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว พอดีมีฝรั่งแชร์บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้จากนิวยอร์กไทมส์มาให้อ่าน ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่หนักขึ้นทุกวัน เขาว่ามันมาจากลัทธิหลงตัวเองแพร่หลายในยุคนี้โดยมี โซเชียล เน็ตเวิร์ก เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมเหล่านั้น คงจำกันได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้มีนักท่องเที่ยวสามคนจากอังกฤษ แคนาดาและเนเธอร์แลนด์ถูกทางการมาเลเซียจับกุมตัวเพราะไปแก้ผ้าถ่ายรูปที่ภู เขาคีนาบารู ในบอร์เนียว ต้องติดคุกอยู่สามวัน เดือนมีนาคม มีนักท่องเที่ยวหญิงสองคนจากแคลิฟอร์เนียถูกจับกุมข้อหาทำลายทรัพย์สินใน กรุงโรม เพราะเพียงแค่จะเซลฟี่ให้ดูเท่ถึงกับลงทุนขูดขีดผนังโคลอสเซียมให้เป็นรอย เพื่อถ่ายภาพตัวเอง ถัดมาในเดือนพฤษภาคม นักท่องเที่ยวสองคนปีนขึ้นไปบนรูปปั้นเฮอร์คิวลีสเพื่อถ่ายรูปตัวเองแล้วทำให้มงกุฎตกลงมาแตกเป็นชิ้นๆ เมื่อเดือนมิถุนายน นักท่องเที่ยวเกาหลีสามคนปล่อยโดรนขึ้นไปชนเข้ากับวิหารของเมืองมิลานเพื่อจะถ่ายรูปทางอากาศ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....