http://www.gutenberg.org/files/11956/11956-h/images/249.jpg

กษัตริย์ฟรองซัวส์ที่ หนึ่ง (Francois I) แห่งฝรั่งเศส (1494-1547) เป็นกษัตริย์องค์แรกที่พระราชทานตำแหน่ง สนม เอก หรือ maîtresse-en-titre6 ให้กับนางในคนโปรด ทรงสำราญกับการแต่งตั้งนางในต่อเนื่องสืบมาอย่างหนักแน่นมั่นคงยิ่งยวด ในครึ่งหลังของศตวรรษที่สิบหก นางในแห่งราชสำนักฝรั่งเศสนั้นทรงอำนาจยิ่งกว่าราชสำนักอื่นใดในยุโรปยืนยง ถึงเกือบสองร้อยปี ดิอาน เดอ ปัวติเยส์ (Diane de Poitiers) นางในของพระเจ้าอองรีที่ สอง7 (Henri II) (1519-1559) ได้เป็นถึงสมาชิกสภาของ ฝรั่งเศส เปิดประชุมขั้นสุดยอดบนเตียงแห่งการปกครองประเทศ ดิอานออกกฎหมายและกำหนดภาษี เธอยังลงนามร่วมกับกษัตริย์ในคำสั่งต่างๆในนาม อองรีดิอาน (HenriDiane) อีกด้วย กาเบ รียล เดสเทร่ส์ (Gabrielle d’Estrees) นางในของกษัตริย์อองรีที่ สี่ (Henri IV) (1553-1610) เป็นอีกคนที่เข้าร่วมใน สภา ออกกฎหมาย ต้อนรับทูต และมีส่วนช่วยอย่างมากในการยุติสงครามศาสนากลางเมือง

สำหรับในอังกฤษ กษัตริย์เฮนรี่ที่แปด (Henry VIII) (1491-1547) ทรงทำเรื่องไม่เป็นสาระด้วยการยืนยันจะอภิเษกสมรส กับผู้หญิงสองคนที่พระองค์หลงใหล แต่ต่อมาก็สั่งบั่นศีรษะของนางทั้งสองเสีย ศตวรรษถัดมา กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สอง (Charles II) ไม่ยอมเสียเวลาขึ้นครองสนมในวันเดียวกับที่ขึ้น ครองบัลลังก์ ในวันขึ้นครองราชย์ของปี 1660 พระองค์ร่วมเตียงกับสาวผมแดงอย่าง บาร์บารา พาล์มเมอร์ (Barbara Palmer) ซึ่งในอีกเก้าเดือนถัดมา ก็ให้กำเนิดพระธิดา เพื่อปูนรางวัล พระองค์แต่งตั้งให้เธอเป็นเคาน์เตสแห่งแคสเซิลเมน (Castlemaine) กษัตริย์ชาลส์ทรงอธิบายว่า “พระองค์ไม่ใช่พวกอเทวนิยม แต่พระองค์ไม่อาจคิดว่า พระเจ้าจะทรงให้มนุษย์ต้องทุกข์ทน หากมนุษย์ขอรื่นรมย์นอกลู่นอกทางบ้างเล็กๆ น้อยๆ”

เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องความสัตย์ซื่อกับนางใน พระเจ้าชาลส์จึงเป็นหนึ่งในกษัตริย์ไม่มากนักที่มีนางในระดับสูงอยู่ร่วมใน ราชสำนักของพระองค์พร้อมกันหลายนาง ทว่าพระองค์หาได้หนักแน่นมั่นพระทัยเหมือนกษัตริย์ฝรั่งเศส ฮาเร็มของพระองค์จึงละม้ายเล้าไก่มากกว่า เช่นที่ได้บรรยายไว้โดยนักจดหมายเหตุผู้อื้อฉาวอย่าง จอห์น เอเวอลีน (John Evelyn) ซึ่งคร่ำครวญและเป็นพยาน รับรู้ถึง “ความหรูหราและหยาบคายอันยากจะกล่าว รวมถึงการละเล่นและความเสเพลทั้งปวง” กษัตริย์ชาร์ลส์ทรง “นั่งและยั่วเย้ากับนางสนมจากพอร์ตสมัธ คลีฟแลนด์ และมาซาแรง ฯลฯ เด็กชายฝรั่งเศสผู้หนึ่งร้องเพลงรักในห้องโถงอันเรืองรองนั้น ขณะที่ข้าราชสำนักอื่นอีกราวยี่สิบคนและพวกเสเพลทั้งหลายกำลังเล่นไพ่บา สเซ็ต8อยู่รอบโต๊ะใหญ่ มีทองคำราว 2000 เหรียญกองอยู่เบื้องหน้า”

ลูกพี่ลูกน้องชั้นแรกของ กษัตริย์ชาลส์ คือพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่แห่งฝรั่งเศสนั้นตกแต่งราชสำนักของพระองค์ด้วยแถว ยาวของนางในกรุ่นกลิ่นหอม อะเตนาอิส เดอ มงเตสป็อง (Athénaïs de Montespan) ซึ่งครองตำแหน่งและอำนาจ อยู่นานถึงสิบสามปีนั้น มีหลายสิ่งคลับคล้ายคู่เหมือนชาวอังกฤษของเธออย่างบาร์บารา หรือเลดี้แคสเซิลเมน ไม่น้อย ฝ่ายหลังนี้มีอำนาจอยู่สิบสองปี ทั้งคู่ต่างสวยสะคราญ โลภโมโทสัน อำมหิต และเรืองอร่าม แต่เปรียบกันแล้ว อะเตนาอิสนั้นอาจดูน่ารักใคร่กว่า อาจเพราะเหลี่ยมคมกระด้างของเธออ่อนละมุนลงด้วยขนนกประดับแบบฝรั่งเศส ทั้งคู่เสริมสร้างบารมีให้แก่ประเทศใหญ่ของตน แต่กลับคดโกงท้องพระคลัง ครั้นหลุดจากตำแหน่งโดยคนใหม่ที่มีสีสันน้อยกว่า ผู้คนก็ยังระลึกถึงทั้งคู่ด้วยความขุ่นข้องไม่รู้คลาย

ทั้งแฟชั่น สถาปัตยกรรม ดนตรี และศิลปะของฝรั่งเศสนั้น ล้วนถูกเลียนแบบไปทั่วยุโรปในรูปแบบที่ไม่อลังการเท่า ความคิดเรื่องตำแหน่งสนมเอกของนางในก็เช่นกัน ในปลายศตวรรษที่สิบเจ็ด บทบาทของนางในแห่งกษัตริย์ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานเมืองกลายเป็นเรื่องขาด ไม่ได้เสียแล้ว กระทั่งราชอาณาจักรเยอรมันอันเคร่งครัดก็ยังดำเนินรอยตาม เจ้าชายเฟรเดอริกที่สาม (Frederick III) ผู้แทน9แคว้นแบรนเดนเบิร์ก (1657-1713) เจ้าชายผู้เกรงใจพระชายาและชิงชังการนอกใจ ก็ยังแต่งตั้งนางในราชสำนักขึ้นเป็นพระสนมอย่างเป็นทางการ และพระราชทานอัญมณีให้มากมาย แม้ว่าพระองค์จะไม่เคยแตะต้องเธอเลยก็ตาม มิเช่นนั้น พระชายาจะต้องฆ่าพระองค์แน่

เจ้าชายออกุสตุสผู้ เข้มแข็งแห่งแคว้นแซกโซนี ได้รับเลือกเป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์ในปี 1697 พระองค์จึงปกครองสองอาณาจักรในเวลาเดียวกัน10 พระองค์มีนางในที่รับใช้มาเก้าปีแล้วอยู่ในแซกโซนี แต่ขุนนางแนะนำพระองค์ให้เลือกหญิงชาวโปแลนด์มารับตำแหน่งเดียวกันในกรุง วอร์ซอว์ด้วย ตามบันทึกของเคานต์ วอน โพลล์นิตซ์ กษัตริย์ได้รับคำแนะนำดังนี้ “เนื่องเพราะพระองค์มีสองราชสำนัก หนึ่งในแซกโซนี และอีกหนึ่งในวอร์ซอว์ พระองค์จึงควรเป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์ และทรงความยุติธรรม ด้วยการมีนางในที่ราชสำนักแต่ละแห่ง สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความพึงพอใจของทั้งสองชนชาติอย่างไม่ต้องสงสัย ในเวลานี้ ชาวโปแลนด์ไม่พึงพอใจต่อการที่พระองค์ยังรักษาตำแหน่งนางในแห่งแซกโซนีไว้ หากพระองค์ทอดทิ้งนาง มาลุ่มหลงอยู่กับนางในชาวโปแลนด์ ชาวแซกโซนีก็จะติเตียนด้วยเหตุผลเดียวกัน ฉะนั้น ด้วยการสมัครรักใคร่หกเดือนในโปแลนด์ และอีกหกเดือนในแซกโซนี ทั้งสองชาติย่อมพึงใจ”

ขณะที่กษัตริย์ในศตวรรษ ที่สิบเจ็ด ทั้งของฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี พร้อมใจกันตบรางวัลให้แก่นางใน ก็ยังหลงเหลือราชสำนักสเปน ที่อึดอัดอยู่กับกฎเกณฑ์แบบคาธอลิกยุคกลาง ในท่ามกลางประเทศที่เปลี่ยนไป ในดินแดนนี้ศาลศาสนา11นั้นเข้มงวดยิ่งกว่า วาติกันเสียอีก พระคาร์ดินัลแห่งวาติกันนั้นเริงรมย์อยู่กับเซ็กซ์หมู่แสนสนุก ส่วนกษัตริย์สเปนผู้ไร้ชีวิตชีวานั้นอ่อนแอสืบเนื่องมา จึงปกครองราชสำนักอย่างหดหู่ ขณะที่มีการเผาหมู่พวกนอกศาสนาจนกลายเป็นงานกรีฑาที่ผู้ชมชื่นชอบ

นางในของราชสำนักสเปน นั้นไม่มีตำแหน่งอันเป็นที่ยอมรับ ไม่มีหวังจะไขว่คว้าอำนาจในราชสำนักใดๆ ทั้งยังได้ปูนรางวัลเพียงน้อยนิด ชีวิตของเธอหลังปลดระวางแล้วยิ่งหดหู่ เพราะถูกขับไปสู่สำนักนางชี กษัตริย์นั้นเกือบเป็นพระเจ้า คนสามัญจึงอย่าหวังจะได้แตะต้องผู้หญิงที่เคยพลีร่างสู่อ้อมกอดกษัตริย์

มีรายงานว่า พระเจ้าฟิลิปที่สี่ (Philip IV) แห่งสเปน (1605-1665) วิ่งไล่หญิงสาวนางหนึ่งไปทั่ววัง แล้วก่นด่าอยู่หน้าประตูที่หญิงสาวนั้นปิดขังตัวเองไว้ พลางบัญชาให้เธอเปิดประตู หญิงสาวสะอื้นไห้ “ไม่ ไม่ เพคะ! หม่อมฉันไม่อยากเป็นนางชี!”

พระเจ้าจอห์นที่ห้า (John V) แห่งโปรตุเกส (1689-1750) ไม่ต้องสนใจเรื่องส่งนางในปลดระวางไปสำนักนางชี เลย เพราะพระองค์ไปหานางในจากแม่ชีโดยตรง ด้วยการเปลี่ยนสำนักนางชีแห่งหนึ่งในกรุงลิสบอนให้เป็นฮาเร็มส่วนพระองค์ และเป็นที่อภิบาลเด็กไปด้วยในตัว หญิงใดให้บุตรชายกับพระองค์ บุตรนั้นจะโตขึ้นมาเป็นอาร์คบิช็อป

ทว่าประเพณีแบบไอบีเรีย12นั้นไม่เป็นที่นิยมของ ยุโรปส่วนที่เหลือ เจ้าชายจอร์จ (George) ผู้แทนของแคว้นฮันโนเวอร์ (1660-1727) ซึ่งสืบทอดบัลลังก์อังกฤษในปี 1714 พยายามเอาเยี่ยงพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง ด้วยการนำเข้านางในมายังแผ่นดินใหม่ของพระองค์ ไม่ใช่เพียงหนึ่ง ทว่าถึงสอง นางในชาวเยอรมันของพระเจ้าจอร์จนั้นไม่เป็นที่ประทับใจไพร่ฟ้าอังกฤษ ซึ่งต่างตกใจ ไม่เพียงกับศีลธรรมของกษัตริย์ แต่กับรสนิยมในเรื่องผู้หญิงของพระองค์ด้วย หญิงหนึ่งร่างสูงและผอมจนซูบ อีกนางเตี้ยและอ้วนจนแทบระเบิด เมื่อมาเข้าคู่กันก็น่าชังสิ้นหวัง ในส่วนของพระองค์เอง กลับทรงพอพระทัยที่ชาวอังกฤษล้อเลียนนางในของพระองค์ แม้เมื่อมีคนส่งม้าแก่ใส่บังเหียนขาดไปเดินบนถนนในกรุงลอนดอน โดยเขียนป้ายว่า “ไม่มีใครหยุดข้าได้ ข้าคือม้าของกษัตริย์แห่งฮันโนเวอร์ที่กำลังไปรับพระราชาและกะหรี่ของ พระองค์มายังอังกฤษ” แต่พระเจ้าจอร์จสรุปความว่า เรื่องตลกเช่นนี้สะท้อนถึงความเป็นผู้ชายของพระองค์ได้เป็นอย่างดี

เมื่อโอรสของพระเจ้า จอร์จ คือเจ้าชายจอร์จแห่งฮันโนเวอร์ (George of Hanover) ซึ่งต่อมาเป็นพระเจ้า จอร์จที่สอง (George II) (1683-1760) มีนางในชาวอังกฤษ พระอัยยิกาสูงวัยของพระองค์ยินดีอย่างยิ่งเพราะเห็นว่าเป็นวิธีปรับปรุงความ รู้ด้านภาษา ราวยี่สิบปีต่อมา ลอร์ดเฮอร์วีย์ (Lord Hervey) เล่าถึงความสัมพันธ์ของ พระเจ้าจอร์จที่สองกับผู้หญิงคนนี้ คือนางโฮเวิร์ด ว่าไม่ใช่เรื่องตัณหาราคะ กษัตริย์นั้น “ดูราวกับจะเห็นนางในเป็นสิ่งจำเป็นในการเสริมพระบารมีมากกว่าเพื่อสร้าง ความรื่นรมย์แบบผู้ชาย ดังนั้น สิ่งเดียวที่พระองค์ทำได้คือการแกล้งสร้างหลักฐานว่า พระองค์ไม่สนพระทัยและไม่ดูแลนางในที่เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่ได้รัก” เคยมีผู้ได้ยินกษัตริย์เรียกนางในผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ว่า “นังแก่โง่หูหนวกอารมณ์ร้าย”

นับเป็นอีกครั้งที่ เรื่องแบบนี้มีการจัดการอย่างเป็นแบบแผนมากกว่าเมื่อข้ามช่องแคบอังกฤษลงมา ทางใต้ พระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้า (Louis XV) (1710-1774) ซึ่งร่วมสมัยกับพระเจ้า จอร์จ แต่งตั้งมาดาม เดอ ปอมปาดูร์ (Madame de Pompadour) ให้เป็นสนมเอกในปี 1745 มาดาม เดอ ปอมปาดูร์นั้นงามสง่า ฉลาดเฉลียว และมีเมตตา โดยทางปฏิบัติแล้ว เธอปกครองฝรั่งเศสอยู่ถึงสิบเก้าปี เธอสนับสนุนศิลปินและนักเขียน สร้างละครที่เธอร้องและเริงรำเอง ลงทุนในอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส ออกแบบชาโต้ เจียระนัยอัญมณี สร้างงานแกะสลัก ทดลองผสมพันธุ์พืช และบัญชาการรบในสงครามเจ็ดปี13

แต่เมื่อมีอำนาจสูงสุด เธอมองอย่างล้าแรงเห็นถึงพายุที่ตั้งเค้า “หลังยุคของเรา จะเกิดน้ำท่วมใหญ่” เธอกล่าว ทว่าไม่ใช่มาดาม เดอ ปอมปาดูร์ กลับเป็นผู้สืบทอดของเธอ คือมาดาม ดู บาร์รี (Madame du Barry) ผู้ถูกบั่นศีรษะที่ทาแป้ง ไว้งดงามบนตะแลงแกงที่ปูพื้นด้วยฟาง ในฝรั่งเศส พระราชวังถูกปล้นสะดมภ์และเผา หลุมพระศพของกษัตริย์และข้าราชสำนักถูกทุบทำลายชิงสิ่งของ กระดูกกระจายเกลื่อน ด้วยแรงปะทะที่เกิดขึ้นฉับพลันของกิโยติน การปฏิวัติฝรั่งเศสได้ยึดเอาอำนาจของนางในแห่งกษัตริย์ไปทั่วยุโรป ผลของมันกระเพื่อมเหมือนคลื่นไปสู่ทุกทิศทาง ความรุ่งเรืองที่ปล่อยปละฟุ่มเฟือยตามอำเภอใจกลายเป็นน้ำท่วมใหญ่โดยแท้ จมลงในทะเลเลือดสีขุ่นเข้ม ที่ปลาสนาการไปพร้อมกันก็คือความรุ่งโรจน์ของหญิงที่เคยสะพรั่งด้วยอัญมณี แห่งมงกุฎ

เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้น แม้ประเพณีจะเปลี่ยนแปร ทว่าความต้องการทางเพศของกษัตริย์กลับไม่เปลี่ยน นางในยังคงมีเกลื่อนกล่น แต่ผู้มีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวังในความโหดเหี้ยมของศตวรรษที่สิบเก้าก็ไม่คาด หวังอะไรมากมายเหมือนนางในยุคก่อนหน้าที่โชคดีกว่า พวกเธอไม่มีทางได้เป็นดัชเชสหรือเคาน์เตส ไม่ได้รับตำหนักหรือปราสาท ไม่มีเงินปีน่าอิจฉา ไร้ที่นั่งในสภา ไม่มีห้องหรูหราในพระราชวัง นางในของศตวรรษที่สิบเก้าเพียงหวังจะมีบ้านน่าอยู่ในเมือง มีเครื่องประดับบ้างเล็กน้อย สามารถสั่งซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นล่าสุดได้ และยังมีกลิ่นอายของอำนาจล้นเหลือเพื่อให้ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงที่ดีที่สุด ทุกแห่ง

กษัตริย์ลุดวิกที่หนึ่ง (Ludwig I) แห่งบาวาเรีย (1786-1868) ค้านกระแสนี้และได้รับบทเรียนราคาแพงลิบ ในปี 1847 พระองค์บังคับให้สภาที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ ยอมตั้งนางในผู้ร้ายกาจของพระองค์ คือ โลลา มอนเทซ (Lola Montez) เป็น เคาน์เตสแห่งแลนด์สเฟลด์ (countess of Landsfeld) ในไม่กี่เดือนก็เกิดการ ปฏิวัติ โลลาถูกกลุ่มคนที่โกรธเกรี้ยวไล่ออกจากเมือง กษัตริย์ลุดวิกต้องสละราชสมบัติ หากโลลาได้โอกาสนี้เมื่อเจ็ดสิบปีก่อน เธอคงประสบความสำเร็จ

ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส หนังสือพิมพ์ถูกเซนเซอร์อย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้อ้างถึงพระเจ้าแผ่นดินในแง่มุมร้ายเลย จึงเกิดการนำป้ายคำด่าไปติดตามเสาไฟริมถนนเกลื่อนกล่น พลเมืองที่ชอบใจฉีกออกแล้วนำไปอ่านในร้านเหล้า ป้ายคำด่าจำนวนมากล้อเลียนนางในของกษัตริย์ แต่ด้วยอิสรภาพทางการพิมพ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า พาดหัวหนังสือพิมพ์จึงป่าวก้องถึงเรื่องอื้อฉาวของกษัตริย์ล่าสุดได้ การ์ตูนล้อเลียนวาดภาพกษัตริย์อ้วนชราอยู่บนเตียงกับนางในผู้โลภโมโทสัน ราชวงศ์ต้องระมัดระวังมากขึ้นกับการคบชู้สู่สวาทที่ผิดกฎ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของคนเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงเฉพาะเปลือกนอก การคบชู้สู่สวาทของราชสำนักยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งเหมือนเคย แต่ซุกอยู่ใต้อาการวางปึ่งไร้สีสันดูน่าเคารพแบบหน้าไหว้หลังหลอก

ในปี 1900 กษัตริย์เบลเยียม คือพระเจ้าลีโอโปลด์ที่สอง (Leopold II) ผู้ชรา (1835-1909) มักเสด็จพระราชดำเนินในสวนสาธารณะต่างๆกับนางใน วัยสิบหกปีอยู่บ่อยๆ เธอคือคาโรลีน เดอลาครัวซ์ (Caroline Delacroix) แต่หากมีรัฐมนตรีสักคน ผ่านมาพบ คาโรลีนจะต้องเลี่ยงหลบแต่โดยดีไปเบื้องหลัง และแสร้งทำเป็นน้องสาวของราชองครักษ์

โอรสองค์โตของพระราชินี วิคตอเรีย คือเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่เจ็ด (Edward VII) (1841-1910) จัดการกับเรื่องรักใคร่ของพระองค์อย่างชำนิชำนาญ จนคนจำนวนมากหลงเชื่อว่า สาวๆ ทั้งหลายเป็นเพียงเพื่อนสนิท สิ่งที่คาดเดาเป็นอื่นนั้นคือการให้ร้าย เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดไปเยี่ยมเพื่อนสาวในยามบ่ายเพื่อดื่มชา เมื่อสามีของสาวๆ เหล่านั้นไปทำงานหรือไปเยี่ยมสาวๆ ของตัวเองเช่นกัน โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะกลับบ้านได้ไม่สะดวกดาย

การปฏิวัติทางเพศของ ศตวรรษที่ยี่สิบเข้าไม่ถึงราชวงศ์ในยุโรป ซึ่งมือหนึ่งถือประเพณีแบบวิคตอเรีย อีกมือหนึ่งถือคฑา ราชวงศ์เหล่านี้โชคดีพอจะทานทนต่อกระแสแห่งประชาธิปไตยที่พุ่งแรง โดยต้องเก็บเหล่านางในไว้ในฉากหลังอย่างแน่นหนามั่นคง ทว่าก็มีข้อยกเว้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด (Edward VIII) แห่งอังกฤษ (1894-1972) นั้นเหมือนกับบรรพบุรุษ คือพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด โดยทรงยืนยันจะสมรสกับคนรักของพระองค์ ซึ่งคือ วาลลิส วาร์ฟีลด์ ซิมพ์สัน (Wallis Warfield Simpson) แต่ที่ไม่เหมือนพระเจ้า เฮนรี่ก็คือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดไม่ได้บั่นศีรษะชายาของพระองค์ แม้บางทีอาจอยากทำก็ได้ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหมือนพระองค์บั่นพระเศียรตนเอง สาธารณชนไม่พอใจการกระทำของพระองค์ ซึ่งหากเป็นยุคของพระเจ้าเฮนรี่ ประชาชนคงถูกปิดปากบนตะแลงแกงและเผาทั้งเป็นไปแล้ว แต่กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด พระองค์ต้องสละราชสมบัติ

รักของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แห่งอังกฤษกับถ่านไฟเก่าอย่าง คามิลลา พาร์คเกอร์ โบลว์ส (Camilla Parker-Bowles) ทำลายชีวิตสมรสกับเจ้า หญิงไดอาน่า และทำให้โลกตะลึง โดยประเพณีแล้ว เจ้าชายจะอภิเษกสมรสกับหญิงพรหมจารีที่เหมาะสมแต่หน้าตาน่าเกลียด แล้วมีนางในที่สวยงาม แต่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ร้างราจากรังสีงดงามเหนือใครของเจ้าหญิงไดอาน่ามาคว้า หน้าตาธรรมดาๆ ของคามิลลา สาธารณชนจึงพากันเย้ยหยัน

นับแต่ยุคแรกเริ่ม อำนาจคือยาโด๊ปอันยิ่งใหญ่ นางในของกษัตริย์ มิพักว่าเปิดเผยหรือปกปิด ต่างดำรงอยู่เสมอมา และจะมีอยู่เสมอไป “ไม่มีสิ่งใดเป็นอันตรายต่อบุรุษ และมหาบุรุษ ได้มากเท่าการปล่อยตัวเข้าสู่ความรักต้องห้ามของสตรี” พระเจ้าเจมส์ที่สอง (James II) แห่งอังกฤษ (1633-1701) ในวัยชราได้คร่ำครวญไว้ “ในเรื่องผิดพลาดทั้งปวง เรื่องนี้ล่มหลงได้ง่ายที่สุด และยากนักที่จะช่ำชอง หากมิได้บดขยี้มันเสียตั้งแต่เพิ่มผลิบาน” ทว่าก็เหมือนพระเจ้าเจมส์นั่นเอง กษัตริย์ส่วนใหญ่มิได้บดขยี้เสียตั้งแต่เพิ่งผลิบาน ทว่ามักทำเช่นนั้นเมื่อมันเหี่ยวเฉาคาต้นแล้วเท่านั้น

แปลโดย โตมร สุขปรีชา

Share