“ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพื่อนสนิทที่สุดของผมที่หัวหกก้นขวิดกันมาตั้งแต่ยังตัวน้อยๆ เพิ่งเสียชีวิตไป ผมเพียงอยากบันทึกส่วนเสี้ยวของความทรงจำเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบนพื้นที่นี้”

ตุ๊…

วันนี้เป็นวันว่างๆ ฟ้าครึ้มๆ ประมาณเก้าโมงผมก็แต่งเนื้อแต่งตัวเอาจักรยานออกไปปั่น ซอกแซกไปในเส้นทางที่ไม่เคยไป จากบางบัวทองลัดเลาะไปตัดราชพฤกษ์เข้าท่าอิฐไปจนถึงริมน้ำเจ้าพระยา พักกินก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ปั่นย้อนทางมาแวะนั่งเล่นจิบกาแฟกลางทาง ก่อนจะเลี้ยวผิดทางไปออกอีกเส้นหนึ่ง เป็นทางเล็กๆ เลียบคลอง บังเอิญว่าฝนปรอยๆ ลงมา ก็เลยหหันหลังกลับบ้าน แต่กลับกลายเป็นว่ามาออกถนนอีกเส้นหนึ่งแทนอ้อมเข้ามาอีกทาง

พอถึงบ้านหลังจากพักเหนื่อยอาบน้ำอาบท่าก็มาเปิดคอมพิวเตอร์เข้าเฟซบุ๊ก เจอข่าวเพื่อนสนิทเพิ่งเสียชีวิต เพื่อนเป็นคนเพื่อนเยอะ บนหน้าเฟซบุ๊กจึงเต็มไปด้วยคนเข้ามาไว้อาลัยการจากไปอย่างไม่ขาดสาย

ในชีวิตผมก็มีเพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่องอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คือ สุธน สุขพิทักษ์ หรือที่อาจรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ตุ๊ แครี่ออน ซึ่งทั้งชีวิตของเขามีก็แต่ดนตรีและดนตรีและดนตรี ส่วนผมก็หนังสือและหนังสือและหนังสือ

เรารู้จักและเป็นเพื่อนกันมานานมากกว่าที่ใครจะคาดคิด เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันและบ้านใกล้กัน เดินถึงกันได้ในระยะไม่กี่ร้อยเมตร เกิดมาลืมตาดูโลกในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงไม่กี่เดือน เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลพร้อมกัน ผ่านโรงเรียนประถมและมัธยมต้นมาด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยมัธยมนั้น เราเหมือนฝาแฝดที่พูดกันว่าที่ไหนมีตุ๊ที่นั่นมีตู่

ตุ๊เล่นดนตรีมาตั้งแต่เล็ก หัดกีตาร์ตั้งแต่สมัยประถมเพราะมีพี่ชายที่เล่นกีตาร์อยู่ด้วย สมัยมัธยมต้น พวกเรามักจะจับกลุ่มกันโดยมีตุ๊เล่นกีตาร์ร้องเพลง บางครั้งก็ที่สุขศาลาซึ่งด้านหลังเป็นบ้านพักของพ่อตุ๊ที่เป็นหมอ หรือไม่ก็ไปที่อื่นๆ ที่เราจะขี่จักรยานกันไป

หลังเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 เราเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ทั้งคู่ ผมเข้าเรียนที่เพาะช่าง ส่วนตุ๊เรียนช่างกลไทยสุริยะ เราอยู่บ้านเช่าหลังเดียวกัน เกกมะเหรกเกเรไปด้วยกัน และก็เรียนไม่จบทั้งคู่ ไม่ทันครบปีผมก็ออกจากเพาะช่างกลับไปอยู่บ้านเกิดว่างๆ รอปีการศึกษาใหม่เพื่อกลับไปเรียนม.ศ.4-5 สายสามัญโรงเรียนเดิม ตุ๊ยังเรียนอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็เป็นอันรู้กันว่าเรียนๆ เล่นๆ เป็นเรื่องสนุก ยังไงก็เรียนไม่จบอยู่แล้ว

เรามักจะคุยกันในเรื่องที่คนอื่นรู้เรื่องด้วยยากมาแต่ไหนแต่ไร คุยกันยันสว่างกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นจนมีลูกมีเมียกันแล้วเจอกันก็ยังยันสว่างเหมือนเดิม

ระหว่างที่ผมเรียน ม.ศ.4-5 อยู่ ตุ๊ก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม ไปเล่นดนตรีที่โรงแรมปันใจอยู่พักหนึ่งพร้อมกับเรียนการศึกษานอกโรงเรียนไปด้วย ก็อีกนั่นแหละ เพื่อนเรียนๆ เล่นๆ สุดท้ายก็เข้ากรุงเทพฯ มาเล่นดนตรีแถวสยาม  “ในรัก” เพลงแรกที่ตุ๊แต่งดูเหมือนจะได้มาจากแถวๆ นี้  ครั้งหนึ่งตอนเจอกันและเขามีเพลงนี้และเล่นให้ฟัง

เราเจอกันน้อยลง แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ได้เจอกับพี่แอ๋ว และตุ๊ก็เคยลากผมไปเป็นเพื่อนเพื่อสอบเข้าช่างศิลป์ด้วยครั้งหนึ่ง

หลังจากผมจบม.ศ. 5 เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ช่วงนี้ตุ๊เล่นดนตรีคู่กับพี่แอ๋วที่ไหนสักแห่งผมจำไม่ได้ เราทิ้งระยะห่างกันออกมา แต่ก็ยังเจอกันเป็นระยะๆ ไปจนกระทั่งผมเรียนจบและเริ่มทำงาน ตอนแต่งงานตุ๊กับพี่แอ๋วก็ยังเพียรขับมาร่วมงานและค้างด้วยที่บ้านคืนหนึ่ง

ทำงานอยู่พักหนึ่งผมมีปัญหากับเพื่อนร่วมหอพักแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็เลยตัดสินใจย้ายออกแบบฉับพลันทันใด ไปอยู่กับตุ๊และพี่แอ๋วชั่วคราวที่อาพาร์ทเมนท์แถวราชดำเนิน หลังจากหาที่พักพิงใหม่ได้ก็ย้ายออกมา

จากกรุงเทพฯ ผมย้ายไปทำงานอยู่ที่เมืองพล ขอนแก่น เป็นช่วงที่ห่างกันนานที่สุด จนเมื่อออกจากงานมาอยู่บ้านว่างๆ อยู่พักใหญ่ๆ ตอนนั้นตุ๊กับพี่แอ๋วอยู่ภูเก็ต เล่นดนตรีอยู่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน(ถ้าจำไม่ผิด) สองคนเสนอโปรเจคต์ร้านเช่าหนังสือขึ้นมา ผมก็ไม่รอช้าตีตั๋วรถทัวร์ลงใต้ ไปพักกับตุ๊อยู่สักพักโปรเจคต์ที่ว่าเป็นอันล่มสลายไป ประจวบกับตุ๊ตัดสินใจเลิกเล่นดนตรีที่นั่น เราสามคนคุยกันอยู่ไม่กี่อึดใจก็ตัดสินใจว่าเข้ามาทำร้านอาหารในกรุงเทพฯ กันดีกว่า พี่แอ๋งพี่ชายตุ๊บอกว่ามีทำเลอยู่แถวสาธุประดิษฐ์ น่าจะพอไปได้

ผมกลับขึ้นกรุงเทพฯ มาก่อน ตุ๊กับพี่แอ๋วตามมาทีหลัง ไปดูตึกแถวที่ซอยประดู่ ถนนสาธุฯ แล้วก็ตกลงว่าจะเช่าทำร้านกันดู เมื่อตัดสินใจเช่า ผมสามคนก็ออกเดินทางไปรับสูตรก๋วยเตี๋ยว และอาหารบางอย่างจากแม่และพี่สาวที่นาเกลือ บางละมุง ติดต่อเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยขออนุเคราะห์ไม้ฉำฉาจากโรงงานเอามาใช้สำหรับทำร้าน ไปเยาวราชเพื่อซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สำหรับร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านกาแฟ รวมทั้งการสั่งทำตู้สำหรับร้านด้วย

ประมาณหนึ่งเดือนร้านก็เริ่มเปิดขาย ในจังหวะที่เพิ่งเปิดขายนั้นตุ๊กับพี่แอ๋วก็ได้งานเล่นดนตรีอีกครั้งที่ร้านบราวน์ ชูการ์หลังสวน และเล่นที่โอลด์เวสต์ด้วยตอนหลัง คนช่วยที่ร้านแผ่วลงเพราะสองคนเลิกดึกมาก ตื่นสาย ดีที่มีต๋อยน้องเขยของตุ๊เดินทางจากบ้านมาช่วยเกือบทุกวัน

ช่วงที่ขลุกกันอยู่สาธุประดิษฐ์นี้ เป็นช่วงที่ตุ๊ได้เพลงใหม่ๆ มาหลายเพลงที่มารวมกันอยู่ในชุด “คนวันนี้” ในภายหลังเมื่อเราแยกย้ายกันไปแล้ว เพลงคนวันนี้เป็นบทกวีที่ผมเขียนเอาไว้ตั้งแต่สมัยอยู่ขอนแก่น ผมส่งให้ตุ๊คืนหนึ่งที่เรานั่งดวดเหล้ากันตามปกติแล้วคุยกันเรื่องต่งเพลง ตื่นเช้าขึ้นมาอีกทีตุ๊ก็เอากีตาร์มาเล่นเพลงนี้ให้ฟัง

เพลงที่ตุ๊กลั่นออกมาในช่วงเราอยู่ร้านที่สาธุฯ มีอีกเพลงคือเพลงจนกว่าจะเจอ แต่เพลงนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผมนอกจากอารมณ์ร่วมที่เรารับรู้กันในตอนนั้น

และแล้วร้านเราก็ปิดตัวลง มันแค่อยู่ได้พอกินพอใช้ไปวันๆ เท่านั้น ครบหกเดือนเราก็ปิดร้านไปโดยปริยาย ขนข้าวขนของแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน แต่ไม่ได้แยกขาดเสียทีเดียว เพราะเรารับมาดูแลร้านโอลด์เวสต์บนห้างพันธุ์ทิพย์ ซึ่งตอนนั้นเป็นห้างที่มีปัญหามากกับผู้เช่า ไม่มีใครจ่ายค่าเช่ากันแล้ว แต่ร้านรวงก็ยังเปิดกันอยู่ หากไม่นับค่าเช่าร้านนี้ก็มีกำไรพอสมควรแบ่งเปอร์เซ็นต์กันไปกับคนละครึ่งกับเจ้าของโอลด์เวสต์ มันไม่ได้มากมายอะไร แทบจะเป็นแค่เศษเงิน แต่ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ทำกันอยู่ไม่กี่เดือนโดยมีผมเป็นพ่อครัวตัวหลัก โดยมาจะขายอยู่คนเดียว แต่แล้วสุดท้ายร้านก็ปิดไปในที่สุดตามวาระของห้าง

มีเพลงอีกเพลงอีกเพลงหนึ่งคือเพลงเมือง ที่จริงเพลงนี้ตุ๊แต่งไว้นานแล้ว เจอกันตุ๊ก็มักจะเล่นให้ฟัง วันหนึ่งน่าจะเป็นช่วงอยู่ร้านโอลด์เวสต์พันธุ์ทิพย์ ผมเอาบทกวีที่เขียนไว้ให้ตุ๊ดู ถัดมาอีกวันตุ๊ก็เอาไปต่อเป็นครึ่งหลังในเพลงเมือง ซึ่งรวมอยู่ในชุดคนวันนี้เช่นกัน

ชีวิตช่วงนี้ค่อนข้างจะสุดเหวี่ยงไม่น้อย มีอยู่คืนหนึ่ง ร้านไม่มีคน เราสี่ห้าคนที่เจอกันทุกคืนอยู่ๆ ก็ชวนกันไปเสม็ด พากันออกจากกรุงเทพฯ ไปเสม็ดกันตอนกลางดึกคืนนั้นด้วยรถตู้ของเพื่อนอีกคน

หลังร้านเลิกราไป ผมว่างงานอยู่นานพอดูจนมาเริ่มงานใหม่อีกครั้งในฐานะนักข่าว ช่วงนี้ตุ๊เล่นประจำที่โอลด์เวสต์ เลิกงานดึกๆ บางวันผมก็แวะไปเยี่ยมเยียนเสียทีหนึ่ง บางครั้งตุ๊ก็แวะมาแถวที่ทำงานผมบ้าง แต่ความถี่ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ

จำได้ว่าตอนที่ตุ๊ไปเล่นที่ไทม์ แอนด์ บ็อตเทิ่ล ผมเคยไปหาแค่สองครั้ง และ 1 ใน 2 ครั้งนั้นก็เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ผมก็ไม่ทันรู้แอิโหน่อิเหน่ หลังเลิกเล่น ผม ตุ๊ พี่แอ๋วก็ออกมาปกติเราจะแวะซดเบียร์กินข้าวต้มกันตามปกติ แต่ครั้งนั้นพี่แอ๋วแยกไป ตุ๊พาผมไปที่บ้านเช่าอีกที่หนึ่งแทน ที่นั่นเองที่ผมมีโอกาสได้รู้จักกับอ้อย แม่ของฟาน ลูกสาวตุ๊ซึ่งตอนนั้นน่าจะเพิ่งปฏิสนธิหรือไม่ก็ใกล้แล้วไล่เลี่ยกันกับลูกพี่แอ๋ว

หลังจากนั้นเราก็ห่างๆ กันไปค่อนข้างมาก ตุ๊เริ่มเข้าไปในแวดวงที่เขาเรียกกันว่าเพลงเพื่อชีวิต ไปร่วมกิจกรรมหลายๆ อย่างผ่านเส้นทางดนตรีของเขา เป็นช่วงที่ผมรู้เรื่องของเขาน้อยลงมาก แม้จะเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่เวลาเจอกันเราก็มักจะคุยหลุดออกนอกจักรวาลไปไกลเหมือนที่ผ่านๆ มามากกว่า

หลายปีต่อมาตุ๊ย้ายไปอยู่ชัยนาท เคยมาแวะที่บ้านผมสองครั้ง ส่วนผมไปบ้านเก่าของตุ๊ที่ชัยนาทครั้งเดียว ตอนนั้นเรานัดกันไปงานรวมศิษย์เก่าที่นครนายก ผมออกจากกรุงเทพฯ แวะไปรับตุ๊แถวๆ วังน้อย รุ่งขึ้นอีกวันผมก็ขับรถมากับตุ๊จากนครนายกไปชัยนาท ตอนนั้นโมลูกสาวตุ๊ยังตัวเล็กนิดเดียว ไปเจอกับฟานที่นั่น ขากลับฟานติดรถมาลงงามวงศ์วานด้วย

จากนั้นก็ไม่ได้เจอกับตุ๊อีก เว้นแต่จะติดต่อกันทางโทรศัพท์บ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาตุ๊มีปัญหากับคอมพิวเตอร์ มาเจอกันบ่อยอีกครั้งบนโลกเสมือนจริงนามว่าเฟซบุ๊ก และนัดไปเสม็ดกันหนหนึ่งเพื่อรำลึกความหลังทั้งของตุ๊และของผม

ที่จริงเวลาจัดคอนเสิร์ตที่พยุหะคีรี ตุ๊จะชวนผมทุกครั้ง แต่ผมไม่เคยไปเลย และตุ๊ย้ายบ้านใหม่ก็ไม่ได้เจอกันจนกระทั่งงานรำลึกสืบ นาคะเสถียรที่แม่วงก์เมื่อปีก่อนโน้น เราค้างคืนกันที่นั่น แต่คุยกันน้อยลงเพราะผมเลิกเหล้าแล้วและเข้านอนเร็ว รุ่งขึ้นขากลับแวะไปส่งตุ๊ที่ชัยนาทจึงได้มีโอกาสเยี่ยมบานหลังใหม่ของตุ๊กับหญิงและลูกๆ

เราไม่ได้เจอกันอีกเลย แม้ครั้งสุดท้ายที่ตุ๊มาเปิดคอนเสิร์ตที่หอศิลป์ก็ไม่ได้ไป เจอกันอีกทีก็หลังจากตุ๊ออกจากโรงพยาบาลแล้วผมแวะไปเยี่ยมที่บ้าน ตอนนั้นตุ๊ก็ยังดูค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ ทั้งที่มีท่อเสียบสำหรับให้อาหารอยู่ที่ท้อง

จากวันนั้นไม่นานนักก็มาถึงวันนี้ ตุ๊จากไปแล้ว

50 กว่าปีที่เราคลุกคลีตีโมงกันมานับได้ว่าเกินคุ้ม

23 กันยายน 2558
บันทึกบางส่วนไว้เป็นความทรงจำ วีรเวรวีรกรรมมากมายหลายอย่างที่เราก่อกันไว้ไม่รวมอยู่ในบันทึกนี้

ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

Share on Facebook

1 Comment

noopau September 24th, 2015 at 10:23 am

ดีใจที่ลุงได้พาไปรู้จักพี่ตุ๊ ได้เป็นส่วนนึงในความทรงจำทั้งสองครั้ง ทั้งเสม็ดและแม่วงก์ได้นั่งฟังเพื่อนรักสองคนได้รำลึกความหลังกันจนต่างคนต่างคลานกลับไปนอน เสียดายที่ไม่ได้ไปเยี่ยมพี่ตุ๊ที่บ้าน ก่อนพี่ตุ๊จะเดินทางไกลยังคิดอยู่ว่าไม่ได้ไปชัยนาทสักที เดี๋ยววันเสาร์จะไปส่งพี่ตุ๊ด้วยนะคะ