Screenshot from 2016-02-27 23:31:34

คงจำกันได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมาธิการอะไรสักอย่างของไทยไปเชิญตัวแทนจากบริษัทด้านโซเชียล เน็ตเวิร์กรายใหญ่ที่เราท่านรู้จักกันดีมาโน้มน้าวให้ช่วยเหลือในเรื่องการเซนเซอร์หรือการปิดกั้นการเข้าถึงหน้าเพจที่รัฐถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยหยอดเรื่องการจะเอื้ออำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต

แล้วได้รับคำตอบที่ใครซึ่งพอจะรู้เรื่องรู้ราวในวงการนี้ก็คาดเดาได้ว่าสิ่งที่บริษัทเหล่าน้พร้อมให้ความร่วมมือหากเป็นไปตามขั้นตามกฎหมาย

บริษัทไอทีใหญ่ๆ ที่มีชื่อมีเสียงของโลกนั้นยึดมั่นในหลักการคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างเหนียวแน่น เรื่องที่จะไปขอให้ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานนั้น อย่าได้ไปหวังอะไร แม้กระทั่งต่อให้ใช้อำนาจศาลก็จะมีการต่อสู้อย่างถึงที่สุด อย่างที่เราเห็นกรณีตัวอย่างหลายครั้งมาแล้วในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งครั้งล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ กับแอปเปิ้ลกับเอฟบีไอ

หลังศาลมีคำสั่งให้แอปเปิ้ลให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานของรัฐในการเข้าถึงข้อมูลภายในโทรศัพท์ไอโฟนของผู้ใช้งานรายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหาในกรณีการยิงกราดที่ซาน เบอร์นาดิโน

โดยสิ่งที่เอฟบีไอต้องการก็คือให้แอปเปิ้ลเปิดทางสะดวกให้สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในโทรศัพท์ที่ผู้ต้องหาใช้

แต่ทิม คุ้ก ผู้บริหารสูงสุดของแอปเปิ้ลก็ออกมาปฏิเเสธอย่างแข็งกร้าวว่าจะคัดค้านคำสั่งดังกล่าวอย่างถึงที่สุดและเรียกร้องให้มีการดีเบตที่เปิดต่อสาธารณชนในเรื่องนี้

เสียงค้านของทิม คุ้กได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากยักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น ไมโครซอฟท์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และกูเกิ้ล

หลายคนคงสงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่

ขออธิบายอย่างนี้ครับ โดยปกติแล้วโทรศัพท์ไอโฟนนั้นมีระบบการเข้ารหัสที่เรียกว่าการเอ็นคริปต์อยู่ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้ผู้ใช้งาน ข้อมูลต่างๆทั้งหมดภายในโทรศัพท์จะเข้ารหัสไว้โดยสามารถเข้าถึงได้ก็เฉพาะเจ้าของโทรศัพท์ที่มีพินหรือรหัสที่เจ้าตัวกำหนดไว้เองเท่านั้น แม้แต่แอปเปิ้ลก็ไม่ล่วงรู้รหัสนี้ของผู้ใช้งาน

มาตรการความปลอดภัยที่ซ้อนเอาไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันการใช้หลักการเดาสุ่มรหัสไปเรื่อยๆ  คือจำกัดจำนวนครั้งในการใส่รหัส เมื่อใส่ผิดครบจำนวนครั้งที่กำหนด ก็ต้องเว้นช่วงไประยเวลาหนึ่งก่อนจะกลับมาเดาสุ่มใหม่ได้ และหลังจากเกินกำหนดอีกตามจำนวนครั้ง โทรศัพท์จะถูกล็อคไม่สามารถใช้งานได้อีกเลย 

สิ่งที่เอฟบีไอต้องการก็คือให้แอปเปิ้ลขยายหรือเลิกใช้ข้อจำกัดนี้เพื่อที่จะให้ซอฟต์แวร์การสุ่มรหัสสามารถเปลี่ยนรหัสไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกต้องโดยที่โทรศัพท์ไม่ถูกล็อคแบบปกติทั่วไป เป็นเทคนิคที่เรียกกันว่า bruteforce ที่ในวงการแฮกรู้จักกันดี

ผู้บริหารแอปเปิ้ลบอกว่าข้อเรียกร้องที่น่าขนหัวลุกนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เคยมีอยู่ ถ้าจะให้เป็นอย่างนี้แอปเปิ้ลจะต้องเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นใหม่ เท่ากับเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการไอโฟนให้มีประตูหลัง ซึ่งในทัศนะของแอปเปิ้ลแล้วเป็นสิ่งที่อันตรายเกินกว่าที่จะสร้างขึ้นมา 

มันอาจตกไปอยู่ในมือที่ไม่ถูกต้องซึ่งจะใช้มันในทางที่ผิด โดยที่แอปเปิลเองก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่ามันจะถูกใช้เฉพาะสำหรับกรณีนี้โดยเอฟบีไอเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะเขียนซอฟต์แวร์ให้สามารถใช้กับไอโฟนเครื่องเดียวเท่านั้น ถ้าเขียนขึ้นมามันก็จะใช้ได้กับทุกเครื่อง

“มันน่าหัวเราะตรงที่วิศวกรพวกเดิมที่สร้างการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องผู้ใช้งานของเรา ได้รับคำสั่งให้ทำให้การป้องกันเหล่านั้นเปราะบางขึ้นและทำให้ผู้ใช้งานของเราปลอดภัยน้อยลง” ทิม คุ้กเขียนไว้ในแถลงการณ์ของเขา

การปะทะระหว่างแอปเปิ้ลกับรัฐบาลสหรัฐในครั้งนี้ถือเป็นกรณีที่น่าศึกษาที่ไม่ควรด่วนเอาบรรทัดฐานทางศีลธรรมใดๆ ไปวัดกันอย่างง่ายๆ

เป็นการต่อสู้กันในเชิงหลักการของบริษัทในโลกสมัยใหม่ที่ไม่ยึดถือว่ารัฐคือตัวแทนความดีสูงสุดที่จะต้องยอมไปทุกอย่างตามหากละเมิดหลักการสำคัญ อย่างไรเสียก็ต้องสู้กันไปตามกระบวนการทางกฏหมายจนถึงที่สุด

คดีนี้น่าจะยังคงต่อสู้กันไปอีกนานกว่าจะรู้ผลในขั้นสุดท้าย

ศิริงพษ์ วิทยวิโรจน์
บทความมติชนรายวัน
ฉบับจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559

Share on Facebook