
ผลไม้พื้นๆที่สุดในโลก
หาก คุณเป็นคนอเมริกันโดยเฉลี่ย อายุราวสี่สิบปี คุณอาจจะเห็นกล้วยมานับหมื่นครั้งเหมือนผม คุณอาจจะไม่เคยเอาเรื่องกล้วยมาคิดมากมายนักจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เช่น เดียวกับผมเหมือนกัน กล้วยก็อยู่ที่นั่นมาตลอด รอให้เราไปซื้อ รอให้เราไปอิ่มเอมกับมัน
เป็นไปได้ว่ากล้วยคือผลไม้ชนิดแรกที่คุณกินเมื่อยังเป็นทารก และก็อาจจะเป็นผลไม้ชนิดสุดท้ายที่คุณกินในวัยชรา
สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ กล้วยก็คือกล้วยนั่นละครับ สีเหลืองและหวาน ขนาดเท่าๆกันไปหมด มักจะไม่มีเมล็ด
ผมเริ่มคิดเรื่องกล้วยครั้งแรกในปี 2003 หลังจากอ่านเรื่องสั้นๆในนิตยสาร นิว ไซเอนทิสต์ ผมตะลึงกับสิ่งที่บทความชิ้นนั้นตีแผ่ออกมา ว่ากล้วยถูกบริโภค ตลอดจนเป็นที่ชื่นชอบและต้องการมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นใดในโลก แต่ละปีคนอเมริกันกินกล้วยมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มรวมกัน และในที่อื่น ๆ มากมายหลายส่วนของโลก กล้วยช่วยให้คนหลายร้อยล้านยังคงมีชีวิตอยู่ได้มากยิ่งกว่าข้าวหรือมันฝรั่ง เรื่องที่ผมอ่านยังพูดถึงโรคของกล้วยที่แพร่กระจายไปทั่วโลก โรคพืชที่ยังไม่รู้วิธีรักษา
ด้วย ความแปลกใจที่สื่อสิ่งพิมพ์หลักๆนำเสนอเรื่องโรคดังกล่าวไว้เพียงน้อยนิด ผมจึงเสนอโครงเรื่องเกี่ยวกับกล้วยให้กับนิตยสาร พ็อพพิวลาร์ ไซเอนซ์ ซึ่งผมเขียนเรื่องไปลงเป็นประจำ ผมต้องการจะเก็บตกบางอย่างที่บทความต้นตอชิ้นนั้นละเอาไว้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าโรคที่เกิดกับกล้วยมาถึงจุดพลิกผันที่จะกลายเป็นวิกฤต ทางด้านเกษตรกรรมครั้งสำคัญ และจะอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ระหว่าง ที่กำลังค้นคว้าบทความนั้น ผมเดินทางไปยังฮอนดูรัสและใช้เวลาไปหนึ่งสัปดาห์ที่สวนกล้วยแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมค้นพบที่นั่นมีมากมายเหลือเกิน แต่ไหนล่ะต้นกล้วยที่แห้งเฉา ซากกล้วยติดโรค ไหนล่ะสวนกล้วยร้างและดำทมึน กล้วยแต่ละร่อง ๆ ที่นั่นดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปรกติเลย หรือไม่ว่าที่ไหนก็แล้วแต่ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของกล้วยเกือบทั้งหมดที่เรากินกันในสหรัฐอเมริกา
สิ่ง ที่ดูเหมือนย้อนแย้งกันนี้เองที่เร้าใจให้ผมศึกษาค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับ กล้วยมากขึ้น ยิ่งค้นคว้าผมก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นว่า ไม่มีอะไรที่เราและคนทั้งโลกกินจะมีความย้อนแย้งมากไปกว่ากล้วยอีกแล้ว ของกินพื้นๆซึ่งเราจัดใส่กล่องข้าวกลางวันเป็นหนึ่งในพืชที่ซับซ้อนที่สุด ที่มนุษย์ปลูก ในสมัยโบราณ ผลไม้ชนิดนี้ช่วยให้เกษตรกรพวกแรกสุดสามารถลงหลักปักฐานและสร้างชุมชนขึ้น ได้ ส่วนในยุคใหม่ อาจกล่าวได้ว่า กล้วยทำลายประเทศต่างๆ และ ล้างผลาญชีวิต
สวนกล้วยที่ผมไปเยือนในฮอนดูรัสเป็นผลิตผลตลอดประวัติศาสตร์และความ ขัดแย้งเหล่านั้น ทว่ามันเองก็ตกอยู่ในอันตราย และกล้วยก็ปลูกในสถานที่ทำนองเดียวกันไปทั่วโลก โรคกล้วยที่ผมไม่ได้เห็นในฮอนดูรัสกำลังแพร่กระจายออกไป โรคระบาดกำลังลุกลาม โรคที่เป็นลางร้ายเกินกว่าที่ผมจะนึกภาพออก ในห้วงไม่กี่สิบปี มันสามารถจะกวาดล้างผลไม้ชนิดนี้ที่พวกเราจำนวนมากชอบและพึ่งพาให้ราบพนาสูร ได้จริงๆ
เกือบทุกอย่างที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องกล้วยช่าง น่าทึ่ง ความมีอยู่ทั่วไปของกล้วยทำให้มันเป็นหนึ่งในผลไม้ที่น่าสนใจที่สุดบนโลก อย่างแท้จริง ต้นกล้วยไม่ได้เป็นต้นไม้เลย มันเป็นสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในโลก จริงๆแล้วกล้วยก็คือต้นเบอร์รียักษ์ พวกเราส่วนใหญ่กินกล้วยกันอยู่แค่ชนิดเดียว คือพันธุ์ที่เรียกว่ากล้วยหอมเขียวคาเวนดิช(Cavendish) ทว่าทั่วโลกพบกล้วยมากกว่าหนึ่งพันชนิด รวมทั้งกล้วยป่านับสิบๆชนิด ซึ่งหลายชนิดลูกไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วก้อยของคุณ และเต็ม ไปด้วยเมล็ดที่เหมือนฟันขบกัน การอพยพของกล้วยที่เริ่มจากเอเชียไปยังแอฟริกา และสุดท้ายมาอยู่บนโต๊ะอาหารเช้าของเราเป็นเรื่องราวซับซ้อนยุ่งเหยิงของ สิ่งที่รู้แล้วและยังไม่รู้ เช่นเดียวกับวิวัฒนาการของกล้วยที่ผ่านเวลานับล้านปี จากสายพันธุ์ป่าหยิบมือหนึ่งกลายเป็นพืชที่เพาะปลูกอย่างซับซ้อนด้วยระบบการ แพร่พันธุ์ที่ไม่เหมือนใคร (กล้วยที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ไม่เคยแพร่พันธุ์ด้วยตัวมันเอง พวกมันต้องอาศัยความช่วยเหลือของมนุษย์) กล้วย เป็นหนึ่งในต้นไม้ชนิดแรกๆที่มนุษย์ปลูก เป็นพืชชนิดแรกที่ทำเป็นสวนมามากกว่าเจ็ดพันปีมาแล้ว และยังคงเป็นหนึ่งในพืชที่สำคัญที่สุด เป็นผลไม้ที่มีมากที่สุด และเป็นผลผลิตที่ปลูกกันมากที่สุดเป็นอันดับสี่รองจากข้าวเจ้า ข้าวสาลี และข้าวโพด
ความ เป็นมาของกล้วยยังเต็มไปด้วยนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อสิ้นศตวรรษที่สิบเก้า ผู้ประกอบการที่ห้าวหาญและไร้ความปราณีสองสามคนสร้างตลาดสำหรับสินค้าชนิด หนึ่งขึ้นที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ผลไม้ชนิดนี้พิสูจน์ให้เห็นปาฎิหาริย์ทางการค้า ภายในเวลายี่สิบปี กล้วยก็แซงหน้าแอปเปิ้ลจนกลายเป็นผลไม้ขายดีที่สุดในอเมริกา ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วกล้วยเป็นผลไม้เขตร้อนที่เน่าเสียง่ายและจำเป็น ต้องขนส่งเป็นระยะทางนับพันๆไมล์ ขณะที่แอปเปิ้ลนั้นปลูกอยู่ภายในรัศมีสองสามชั่วโมงของเมืองส่วนใหญ่ใน อเมริกา

บรรดาบริษัทที่เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของบริษัทชิกิต้า และ โดล ในปัจจุบัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าขุนนางกล้วย (banana barons) ยุค แรกๆ ต้องคิดค้นวิธีขนกล้วยออกจากป่าดงดิบหนาทึบ รวมทั้งวิธีควบคุมและชะลอการสุกของมันผ่านห่วงโซ่อันเหยียดยาวของการกระจาย สินค้า ตลอดทางไปจนถึงตลาดท้องถิ่น บริษัทเหล่านี้ถากถางป่าฝน วางรางรถไฟ และสร้างเมืองขึ้นทั้งเมือง พวกเขาไม่เพียงคิดค้นเครือข่ายวิทยุขึ้น แต่ยังคิดค้นเทคโนโลยีทั้งหมดซึ่งบางส่วนก็ยังใช้กันมาจนทุกวันนี้เพื่อให้ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ระหว่างสวนกล้วยและเรือขนส่งสินค้าที่จะเข้ามา เทียบท่าเรือ กองเรือบรรทุกกล้วยคือเรือเดินสมุทรชนิดแรกที่ติดตั้งเครื่องทำความเย็นและ บริษัทกล้วยก็เป็นพวกแรกที่ใช้การควบคุมอากาศและท่อน้ำยาเคมีเพื่อชะลอการ สุก นวัตกรรมเหล่านี้ซึ่งปัจจุบันใช้กันอย่างกว้างขวางไม่เคยปรากฏมาก่อนกล้วย ไม่เคยมีอะไรอย่างเช่น “อุตสาหกรรมกล้วย” มาก่อน แอปเปิ้ลและส้มและเชอร์รีและองุ่น ป้อนสู่ตลาดโดยฟาร์มเล็กๆและผู้จัดจำหน่วยระดับภูมิภาค
กล้วย ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง มันเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่รับมันเข้าไป ในสำนวนแปลเก่าแก่ที่สุดของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล “แอปเปิ้ล” ที่อีฟกินในสวนแห่งอีเดนส่อเค้าว่าน่าจะเป็นกล้วยมากที่สุด ในประเทศต่างๆแถบแอฟริกาที่รายล้อมทะเลสาปวิกตอเรีย คำว่าอาหาร แปลจากภาษาสวาฮิลี ก็คือคำเดียวกับกล้วยนั่นเอง ในอเมริกากลาง กล้วยสร้างและทำลายประเทศ การต่อสู้เพื่อควบคุมกล้วยนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการ เลือกตั้งรัฐบาลแรกของกัวเตมาลา ในทศวรรษ 1950 ซึ่งในทางกลับกันก็ให้กำเนิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมายันในทศวรรษ 1980 ส่วนในทศวรรษ 1960 บรรดา บริษัทกล้วยซึ่งพยายามเอาคืนสวนกล้วยที่ถูกยึดเป็นของรัฐโดยฟิเดล คาสโตร เปิดทางให้ซีไอเอใช้ระวางเรือขนส่งสินค้าของพวกเขาในการบุกคิวบาด้วย “ยุทธการอ่าวหมู” (Bays of Pigs) ที่ ล้มเหลว กล้วยเข้าไปเกี่ยวข้องกับชัยชนะและโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า คนงานกล้วยในฮอนดูรัสเขียนนิยายมหากาพย์ เขียนโคลงกลอน และบทเพลงเกี่ยวสภาพการทำงานอันยากลำบากของพวกเขา ในปี 1974 อีไล แบล๊ค ประธานบริษัท ชิกิต้า พุ่งออกนอกหน้าต่างตึกระฟ้าแห่งหนึ่งในแมนฮัตตันหลังจากแผนการทางการเมืองของเขาถูกแฉ คำว่า สาธารณะรัฐกล้วย (banana republic) สะท้อนถึงอิทธิพลล้นหลามที่อยู่ในกำมือของผู้ผลิตกล้วยตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ
กล้วยซึ่งกำลังจะตาย คือกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เป็นผลไม้ที่คุณและเกือบทุกคนที่คุณรู้จักกินกันอยู่ทุกวันนี้ ทว่าตามที่ผมรู้มาตอนแรกจากการค้นคว้าให้กับนิตยสาร พ็อพพิวลาร์ ไซเอนซ์ มันไม่ใช่ผลไม้ที่ปู่ย่าตายายของเราชอบ กล้วยที่ว่าชื่อกล้วยหอมทอง หรือ กรอส มิเชล (Gros Michel) ที่แปลมาจาก “บิ๊ก ไมค์” (Big Mike) ไม่ ว่าจะมองกันในแง่ไหน บิ๊ก ไมค์ ก็เป็นกล้วยที่เหนือกว่ากล้วยหอมเขียว ลูกใหญ่กว่า เปลือกหนากว่า ผิวนุ่มมันกว่า รสชาติเข้มข้นและอร่อยกว่า มันเป็นกล้วยดั้งเดิมที่มาอยู่บนโต๊ะของคนอเมริกัน และจากศตวรรษที่สิบเก้าจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังเป็นกล้วยเพียงชนิดเดียวที่คนอเมริกันซื้อ กิน และคิดถึง
แต่ กล้วยหอมทองสาบสูญไป โรคร้ายเริ่มทำลายล้างกล้วยไม่นานนักหลังจากการปลูกต้นกล้วยชุดแรกในอเมริกา กลาง โรคกล้วยดังกล่าวค้นพบในปานามา และได้ชื่อตามชื่อประเทศ โรคปานานา หรือ โรคตายพราย ซึ่งจริงๆ แล้วคือเชื้อราชนิดหนึ่ง เป็นโรคที่มีพิษรุนแรงอย่างยิ่ง มันแพร่ระบาดผ่านทางดินและน้ำ เมื่อไปถึงสวนเพาะปลูกกล้วย มันจะทำลายล้างอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลุกลามต่อไป

เหตุผล ที่โรคตายพรายมีฤทธิ์ทำลายล้างไม่ใช่เพียงเพราะตัวโรครุนแรงเท่านั้น แต่ยังเพราะกล้วยเองโดยแก่นแท้ของมันก็อ่อนแอด้วย นั่นคือความขัดกันในตัวอีกประการหนึ่ง เนื่องจากทุกอย่างเกี่ยวกับกล้วยที่เราเห็น หรือ สรุปเอาโดยสามัญสำนึกนั้นอาจจะเป็นตรงกันข้ามเลยก็ได้ กล้วยของเรามีเปลือกหนาทำให้มันทนทานพอจะอยู่รอดได้ไม่เพียงจากการถูกเรียง ซ้อนกันในลังระหว่างทางไปยังร้านขายของสดเท่านั้น แต่ยังรอดจากการถูกโยนขึ้นหลังล่อในเอกวาดอร์ หรือ สุมเป็นกองแล้วมัดไว้กับสกูตเตอร์ที่วิ่งกระเด้งกระดอนผ่านสวนกล้วยทึบและ ชื้นในฟิลิปินส์ กล้วยต่างจากลูกพีชหรือพลัม เพราะทั้งหมดสุกในอัตราเร็วเกือบจะเท่ากัน ไปถึงร้านยังเป็นสีเขียว และเปลี่ยนจากเหลืองไปจุดคล้ำสีน้ำตาลในเวลาเกือบเจ็ดวัน ไม่มีผลไม้ชนิดใดที่สอดคล้องกันและมีความแน่นอนเหมือนอย่างนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่เรากินกล้วยกันมาก รสชาติของกล้วยและรูปโฉมภายนอกที่เราเห็นเป็นสิ่งที่สามารถคาดทำนายได้ แน่นอนเช่นเดียวกับบิ๊ก แมคส์
เมื่อ คุณปลอกกล้วย ไม่มีเมล็ดเลย เรื่องนี้มีคำอธิบายง่ายๆ และคุณสามารถหามันได้ หรือพูดให้ถูกต้องยิ่งกว่าก็คือคุณหาไม่ได้หรอก คุณไม่มีวันจะหาเมล็ดในกล้วยตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเจอ นั่นเป็นเพราะโดยพื้นฐานแล้วผลไม้ชนิดนี้ถูกปลูกด้วยการโคลนนิ่ง กล้วยต้นหนึ่งให้กำเนิดกล้วยอีกต้นหนึ่งด้วยกระบวนการคล้ายกับกิ่งตอนจาก พุ่มกุหลาบแล้วทวีจำนวนไปเป็นพันล้านต้น กล้วยทุกลูกที่เรากินเป็นแฝดทางพันธุกรรมกับกล้วยลูกอื่นๆทุกลูก ไม่ว่าจะปลูกในเอกวาดอร์ที่เป็นแหล่งกล้วยมากที่สุดของเรา หรือปลูกในหมู่เกาะแคนารีส์ที่ป้อนให้ยุโรป ไม่ว่าจะปลูกในออสเตรเลีย ไต้หวัน หรือมาเลเซีย กล้วยที่ฝานเป็นแผ่นลงในสวิส มูสลี ก็คือกล้วยเดียวกันกับที่เราตัดใส่ในไรซ์ คริสพีส์ กล้วยที่ โจวซิงฉือ ดาราหนังบู๊ฮ่องกงเหยียบลื่นไถลใน นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ (2001) ก็คือกล้วยที่เป็นแฝดฝาเดียวกับพรรคพวกของมัน เช่นเดียวกับกล้วยหอมทองที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องขายขี้หน้าใน เดอะ พิลกริม (The Pilgrim : 1923) ที่ชาร์ลี แชปลิน แสดง ก็เป็นแฝดก้บพี่น้องของมัน
แต่ เพราะกล้วยุทกต้นคือกล้วยต้นเดียวกัน กล้วยทุกต้นจึงไวต่อโรคเหมือนกันด้วย แฝดแท้จำนวนเป็นพันๆ ล้าน นั้นหมายความว่าหากอะไรทำให้กล้วยต้นหนึ่งเป็นโรคก็จะทำให้กล้วยทุกต้นเป็น โรคไปด้วย
นั่น คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับกล้วยหอมทอง โรคตายพรายทำให้มันแพร่ระบาดจากปานามาซึ่งเป็นประเทศแรกที่ค้นพบโรคไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน เคลื่อนขึ้นทางเหนือผ่านคอสตาริก้า ตลอดทางไปถึงกัวเตมาลา และลงใต้เข้าไปในโคลอมเบีย และเอกวาดอร์ กระบวนการดังกล่าวใช้เวลาเป็นทศวรรษๆ ถึงปี 1960 ห้า สิบปีหลังจากค้นพบโรคระบาดดังกล่าวเป็นครั้งแรก กล้วยหอมทองก็สูญพันธุ์ไปจริง ๆ อุตสาหกรรมกล้วยเผชิญกับวิกฤต จนตัวมันเองก็เสี่ยงกับการล้มหายตายจาก เพิ่งจะวินาทีสุดท้ายนั่นเองที่กล้วยพันธุ์ใหม่ถูกนำมาแทน
กล้วย หอมเขียวคาเวนดิชมีภูมิต้านทานโรคตายพราย และในเวลาสองสามปีสวนกล้วยที่พังพินาศไปก็ฟื้นธุริจกลับมาเหมือนอย่างเคย การเปลี่ยนแปลงทั้งรวดเร็วและราบเรียบจนลูกค้าแทบไม่ทันสังเกต ยุคของกล้วยหอมทองสิ้นสุดลงไม่เพียงด้วยกล้วยชนิดใหม่ แต่ยังด้วยสมมติฐานใหม่ด้วย สมมติฐานที่ว่า กล้วยชนิดเก่าซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วนั้น เป็นกล้วยอ่อนแอขี้โรค ส่วนกล้วยหอมเขียวที่ทั้งสะดวกและอร่อยเป็นกล้วยแข็งแรง

ทว่า ไม่ใช่เพราะแข็งแรงหรอกที่ทำให้กล้วยหอมเขียวปลอดโรค มันเป็นเพียงแค่เรื่องของการอยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น กล้วยมากมายหลายพันธุ์ของโลกที่ไม่ใช่กล้วยหอมเขียว กินละปลูกกันอยู่ในเอเชียและแอฟริกา ในอินเดีย ตามหมู่เกาะในแปซิฟิกใต้ ตลอดจนไปจนถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก็เป็นกล้วยที่ไวต่อโรคตายพรายเช่นกัน เมื่อโรคระบาดเกิดขึ้น ความพินาศย่อยยับมักจะตามมา ต่างกันก็ตรงที่กล้วยเหล่านี้เป็นกล้วยท้องถิ่น พวก มันอาจจะเป็นอาหารยังชีพสำหรับรัฐปากีสถานทั้งรัฐ หรือ หมู่บ้านเดียวในอูกันด้า แต่เพราะพื้นที่เพาะปลูกของมันจำกัด โรคระบาดจำนวนมากจึงเจอกับทางตัน
เรื่อง นี้เป็นจริงกับกล้วยหอมทองด้วย แม้ว่าทางตันในเชิงชีวะวิทยาจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ตาม เพราะมันคือบรรยากาศโดยรวมทั้งหมด โรคตายพรายไม่เคยข้ามแอตแลนติกหรือแปซิฟิกเพราะกล้วยเชิงพาณิชย์ไม่ได้ปะปน อยู่กับผลไม้ที่คนกินและปลูกใกล้ๆบ้าน แต่กล้วยหอมเขียวถูกนำเข้าไปในโลกซึ่งต่างออกไปและมีความเคลื่อนไหวรวดเร็ว กว่า ตอนแรกมันถูกนำไปปลูกในสถานที่เดียวกันกับผู้มาก่อน แต่นับจากสิ้นทศวรรษ 1970 ความ อยากกินกล้วยของโลกก็เริ่มเปลี่ยนไป ประชากรทั่วโลกกำลังโยกย้ายสู่เมือง และถ้าพวกเขาอยากกินผลไม้ พวกเขาก็ต้องการผลไม้ที่สามารถขนส่งไปได้เป็นระยะทางไกลๆโดยไม่เสียหาย ใกล้สุกและมีรสชาติเหมาะเจาะพอจะเป็นผลไม้เด่นที่วางใจได้บนชั้นของพ่อค้า ขายของสด
หนึ่งในสถานที่เช่นนั้นคือมาเลเซีย ในทศวรรษ 1980 สวน กล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเป็นของใหม่สำหรับประเทศนั้น แต่มันก็กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ป่าฝนและอดีตสวนปาล์มนับพันๆ เอเคอร์ ถูกเปลี่ยนไปเป็นแหล่งผลิตกล้วย นับเป็นครั้งแรกในเอชียที่การปลูกกล้วยขยายขอบเขตไปเป็นการปลูกเชิงพาณิชย์ ทว่าภายในสองสามปีหลังจากเปิดฉาก ผลไม้ชนิดใหม่ที่ปลูกก็เริ่มตาย เชื้อชนิดใหมเจาะเข้าทางรากของกล้วย ทำให้ใบซีด และตัดเส้นทางลำเลียงน้ำ
นัก วิทยาศาสตร์ใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้จักโรคชนิดนี้ แต่ก็ทำให้ต้องตกตะลึง โรคตายพรายนั่นเอง มันเข้าโจมตีกล้วยพันธุ์ซึ่งคิดว่าปลอดจากโรค อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลานานกว่านั้นอีกกว่าจะค้นพบสาเหตุ ปรารกฏว่าที่จริงแล้วกล้วยหอมเขียวไม่เคยมีภูมิต้านทานโรคพรายตายเลย เพียงแค่มีภูมิต้านทานเฉพาะกับโรคที่ทำลายกล้วยหอมทองเท่านั้น โรคตายพรายเวอร์ชั่นดังกล่าวนั้นก็พบแต่ในซีกโลกใต้ ทว่าโรคที่ซุ่มอยู่ในดินของมาเลเซียมีความแตกต่าง มันไม่เพียงนำความตายมาให้กล้วยหอมเขียวเท่านั้น แต่ยังฆ่าและแพร่ไปได้เร็วกว่า และกระตุ้นให้เกิดความแตกตื่นยิ่งกว่าพรรคพวกของมันในอดีตด้วย ผมเห็นโรคนี้ด้วยตัวเองในการเดินทางไปดูกล้วยครั้งล่าสุดก่อนหนังสือเล่มนี้ ตีพิมพ์จำหน่าย ต้นปี 2007 นักวิทยาศาสตร์จีนชื่อ Houbin Chen พาผมเดินไปตามแปลงกล้วยที่ปะติดปะต่อกันของสวนกล้วยในจังหวัดทางใต้ของกวางตุ้ง ที่นั่นผมเห็นกล้วยยืนเน่าตายร่องแล้วร่องเล่า (ไม่ว่าโรคและหายนะชนิดไหนที่ผมคาดว่าจะเห็นในฮอนดูรัส ผมเห็นมันแล้วตอนนี้ด้วยความเศร้าใจ) โรค กล้วยกลายเป็นข่าวใหญ่ในจีนราวกลางปีนั้น เมื่อบทความในหนังสือพิมพ์ชิ้นหนึ่งบรรยายโรคระบาดว่าเป็น “มะเร็งกล้วย” ภายในไม่กี่วัน ผู้บริโภคและเกษตรกรจำนวนมากก็หลีกเลี่ยงกล้วย กลัวว่ามันจะทำให้พวกเขาเจ็บ ป่วย ภายในเดือนเดียวยอดขายกล้วยในจีนก็ทรุดฮวบ ข่าวลือเปลี่ยนไป ตอนนี้ลือกันว่ากล้วยเป็นสาเหตุของโรคเอดส์ไปแล้ว และเจ้าหน้าของรัฐก็ออกประกาศอย่างลนลานว่ากล้วยกินได้อย่างปลอดภัย มันก็จริงอยู่หรอก คนไม่สามารถติดเชื้อจากกล้วย
อย่างไร ก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าผลไม้จีนปลอดภัย เชนผู้เศร้าสลดใจบอกผมว่าโรคระบาดมีแต่จะลุกลามไป “เรากำลังพยายยามจะหยุดมัน” เขากล่าว “แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”
ทุก วันนี้โรคตายพรายระบาดไปยังกล้วยทั่วโลก มันแพร่ไปยังปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย กำลังมีมากขึ้นในแอฟริกา ขณะที่มันยังมาไม่ถึงซีกโลกใต้ของเรา แต่ในการสัมภาษณ์สิบกว่าครั้งที่ผมทำในปี 2004 ผมไม่เห็นใครเลยสักคนที่ศึกษาผลไม้ชนิดนี้เชื่อจริงจังว่ามันจะไม่เกิดขึ้น
ห้าปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์กล้วยพยายามโดยแข่งกับเวลาเพื่อดัดแปลงกล้วยให้มีความต้านทานโรคตายพราย(รวมทั้งศัตรูร้ายอื่นๆของกล้วยอีกสิบกว่าชนิดไล่ตั้งแต่โรคติดเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ไปจนถึงหนอนเจาะและด้วงเต่า) นัก วิจัยกำลังค้นหากล้วยป่าชนิดใหม่ตามป่าดงดิบอันห่างไกลทุกซอกทุกมุม พวกเขาผสมกล้วยชนิดหนึ่งเข้ากับอีกชนิดหนึ่ง และถึงกับสอดใส่พันธุกรรมที่นำมาจากผลไม้และผักอื่นๆเข้าไป ถึงตอนที่คุณอ่านอยู่นี้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะถอดรหัสพันธุกกรรมกล้วยสำเร็จแล้ว
ที่ ให้ความหวังมากที่สุดว่าจะได้กล้วยที่แข็งแรงทนทานขึ้นนั้นมาจากงานด้านพัน ธุวิศะกรรมในห้องทดลองซึ่งนำดีเอ็นเอจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปสอดใส่ในสิ่ง มีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่แม้จะประสบความสำเร็จ ก็มีความเป็นได้มากว่าคนจะไม่อยากกิน และจะไม่ได้รับอนุญาตให้กิน (ผลิตภัณฑ์ทำนองนี้ปัจจุบันถูกห้ามในประเทศส่วนใหญ่ของโลก) กล้วย ที่ได้ความแข็งแรงที่ค้นพบใหม่มาจากการสอดใส่พันธุกรรมซึ่งเดิมทีก็พบว่ามี อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้วตั้งแต่หัวแรดิชไปจนถึงปลา (และนี่คือเรื่องจริง)
อย่างไร ก็ตามความพยายามที่คู่ขนานและแข่งขันกันไปด้วยนี้มุ่งไปสู่การผสมข้ามสาย พันธุ์ระหว่างกล้วยที่ตกอยู่ในอันตรายกับสายพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคตาย พราย แต่มันก็ยากเย็นด้วยเช่นกัน ผลไม้ที่ออกมาจำเป็นต้องรสชาติดี สุกภายในเวลาที่เหมาะสม และง่ายที่จะปลูกในปริมาณมากมหาศาล ณ เวลานี้ ไม่มีใครรู้ว่ากล้วยจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่
ชะตา กรรมของกล้วยคือชะตากรรมของคนนับล้านๆ หลังจากบทความในนิตยสารป๊อปปูลาร์ ไซเอนซ์ ฉบับที่ทำให้ผมติดหนึบอยู่กับกล้วยเป็นครั้งแรกออกวางตามแผงในปี 2005 มี คนจำนวนมากขึ้นรู้ถึงภัยคุกคามที่เกิดกับผลไม้โปรดของพวกเขา ทว่าความรู้นั้นก็เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง เป้าหมายของผมในการเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่ากล้วยสำคัญ อย่างไร และน่าลุ่มหลงเพียงไหน
ในหน้าต่อๆไป เราจะเดินทางจาก อดีตมาจนถึงปัจจุบัน จากป่งดงดิบสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ต จากหมู่บ้านสู่ทวีป และไปสู่โต๊ะอาหารในครัวทั่วโลก หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยปาฏิหาริย์ของกล้วย จากนั้นเขยิบเข้าไปในโลกโบราณ สมัยที่คนนำกล้วย รวมทั้งตัวพวกเขาเองออกจากป่าดงดิบและป่าธรรมดา ไปยังทุ่งไร่ทุ่งนา เราจะพบว่าในหลายส่วนของโลก กล้วยนั่นเองทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เราจะติดตามการเดินทางของกล้วยผ่านห้วงเวลานับพันๆ ปี ข้ามมหาสมุทร ลึกเข้าไปในทวีป มันร่วมทางและเลี้ยงดูผู้คนไปเกือบทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาตั้งถิ่นฐาน เราจะติตดามกล้วยของเหล่านักรบครูเสดและนักรบคองควิสสเตดอร์จนมาถึงยุคใหม่ จากจุดนั้น การเดินทางก็จะเริ่มเข้ามาบรรจบกับการเมือง วัฒนธรรม ความโลภ และท้ายที่สุดคือชีวิตของพวกเราเอง เมื่อกล้วยเดินทางมาถึงปัจจุบัน มันตกอยู่ในอันตราย และคนหลายร้อยคนกำลังหาทางช่วยปกป้องผลไม้ที่คนนับล้านๆชอบ เราจะพบว่าอาจมีหลายวิธีที่จะธำรงรักษากล้วยเอาไว้ได้หากเรากล้าหาญพอจะน้อม รับ
ถึงที่สุดแล้ว การปกป้องกล้วยก็คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดถึง ที่จริงมันคือหนังสือว่าด้วยสิ่งที่จำเป็นต้อง รักษาเอาไว้ เป็นเรื่องทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นชีวะประวัติและการผจญภัยด้วย แม้ว่ารายละเอียดของบทและตัวละครยังคงดำเนินอยู่ หนังสือเล่มนี้เสาะหาทางออกสุดท้ายสำหรับอาชญากรรมที่กำลังดำเนินไป การบาดเจ็บถึงตายของสหายอันเป็นที่รัก อาชญากรรมซึ่งแฝงอยู่ในประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อยู่ในอดีตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น และอยู่ในอนาคตที่ยังไม่ได้ถูกกำหนด ผมมีความหวังด้วยว่าเราจะไม่ต้องกลับไปพิสูจน์ศพกันอีกในอนาคต
แปลจาก “Banana : The Fate of the Fruit That Change the World” โดย Dan Koeppel
Share
Recent Comments