
” สนิฟเฟอร์” ร้อนๆ
“พี่เบิ้ม” ในประเทศไทย
เรื่องที่ร้อนฉ่าอยู่บนอินเทอร์เน็ตบ้านเราขณะนี้ก็คือเรื่อง “สนิฟเฟอร์” หรือระบบการดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งคณะทำงานกำกับดูแลและเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เสนอไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อขอให้ออกกฏบังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ไอเอสพี)ติดตั้งสนิฟเฟอร์สำหรับดักจับข้อมูลที่วิ่งพล่านอยู่บนอินเทอร์เน็ต
วัตถุประสงค์สำคัญคือการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ทว่าข้อมูลที่ดักจับไปนั้น มันไม่ได้บอกแค่ว่าใครๆไปละเมิดทรัพย์ทางปัญญาใคร ใครปล่อยโหลดบิตเพลง หนัง หรือซอฟต์แวร์ โดยไม่ถูกฏหมายบ้าง แต่มันล้วงข้อมูลหมดทุกอย่างของคนใช้อินเทอร์เน็ตไปหมด
เท่ากับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกำลังจะถูกล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เปรียบได้กับบ้านเรากำลังจะมี “พี่เบิ้ม” เหมือนในนิยาย “1984″ ของ จอร์จ ออร์เวล ก็ไม่ปาน
มันจะสอดส่องคุณทุกฝีก้าว
วาทกรรม “ประเทศไหนๆ ก็มีสนิฟเฟอร์ แม้แต่อเมริกา” เป็นวาทกรรมที่กร่อยมาก เพราะแม้แต่อเมริกานั่นแหละที่ไม่เคยมาออกกฏระเบียบให้ไอเอสพีติดตั้งสนิฟเฟอร์สำหรับไล่จับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งว่าที่จริงเป็นเรื่องของภาคเอกชน
กระทั่งการดักจับข้อมูลและการดักฟังโทรศัพท์ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงและการก่อการร้าย รัฐบาลจอร์จ บุช ยังโดนถล่มจนเละตุ้มเป๊ะ ขนาดไม่ได้กลับมาเยือนทำเนียบขาวด้วยซ้ำหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด
หรือว่าคณะทำงานชุดนี้อันประกอบด้วยตัวแทนจาก กระทรวงไอซีที กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยมีไอซีทีเป็นหัวเรือ เป็นคณะทำงานของบริษัทเพลง หนัง รวมถึงบริษัทซอฟต์แวร์
“แถมยังสามารถคัดกรองเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมทุกประเภท”
แสดงว่าข้อมูลที่ดักจับนั้นทำอย่างอื่นๆได้อีกบานตะเกียง ล้วนแล้วแต่ละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลทั้งสิ้น

ข้อเสนอของคณะทำงานฯชุดนี้โดนตั้งข้อสงสงสัยว่ามีวาระแอบแฝงอื่นๆนอกเหนือจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และจากคำพูดของประธานคณะทำงานฯ มันก็ส่อแววเช่นนั้นจริงๆ เพราะมี “แถม” โดยไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะไม่มี “แถม” อย่างอื่นที่เราไม่รู้และเขาไม่ได้พูดออกมาอีก
ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่สำนึกของคนซึ่งไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ที่มีวิวัฒนาการเฉพาะตัวของแต่ละสังคม อยู่ภายใต้วิธีคิดที่งอกมาตามวัฒนธรรมนั้นๆ ซึ่งแก้ไม่ได้ด้วยวิธีการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นด้วย “อำนาจบังคับ” แน่นอน
ถึงแม้ว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นปัญหาที่ต้องแก้ เพราะจะว่าไปแล้วมันก็เท่ากับละเมิดความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เมื่อใดที่คุณใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน เพลงเถื่อน หนังเถื่อน แต่การแก้ปัญหาด้วยการละเมิดเสรีภาพของคนอื่นด้วยอำนาจทางกฏหมายก็เฉกเช่นกัน
แท้ที่จริงหน่วยงานรัฐควรทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่คอยเฝ้าแต่จะหาทางจำกัด
รัฐบาลที่ไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน สุดท้ายแล้วประชาชนจะเขี่ยทิ้งไปเองในที่สุด
Share
Recent Comments