สิ่งที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะของเครื่องจักรต่อมนุษย์ในการเล่นหมากล้อมที่เป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อเร็วๆ นี้คือ แมชชีน เลิร์นนิ่ง ซึ่งจะเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว กูเกิ้ลซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะนี้อีกทีในฐานะเจ้าของผู้พัฒนาอัลฟ่าโกะที่เอาชนะแชมป์หมากล้อมยุโรปแถลงข่าวเมื่อไม่นานมานี้แต่อาจจะได้รับความสนใจกันไม่ค่อยมากนักว่า

“นับจากนี้ไปบริษัทจะคิดทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังทำในบริบทของแมชชีน เลิร์นนิ่ง”

พูดให้ตื้นๆ ง่ายๆ แบบเป็นรูปธรรมไปเลยก็ได้ว่าผลิตภัณฑ์ในอนาคตจากกูเกิ้ลจะมีความเป็นแมชชีน เลิร์นนิ่งอยู่ในตัว ในความหมายที่ว่ามันสามารถจะเรียนรู้และตัดสินใจเองได้ และเอาให้แคบลงไปอีกแบบที่คนมักจะชอบตั้งคำถามกันว่าแล้วยังไงต่อว่ามันทำอะไรได้มั่ง เกี่ยวข้องอย่างไรกับเราบ้าง

ก็คงตอบได้ว่ากูเกิ้ลตั้งใจจะใส่แมชชีน เลิร์นนิ่งเข้าไปในสมาร์ทโฟนที่เราท่านใช้กันอยู่ทั่วโลกแบบขาดไม่ได้นั่นเอง ทุกวันนี้มันก็ทำได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากใครเคยใช้ผู้ช่วยดิจิตัลในโทรศัพท์ก็น่าจะพอคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่อนาคตมันจะทำได้มากกว่านั้น

แมชชีน เลิร์นนิ่งเป็นวิธีการที่คอมพิวเตอร์เครือข่ายประสาทเทียมตะลุยเข้าไปในชุดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ค้นหาแบบแผนและความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นด้วยตัวของมันเอง ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในดาต้า เซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มหึมา

เครือข่ายประสาทเทียมจะคุ้ยเข้าไปในฐานข้อมูลจำนวนมากของภาพ เสียง วีดิโอ บทความต่างๆ จัดจำแนกแยกแยะและทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้น เป็นการทำความเข้าใจในแบบเดียวกับที่มนุษย์ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ นั่นเอง โดยไม่ได้ทำไปตามคำสั่งที่ป้อนไว้ล่วงหน้า

เช่น เมื่อได้ไฟล์เสียงพูดไปมากพอ เครือข่ายประสาทเทียมก็จะสามารถเข้าใจความแตกต่างของสำเนียงและการออกเสียงคำพูดได้

นั่นคือกระบวนการเรียนรู้ของเครื่องจักรที่จำลองไปจากการเรียนรู้ของมนุษย์

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนก็ใช้เครือข่ายประสาทเทียมอยู่แล้วในบางเรื่อง เช่น กูเกิ้ลใช้มันต่อสู้กับสแปมของจีเมล์ หรือบริการต่างๆ ของกูเกิ้ลที่เข้าใจเสียงพูด

เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกส่งผ่านไปทำที่เซิร์ฟเวอร์ เช่น การใช้สมาร์ทโฟนในการแปลข้ามภาษา เครือข่ายประสาทเทียมจะรับประโยคที่ส่งไปแล้วส่งผลการแปลกลับมา

วิธีนี้ไม่ราบรื่นเพราะขึ้นอยู่กับคุณภาพและความเร็วในการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นสำคัญ

สิ่งที่กูเกิ้ลต้องการและกำลังทำอยู่โดยร่วมกับบริษัทโมวิเดียสก็คือพัฒนาโพรเซสเซอร์หรือหน่วยประมวลผลที่สามารถทำหน้าหน้าที่ของเครือข่ายประสาทเทียมได้ในตัวโทรศัพท์โดยไม่ต้องส่งไปที่เซิร์ฟเวอร์

สมาร์ทโฟนของกูเกิ้ลในอนาคตจะใช้ชิปจากโมดิเวียสสำหรับการนี้ แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าเมื่อไหร่

ที่เรารู้แน่ๆ ก็คือ สมาร์ทโฟนจะฉลาดขึ้นกว่าเดิมอีกมาก จะกลายเป็นเหมือนหุ่นยนต์น้อยๆ พกติดตัวที่พูดจาสื่อสารโต้ตอบกับเราได้ จดจำใบหน้าและวัตถุได้ เข้าใจคำพูด อ่านป้ายสัญญาณ อ่านเมนู แปลภาษา ฯลฯ

เราต้องการอะไรบอกไป มันก็จะให้คำตอบตอบกลับมา

นี่แค่คิดก็เพลินแล้ว

ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
แลไปข้างหน้า
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับศุกร์ 19 กุมภาพันธ์ 2559

Share on Facebook