
ภาพมาดาม เดอ ปอมปาดูร์
หนังสือชุดประวัติศาตร์อ่านสนุก
บทนำ
เมื่อโชคชะตาของประเทศชาติอยู่ ในห้องนอนของสตรีผู้หนึ่ง
ที่ที่ดีที่สุดสำหรับนัก ประวัติศาสตร์ ก็คือหน้าห้องนอนนั้น
-Charles-Augustin Sainte-Beuve
หากโสเภณีเป็นอาชีพเก่า แก่ที่สุดของโลก เช่นนั้นแล้ว ศิลปะอันละเอียดอ่อนกว่าของการเป็นนางใน1ก็คืออาชีพเก่าแก่อันดับ สอง
หากเราจินตนาการถึงนางใน ที่งดงามที่สุด เธอผู้เหมาะสมกับกษัตริย์ เราจะเห็นภาพสลัวระยับของหญิงคนหนึ่งซึ่งมือของเธอนั้นคอยแอบปลุกปั้น ประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่แล้ว เธอจะยืนอยู่ในเงาของโลกใบหนึ่งซึ่งแสงจ้าทั้งหมดสาดส่องจับจ้องยังชายผู้ กำลังก่อร่างสร้างประวัติศาสตร์ นานๆ ครั้งเราจึงจะได้ยินเสียงกระโปรงไหมส่ายเสียด หรือได้ยินเสียงหัวเราะราวดนตรีของเธอสะท้อนก้องออกมาจากหลังบัลลังก์
การก่อกำเนิดของนางใน แห่งราชสำนักยุโรปนั้นฉับพลันทันที โผล่ผุดออกจากม่านหมอกแห่งยุคกลางที่กำลังจะผ่านพ้นไป นานนับพันปีหลังการล่มสลายของกรุงโรม ความผิดบาปของราชวงศ์ซุกตัวซ่อนอยู่หลังม่านหนาของเตียงบรรทมแบบสี่เสา ก่อนมาครวญคร่ำอยู่ในความมืดลึกล้ำแห่งการสารภาพบาป ศาสนจักรโรมันคาธอลิกเขม้นมองเข้มงวดกับการคบชู้ และหญิงร้ายกาจแห่งราชสำนักก็ถูกซ่อนไว้แน่นหนาในฉากหลัง
บางคราว อาจมีชื่อของหญิงบางคนเชื่อมโยงกับราชวงศ์ในยุคฟิวดัล2 เช่นหญิงตระกูลโหมด (Maude) หรือบลองช์ (Blanche) ทว่าไม่มีอะไรให้ล่วงรู้มากเกินนั้นอีก ลูกนอกสมรส3ของกษัตริย์จำนวนมาก ดูคล้ายผุดขึ้นจากอากาศ เรารู้เพียงแต่ว่าพวกเขาย่อมมีมารดา ข้อมูลรักเร้นของราชวงศ์ที่ขาดแคลนแทบถึงที่สุดนี้ ไม่เพียงเกิดจากศาสนจักรที่บงการให้เก็บงำไว้เท่านั้น ทว่ายุคนั้นยังไม่รู้หนังสือกันมาก กระทั่งในหมู่ราชวงศ์เอง ส่วนใหญ่ยังสะกดชื่อของตนไม่เป็นด้วยซ้ำ
เรารู้จักนางในแห่ง อังกฤษในยุคกลางอย่าง อลิซ เพอร์เรอร์ส (Alice Perrers) ก็เพราะความโลภของเธอ เธอเป็นนางในของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สาม4 (1312-1377) อลิซผู้โลภโมโทสันใช้ตำแหน่งของเธอในทศวรรษ สุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของกษัตริย์ฉ้อฉลท้องพระคลัง ส่งผลให้เธอกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดในอังกฤษ เธอชำนิชำนาญการลวงล่อกษัตริย์ชรา โน้มนำพระองค์ให้ซื้อเครื่องประดับชิ้นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละครั้งเพิ่มพูนเงินสดที่พระราชทานให้เธอนำไปใช้ซื้ออัญมณี ทว่าราวกับเพียงนี้ยังไม่พอ เมื่อนั่งเฝ้าอยู่ข้างแท่นบรรทมในวาระสุดท้าย อลิซถอดพระธำมรงค์เลอค่าหลายวงจากนิ้วที่เริ่มแข็ง แล้วได้สิ่งเหล่านี้ไป เรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเพราะรัฐสภาสั่งยึดที่ดินของเธอในสิบเจ็ดแคว้น ริบอัญมณี (รวมทั้งไข่มุก 21,868 เม็ด) และของขวัญที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์ อลิซผู้ถูกกล่าวหาใช้ชีวิตที่เหลือในราชสำนักพยายามยื้อแย่งชิงคืน ดังปรากฏในหลักฐานบันทึกของท้องพระคลัง คำสั่งของรัฐสภา และศาล
ขณะราชสำนักอังกฤษช้า เชือนไม่ทันการณ์ ราชสำนักฝรั่งเศสกลับแคล่วคล่อง ราวเจ็ดสิบปีหลังเหตุการณ์เรื่องอลิซ เพอร์เรอร์ส อันอื้อฉาว นางในตามแบบฉบับนี้ก็ผุดพลุ่งอย่างรุ่งโรจน์ ละม้ายนกฟีนิกซ์ฟื้นคืนจากเถ้าแห่งศตวรรษอันมืดมิด อานเยส ซอเรล (Agnes Sorel) หญิงฝรั่งเศสในราชสำนักฝรั่งเศส คือผู้สามารถและทรงอิทธิพลทางการเมืองเหนือทั้งกษัตริย์และประเทศ อานเยสผู้สง่างามประสบความสำเร็จในการปลุกเร้าพระเจ้าชาลส์ที่เจ็ด (1403-1461) จากที่เฉยเฉื่อยไม่ใส่ใจกับงานเมือง หันมารวมพลทหารส่งไปขับไล่ผู้บุกรุกชาวอังกฤษให้พ้นไปจากดินแดนฝรั่งเศส พระเจ้าชาลส์นั้นมีพระพักตร์เศร้าจนดูน่าขัน พระวรกายเล็ก หัวเข่าโก่ง จมหายไปในพระภูษาตัวโคร่งหนา ก่อนหน้ามีอานเยส ทรงเป็นกษัตริย์ที่ไม่เอาไหน และหลังอานเยสแล้ว ก็ทรงไม่เอาไหนดังเดิม
ภาพวาดรูปนางในยุคแรกๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ เป็นภาพของอานเยส วาดในปี 1449 ในยุคที่ภาพคนสามัญยังไม่แพร่หลาย บรรดาเศรษฐีและคนดังยังต้องติดสินบนศิลปินที่วาดภาพในโบสถ์ ให้วาดใบหน้านักบุญต่างๆ ด้วยใบหน้าของตน แต่ก็ยังน่าแปลกใจที่อานเยสถูกจารึกไว้ในภาพแม่พระ เป็นภาพสองภาพอยู่บนช่องประดับในโบสถ์ ในภาพของเธอ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โคนิงครึก (Koninklijk Museum) ในเมืองแอนต์เวิร์ป อานเยสสวมมงกุฎ เสื้อคลุมขนเออร์มีน เผยให้เห็นเต้าเต่งเปี่ยมน้ำนมสำหรับพระกุมารเยซู ซึ่งทรงไม่สนพระทัย และหันพระพักตร์ไปทางอื่น อีกภาพหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชตาตลิช (Staatliche Museum) ในกรุงเบอร์ลิน เป็นภาพเพื่อนรักของเธอ คือ เอเตียน เชอวาลิเย (Etienne Chevalier) กำลังคุกเข่าร้องวิงวอน ลำพังภาพวาดนางในแห่งกษัตริย์ มารดาของลูกนอกสมรสแห่งกษัตริย์ในลักษณาการของมารดาพระเจ้า ก็ย่อมเป็นที่ตะลึงพรึงเพริดของสัตบุรุษอยู่แล้ว แต่ภาพเพื่อนของเธอที่กำลังวิงวอนอยู่เบื้องหน้าเต้าเต่งเปล่าเปลือยนั้น ยิ่งทำให้ตกตะลึงมากกว่าเดิม
จึงบางทีอาจมิใช่เหตุ บังเอิญ ที่ไม่นานนักหลังภาพวาดเสร็จสิ้น สวรรค์ก็ได้ส่งยมทูตมารับอานเยสไป ในวัยเพียงสี่สิบปีโดยประมาณ หลังจากรับใช้กษัตริย์ในฐานะชู้รัก เพื่อน และที่ปรึกษามานานสิบห้าปี อานเยสเสียชีวิตเมื่อคลอดบุตร เธออาจมองกลับลงมาจากสุขคติภูมิ และแลเห็นร่างอันกำลังแตกดับ จึงกล่าวแผ่วเบาว่า “นี่คือสิ่งเล็กน้อย คือมลทิน และกลิ่นเหม็นของความอ่อนแอของเรา” แล้วเธอก็หลับตา กษัตริย์ผู้เศร้าโศกปูนบำเหน็จแต่งตั้งให้เธอเป็นดัชเชส และฝังศพเธออย่างสง่างาม
ความรู้ของเราว่าด้วย นางในนั้นเพิ่มพูนทวีคูณขึ้นเมื่อล่วงถึงศตวรรษที่สิบหก การเบ่งบานของความคิดที่ขานนามว่ายุคเรอเนสซองส์นำอากาศบริสุทธิ์มาสู่ยุโรป อันโง่เขลา ทันใดนั้น เรือก็ล่องไปทั่วทั้งเจ็ดคาบสมุทร นำกลับมาซึ่งความร่ำรวยที่มิใช่ความฝัน อารามต่างๆ ล้วนเสาะแสวงซึ่งจารึกโบราณอันบรรจุไว้ด้วยปรีชาญาณของปราชญ์นอกศาสนาในยุค โพ้นเวลา สังคมต่างๆ ซึ่งบูชาอยู่แทบเท้ารูปปั้นหินของแม่พระมานานหนึ่งพันปี บัดนี้พากันโลดเต้นยินดีอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นโค้งเว้าของเทพีวีนัส ด้วยกระบวนการนี้ วาติกันสูญเสียกุญแจไขหีบแห่งความรู้ทั้งปวงไป หัตถาเหล็กซึ่งเคยอยู่เหนือศีลธรรมและกิริยามารยาทค่อยๆ ล้าแรงลง แม้กระทั่งในประเทศที่ยังคงเป็นคาธอลิกอยู่หลังการปฏิรูปศาสนาแล้วก็ตาม

ภาพ Madame de Maintenon
การคิดค้นแท่นพิมพ์เร้า ให้เกิดระเบิดแห่งการอ่านออกเขียนได้ในหมู่ชนชั้นสูง การเขียนจดหมายกลายเป็นงานอดิเรกโปรดปรานในหมู่ข้าราชสำนักซึ่งกระหายจะให้ ญาติที่อยู่ห่างไกลได้รับรู้เรื่องซุบซิบนินทาอันฉ่ำปาก จากผู้คนเหล่านี้ เราได้ยินเรื่องน้ำพระเนตรของราชินี อารมณ์โทโสไม่อยู่กับร่องกับรอยของนางใน และกามารมณ์ไม่รู้อิ่มของพระราชา มาดาม เดอ แมงต์เตอนง (Madame de Maintenon) ชายาสามัญชนคนโปรดคน สุดท้ายของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ (1638-1715) เขียนจดหมายความยาวกว่าเก้าหมื่นคำตลอดชีวิตของ เธอ เอลิซาเบธ ชาร์ล็อต (Elizabeth Charlotte) ดัชเชสแห่งออร์ลีนส์ (Duchesse d’Orleans) น้องสะใภ้ในพระเจ้าหลุยส์ เขียนจดหมายหลายฉบับมีความยาวหกหมื่นคำ เล่าถึงชีวิตในราชสำนักแวร์ซายส์ช่วงกว่าห้าสิบปี มาดาม เดอ เซวีญเย่ (Madame de Sévigné) ผู้รู้จักกับเหล่าสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ เป็นการส่วนตัว เขียนจดหมายสัปดาห์ละสามครั้งเป็นเวลานานยี่สิบห้าปี ถึงน้องสาวที่รักของเธอผู้อยู่ไกลถึงโพรวองซ์ จดหมายโต้ตอบส่วนตัวบางส่วนของเหล่ากษัตริย์และนางในเองหลุดรอดจากไฟผลาญ น้ำท่วม หนอนกัดกิน และการจงใจทำลายล้าง ส่วนหนึ่งของจดหมายนั้นเล่าถึงด้านโรแมนติกของชีวิต
มากไปกว่านั้น รายงานทางการทูตยังให้มุมมองในรายละเอียดถึงชีวิตในราชสำนัก ในยุคที่พระราชอัธยาศัยของกษัตริย์อาจหมายถึงสันติภาพหรือสงคราม งานเริงรื่นหรือขุกเข็ญ ไม่มีรายละเอียดในราชสำนักใดไม่สำคัญ หนังสือราชการบางที่ถกกันถึงพระอาการทางลำไส้ของกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ซึ่งทรงล่วงรู้ว่า นางสนมหลายคนของพระเจ้าชาลส์ที่สอง (1630-1685) แห่งอังกฤษ มีอิทธิพลต่อพระองค์อย่างสูง จึงทรงสั่งให้ทูตของพระองค์ในอังกฤษส่ง “รายงานโดยละเอียดว่าด้วยทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในราชสำนักแห่งอังกฤษ โดยเฉพาะในเรื่องส่วนพระองค์” รายงานซ่านทรวงเหล่านี้จำนวนมากเหลือรอดมาได้
บันทึกประจำวันที่กลาย เป็นเรื่องนิยมเขียนกันนั้นเป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องคาวใคร่ในราชสำนัก นักเขียนบันทึกประจำวันคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือซามูเอล เปปิส (Samuel Pepys) ผู้อยู่ในตำแหน่งสูงของราชนาวีอังกฤษในทศวรรษ 1660s และหลงใหลปฏิพัทธ์นางในหลายคนของพระเจ้าชาลส์ที่ สอง เขาเล่าถึงเมื่อคราวพบเห็นพวกเธอในสวนและโรงละคร ทั้งยังเปรียบเทียบความงาม บรรยายถึงอาภรณ์ และร่วมรักกับพวกเธอในฝัน เขาเขียนด้วยความดีใจว่าได้จูบเนล กวินน์ (Nell Gwynn5) หลังเธอเล่นละครเสร็จสิ้น และได้เห็นชุดชั้นในอันหรูหราของเลดี้แคสเซิลเมน (Lady Castlemaine) แขวนอยู่บนราว ทั้งหมดนี้ล้วนกลายเป็นประโยชน์ในภายหลัง
บันทึกความทรงจำกลายเป็น เอกสารที่นิยมใช้ แต่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังและเปรียบเทียบกับเอกสารอื่นในยุคเดียวกัน บันทึกจำนวนมากจดจารขึ้นเพื่อตีพิมพ์ โดยมีสองเป้าประสงค์ คือทั้งแก้ตัวและชี้นิ้วกราดใส่ผู้อื่น ก่อนสิ้นพระชนม์ในปี 1615 ไม่นานนัก ราชินีมาเกอริต (Queen Marguerite) แห่งฝรั่งเศส เขียนบันทึกความทรงจำส่วนพระองค์เล่าถึงคุณงามความดีอันผุดผ่องราวเรื่องใน คัมภีร์ หยิบยกพฤติกรรมมิบังควรของพระสวามีกับนางในมาบอกเล่า ทว่าเว้นวรรคเรื่องมิบังควรของพระองค์เองกับชู้รัก ดยุค เดอ แซงต์ซิมง (duc de Saint-Simon) ผู้พยาบาท และต้องจากแวร์ซายส์ไปในฐานะข้าราชสำนักที่ผิดหวังในปี 1722 สะบัดปากกาขนนกของตนออกมาเป็นบันทึกความทรงจำสี่ สิบเล่ม หมึกที่ใช้นั้นผสมไปด้วยพิษจากหัวใจ
แม้ชีวประวัติร่วมสมัยจะ เริ่มถือกำเนิดขึ้นแล้ว ทว่าก็ยังต้องพินิจพิจารณาให้ดี เคานต์ คาร์ล วอน โพลนิตซ์ (Count Karl von Pöllnitz) ตระเวนไปตามราชสำนักใน ยุโรป โดยเริ่มในปี 1710 ครั้นถึงปี 1740 เขากลายเป็นผู้รู้ในพิธีการต่างๆ คอยรับใช้พระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช เขาอัศจรรย์ใจกับการผจญภัยทางเพศของพระเจ้าออกุสตุสผู้แข็งแกร่งแห่งแซกโซนี (Augustus the Strong of Saxony) (1670-1733) ผู้ขึ้นชื่อว่ามีลูกนอกสมรสถึงกว่าสามร้อยคน เคานต์ วอน โพลนิตซ์ ตีพิมพ์ชีวประวัติในปี 1734 อันเป็นปีถัดจากการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ แม้ข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าด้วยเหตุการณ์รักของราชาจะเป็นจริง แต่เราก็พอดูออกว่า เคานต์ผู้นี้ได้ขัดเกลาบทสนทนาที่ปรากฏ เพื่อให้เกิดอรรถรสมากขึ้น
ร่วมไปกับวรรณคดีคือการ ชื่นชมในคุณค่าและอิทธิพลของผู้หญิงที่มีต่อสังคม และทำให้สังคมนั้นศิวิไลซ์ขึ้น ราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่สิบหกเริ่มยอมรับความคิดว่าผู้หญิงนั้นชาญฉลาด และสามารถพอกับผู้ชาย ทว่างดงามดึงดูดใจกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แทบข้ามคืน นางในของกษัตริย์กลับได้รับความชื่นชม ลอกเลียน และยกย่อง
ในศตวรรษที่สิบหกถึงสิบ แปด ตำแหน่งแห่งหนของนางในนั้นเกือบเป็นทางการเทียบเท่านายกรัฐมนตรี นางในต้องปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง ทั้งทางเพศและอย่างอื่น เพื่อให้ได้ตอบแทนซึ่งตำแหน่ง เงินปี เกียรติยศ และฐานะอันทรงอิทธิพลในราชสำนัก เธอบำเรอทั้งศิลปะ การละคร วรรณคดี ดนตรี สถาปัตยกรรม และปรัชญา เธอใช้เสน่ห์ของตนเป็นดั่งอาวุธต่อกรกับทูตต่างประเทศ คอยระงับอารมณ์พิโรธของกษัตริย์ ปลุกปลอบให้พระองค์ร่าเริงเมื่อทรงเป็นทุกข์ ปลุกเร้าพระองค์ให้แข็งแกร่งเมื่อทรงอ่อนแอ เธอเข้าร่วมพิธีทางศาสนาทุกวี่วัน ให้ทานแก่คนจน และส่งอัญมณีคืนสู่ท้องพระคลังในยามสงคราม
—————
หมายเหตุ : นางในหรือ mistress ในที่นี้หมายถึงหญิงที่มีสัมพันธ์ทาง เพศกับกษัตริย์ แต่ไม่ได้อภิเษกสมรสกับพระองค์ ในยุโรป ระบบของนางในไม่เหมือนกับของไทย ระบบของยุโรปยุคกลางนั้น ศาสนจักรและพระสันตะปาปามีอำนาจมาก อำนาจของศาสนจักรยังไม่ถูกแยกออกจากอำนาจของอาณาจักร ดังนั้น แม้กษัตริย์จะมีอำนาจเด็ดขาด แต่การมีนางในเป็นเรื่องผิดในสายตาของศาสนจักร แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป สถานะนางในโดยทั่วไปจึงเป็นสถานะที่ลักลั่นพอสมควร ส่วนใหญ่แล้วเป็นนางในที่ไม่มีสถานะ ‘เป็นทางการ’ แต่มีลักษณะคล้ายภรรยาน้อยมากกว่า ยกเว้นนางในที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งโดยมากมักมีได้เพียงคนเดียว นอกจากนี้ กษัตริย์ยังอาจมีสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มีสามีแล้วด้วย ก็ถือว่าเป็นนางในเช่นกัน คำว่า ‘นางใน’ ในที่นี้จึงไม่เหมือน ‘เจ้าจอมหม่อมห้าม’ ของไทย และนางในของยุโรปในยุคหลังๆ เช่น หลังปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ไม่ได้มีลักษณะเหมือนนางในยุคกลางด้วย
แปลโดย โตมร สุขปรีชา
Share
Recent Comments