“การท่องเที่ยวกลับกลายเป็นเรื่องของตัวเรา ไม่ใช่สถานที่ที่เราไปเยือนอีกต่อไป ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอบันทึกห้วงขณะแห่งความทรงจำแล้วก็เอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือยูทูบ เพื่อประกาศให้โลกรู้”

โซเชียล เน็ตเวิร์ก และเซลฟี่ : การท่องเที่ยวกับลัทธิหลงตัวเอง

หลังจากญี่ปุ่นเปิดวีซ่าฟรี 15 วันให้กับคนไทย นักท่องเที่ยวไทยก็แห่แหนกันไปเที่ยวญี่ปุ่นกันจนล้นทะลัก

สิ่งที่ตามมาและกลายเป็นข่าวกันไปแล้วก็คือพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวไทยในญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน

ถึงขนาดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่นเองต้องออกมาเตือนให้ระมัดระวัง การแสดงออกบางอย่างที่ไปทำๆ กันเอาไว้ ทำนองเดียวกับที่นักท่องเที่ยวจีนจำนวนหนึ่งก่อพฤติกรรมบางอย่างในประเทศไทย

พฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น บางอย่างก็ก่อความเอือมระอาแก่คนท้องถิ่น ทำให้เกิดข้อรังเกียจเดียดฉันท์ไปถึงขั้นชิงชังรังเกียจ

บางกรณีก็ก่อให้เกิดความรู้สึกถูกดูหมิ่นเหยียดหยามหรือโกรธเคือง

หลายกรณีเป็นอันตรายต่อตัวเอง หรือสร้างความเสียหายแก่สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

จะว่าไปแล้วพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นไม่ได้เกิดเฉพาะคน ไทยหรือคนจีนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น แต่เกิดกับคนชาติอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ยิ่งคนออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นเท่าไร ปัญหานี้ก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

พอดีมีฝรั่งแชร์บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้จากนิวยอร์กไทมส์มาให้อ่าน ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่หนักขึ้นทุกวัน

เขาว่ามันมาจากลัทธิหลงตัวเองแพร่หลายในยุคนี้โดยมี โซเชียล เน็ตเวิร์ก เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมเหล่านั้น

คงจำกันได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้มีนักท่องเที่ยวสามคนจากอังกฤษ แคนาดาและเนเธอร์แลนด์ถูกทางการมาเลเซียจับกุมตัวเพราะไปแก้ผ้าถ่ายรูปที่ภู เขาคีนาบารู ในบอร์เนียว ต้องติดคุกอยู่สามวัน

เดือนมีนาคม มีนักท่องเที่ยวหญิงสองคนจากแคลิฟอร์เนียถูกจับกุมข้อหาทำลายทรัพย์สินใน กรุงโรม เพราะเพียงแค่จะเซลฟี่ให้ดูเท่ถึงกับลงทุนขูดขีดผนังโคลอสเซียมให้เป็นรอย เพื่อถ่ายภาพตัวเอง

ถัดมาในเดือนพฤษภาคม นักท่องเที่ยวสองคนปีนขึ้นไปบนรูปปั้นเฮอร์คิวลีสเพื่อถ่ายรูปตัวเองแล้วทำให้มงกุฎตกลงมาแตกเป็นชิ้นๆ

เมื่อเดือนมิถุนายน นักท่องเที่ยวเกาหลีสามคนปล่อยโดรนขึ้นไปชนเข้ากับวิหารของเมืองมิลานเพื่อจะถ่ายรูปทางอากาศ

หรือในอียิปต์ปีนี้ที่นักท่องเที่ยวรัสเซียไปถ่ายภาพยนตร์ลามกใกล้กับพีระมิดกีซ่าและสฟิงซ์

จากข้อมูลขององค์การท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศมากเป็นประวัติการณ์ถึง 1,130 ล้านคน

และแนวโน้มการเติบโตก็ยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่าสหรัฐอเมริกับยุโรปจะมีปัญหา เศรษฐกิจ แต่ก็ชดเชยด้วยนักท่องเที่ยวจากบราซิลและสาธารณรัฐประชาชนจีนอันเนื่องมาจาก การเติบโตของชนชั้นกลาง

โดยเฉพาะจีนนั้นถือเป็นผู้ใช้จ่ายในการท่องเที่ยวอันดับต้นที่ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนมากถึง 165,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

มีคนตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมน่ารังเกียจของนักท่องเที่ยวปัจจุบันสะท้อนถึง ทัศนคติการเดินทางสมัยใหม่ที่ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ ไม่รู้จักเคารพสถานที่และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และที่เห็นกันมากขึ้นก็คือการแพร่ระบาดของลัทธิหลงตัวเอง ที่สะท้อนผ่าน “เซลฟี่” ทั้งภาพนิ่งหรือวิดีโอ

การถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวเวลาไปเที่ยวเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทำกัน เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกบ้าง อาจมีตัวเองและคณะเข้าไปอยู่ในภาพบ้าง

แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีเอื้ออำนวย มันก็เดินหน้าไปก้าวไกลเกินขอบเขตมากโขอยู่ โดยมี โซเชียล เน็ตเวิร์ก เป็นช่องทางการเผยแพร่ที่เป็นตัวกระตุ้นการอวดแสดงได้อย่างสะดวกง่ายดาย

การท่องเที่ยวกลับกลายเป็นเรื่องของตัวเรา ไม่ใช่สถานที่ที่เราไปเยือนอีกต่อไป ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอบันทึกห้วงขณะแห่งความทรงจำแล้วก็เอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือยูทูบ เพื่อประกาศให้โลกรู้

แม้จะไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ว่าใครควรจะท่องเที่ยวแบบไหน จะไปดื่มด่ำลึกซึ้ง ไปเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่และแตกต่าง หรือไปให้ได้ชื่อว่าไปก็ตามแต่ แต่ทุกการกระทำในการไปเยือนต่างถิ่นก็ควรจะอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพราะทุกวันนี้มันมากจนบางสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในบางประเทศเริ่มหามาตรการต่างๆ มากำกับหรือควบคุมนักท่องเที่ยวกันบ้างแล้ว เช่น ปรับหรือจำคุกกับพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ การจำกัดการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการโพสต์ภาพประจานพฤติกรรมให้ได้อาย เป็นต้น

แค่ไหนเหมาะสมก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่ารู้จักยับยั้งชั่งใจมากแค่ไหน

ท่องไว้เสมอๆ ว่าสถานที่ที่เราไปเยือนนั้นไม่ใช่สถานที่ส่วนตัวของเราและพวกพ้องที่ไปเที่ยวด้วยกัน

ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
แลไปข้างหน้า มติชนสุดสัปดาห์ 17 กรกฎาคม 2558

Share on Facebook