สืบสาแหรกกล้วย

บทที่ 1

พระเจ้าสร้างกล้วย

หากจะมีคำตอบสำหรับโรคตายพราย ก็ต้องเริ่มด้วยการย้อนกลับไปให้ไกลยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่มีการจดบันทึก ครั้งแรกสุดด้วยซ้ำ มันเริ่มขึ้นในตำนาน เริ่มต้นเมื่อคน และกล้วย ถือกำเนิดขึ้น เป็นเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ อาจจะไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คุณรู้จักไม่คุ้นกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ความพิลึกพิลั่นก็มากเสียจนไม่มีใครเลย ไม่ว่าคุณ ผม หรือพระแถวบ้านคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

ตอนแรก พระเจ้าทรงใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์สร้างสวรรค์และโลก ผลไม้ปรากฏขึ้นในวันที่สอง ผู้ชายมาถึงหลังจากรุ่งอรุณของวันที่หก หลังจากพักผ่อนแล้ว พระเจ้าทรงสร้างสหายให้กับลูกหลานของพระองค์ และอดัมกับอีฟก็กลายเป็นคู่สามีภรรยากัน สวนอีเดนของพวกเขาคือโลกพระศรีอาริย์ขนานแท้ดั้งเดิม ที่นั่นมีทุกสิ่งทุกอย่างให้เก็บกินได้อย่างล้นหลาม โดยมีข้อยกเว้นซึ่งมีนัยสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง “เจ้าอาจจะกินได้ตามใจชอบจากต้นไม้ทุกต้นในสวน” พระเจ้าทรงตรัส “เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้ ดีและชั่วที่เจ้าห้ามกิน เพราะวันใดที่เจ้ากินมันเข้าไป เจ้าจะต้องตาย”

เมื่ออีฟเจอกับเจ้างูตัวนั้น ก็เพราะความเป็นอีฟนั่นเองที่ทำให้ง่ายต่อการถูกลวงล่อให้หลงเชื่อว่าผลไม้ ต้องห้ามไม่มีพิษ แต่เป็นขุมแห่งพลังที่พระเจ้าทรงหวงไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว รสชาติได้รับการยืนยันตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า “ต้นไม้นี้เหมาะเป็นอาหาร และเมื่อเห็นแล้วยังรื่นรมย์ด้วย” ผู้หญิงคนแรกแบ่งมันให้เพื่อนร่วมชีวิตกิน และอดัมก็ไม่ถึงแก่ชีวิตด้วยเช่นกัน ตรงกันข้ามทั้งคู่กลับรู้สึกตระหนักขึ้นมาว่าตนเองเปล่าเปลือย พวกเขาจึงใช้ใบไม้ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม พระเจ้าทรงล่วงรู้การล่วงละเมิด ….คุณก็รู้เรื่องราวที่เหลืออยู่แล้วนี่  ตามภูมิปัญญาที่ยอมรับกันโดยทั่วไปถือว่ากิเลสของอีฟคือลูกแอปเปิ้ล ส่วนชิ้นที่ไปติดอยู่ตรงคอหอยของอดัมบันดาลให้เพศชายมีลักษณะกายวิภาคเฉพาะ

แอปเปิ้ลในจินตนาการที่สั่งสมกันมาของโลกตะวันมีความสำคัญมากเสียจนทำให้ ผมออกจะประหลาดใจระหว่างที่ค้นคว้าหนังสือเล่มนี้แล้วรู้ว่าข้อความมากมายใน พระคัมภีร์โบราณซึ่งส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาฮิบบรูและกรีก ไม่เคยระบุชื่อผลไม้ไว้เช่นนั้น ภาพที่เรารับรู้กันอยู่ทั่วไปในเวลานี้เกิดขึ้นราว 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อนักบุญเจโรม ผู้เป็นนักบุญอุปถัมภ์ของนักโบราณคดี บรรณารักษ์ และนักเรียนนักศึกษา สร้างพระคัมภีร์วุลเกตขึ้น (Vulgate Bible) เป็นฉบับที่รวบรวมข้อความในพระคัมภีร์ฉบับที่เก่าแก่กว่าให้มาอยู่รูปของ ภาษาละตินที่เป็นหนึ่งเดียวกัน งานของนักบุญเจโรม  ซึ่งทำอยู่ในโรมภายใต้พระบัญชาของพระสันตะปาปาดามาซุสที่ 1 เป็นหนึ่งในงานชิ้นแรกที่ทำให้พระคัมภีร์ศักสิทธิ์เข้าถึงคนในวงกว้างมาก ขึ้น  อีกหกศตวรรษต่อมาการแปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับอื่นๆก็เริ่มปรากฏขึ้น จากนั้นในปี 1455 โยฮันน์ส กูเทนเบิร์ก ก็ประดิษฐ์ตัวพิมพ์ชนิดถอดเปลี่ยนได้ แล้วตีพิมพ์พระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับแรกที่เป็นการผลิตขนานใหญ่ขึ้นมา ไบเบิ้ลของกูเทนเบิร์กเป็นสำเนาที่ใกล้เคียงกับชุดสหัสวรรษเก่าของนักบุญเจ โรมในภาษาละตินต้นฉบับ

ภาษาละตินก็เหมือนกับภาษาอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยคำพ้องเสียงอยู่เป็นจำนวนมาก คำที่เสียงคล้ายๆกันแต่ความหมายแตกต่างกัน เมื่อนักบุญเจโรมแปลภาษาฮิบบรูที่ใช้บรรยาย ผลไม้แห่งความรู้ “ดีและชั่ว” ในสวนอีเดนนั้น  ท่านเลือกคำว่า มาลุม (malum) จากภาษาละติน ซึ่ง ชเนเออร์ เลวิน นักโบราณคดีไบเบิ้ล คิดว่าท่านตั้งใจหมายถึงบางอย่างที่คล้ายกับคำว่า “มาเลเชียส” (malecious)  อย่างไรก็ตาม มาลุม  ซึ่งมาจากคำว่า เมลอน (melon) ในภาษากรีกที่หมายถึงผลไม้ ก็ยังสามารถแปลว่า “แอปเปิ้ล” ได้เช่นกัน เมื่อศิลปินยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอ้างอิงไบเบิ้ลฉบับกูเทนเบิร์ก พวกเขายึดความหมายที่อ้างถึงแอปเปิ้ล และเริ่มวาดภาพแอปเปิ้ลลงในสวนอีเดนของพวกเขา

แต่ใช่ว่าทุกคนจะตีความอย่างนั้น หลายศตวรรษต่อมา นักวิชาการนอกยุโรปยุคฟื้นฟูศิลปวิทยายืนกรานว่าลักษณะที่ระบุในพระคัมภีร์ น่าจะเป็นกล้วยมากกว่า

คาโรลุส ลินเนียส นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิส บิดาแห่งอนุกรมวิธานวิทยา เป็นหนึ่งในท่ามกลางนักวิชาการเหล่านี้ ต้นศตวรรษที่สิบแปด ลินเนียส เติมข้อมูลสำหรับผลไม้ดังกล่าวเข้าไปสองหัวข้อใน ซิสเต็ม เนเจอร์ (Systema Naturae) ซึ่งเป็นอนุกรมวิธานชุดต่อเนื่องที่ว่าด้วยสิ่งมีชิวิตประเภทสัตว์กว่า 4,000 สายพันธุ์ และพืชอีกกว่า 7,000 ชนิด ลินเนียสผู้มีศรัทธาปสาทะลึกซึ้งทางศาสนาถือว่างานของเขาเทียบเท่ากับการจัด ทำบัญชีรายชื่อผลงานการสร้างสรรค์ของพระเจ้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขาเชื่อทั้งสวนอีเดนและกล้วยที่อยู่ในสวนอีเดน ชื่อที่เขาตั้งให้กับกล้วยรสหวานสีเหลืองคือ มูซา ซาเพนทิอุม (Musa sapentium) เป็นคำมาจากภาษาละตินที่หมายถึง “ความรอบรู้” (เช่นเดียวกับต้นไม้แห่งความรู้) ส่วนกล้วยสีเขียว หรือ  กล้วยของเราถูกตั้งชื่อว่า มูซา พาราเดียคา (Musa paradiaca) กล้วยแห่งสวรรค์

มูซา ชื่อสกุลของกล้วยที่ลินเนียสตั้งให้นั้นมาจากคำว่า มูซ (mauz) ที่หมายถึงผลไม้ในภาษาอารบิก นับเป็นเรื่องเข้าใจได้ เนื่องจากพระคัมภีร์อัลกุรอ่านก็จัดกล้วยไว้ในสวนศักดิ์สิทธิ์ด้วย ที่นั่น ต้นไม้ต้องห้ามถูกเรียกว่า ตอลบ์ (Talb) เป็นคำภาษาอารบิกโบราณซึ่งมักจะแปลว่า “ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์” (หรือบางครั้งแปลกันตรงๆว่า “ต้นกล้วย” เลยด้วยซ้ำ) คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามบรรยายต้นไม้ชนิดนี้ว่าเป็นต้นไม้ที่ “ลูกของมันเรียงเป็นตับซ้อนทับกันขึ้นไป ….ออกไม่จำกัดฤดู และปริมาณ(ของมัน)ไม่มีวันขาดแคลน” แน่นอนเลยว่าคำพรรณนาที่ว่านั้นสอดคล้องกับเครือกล้วยที่หวีกล้วยวนล้อมรอบ งวง และช่วงชีวิตที่สืบต่อกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า

แต่เรามาหมุนย้อนกลับยังพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับยูดิโอ-คริสเตียน (Judeo-Christian) กันสักครู่  ในเรื่องสวนอีเดนของตะวันตก ว่ากันว่าอดัมกับอีฟ มีปฏิริยาตอบสนองต่อการเปลือยของตัวเองด้วยการนำ “ใบมะเดื่อ” มาห่มคลุม ใบมะเดื่ออาจจะปกปิดส่วนสำคัญได้ แต่ก็แทบเปลือยอยู่นั่นเอง  ที่จริงแล้วใบตองต่างหากที่นำมาใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม (เช่นเดียวกับเชือก ที่นอน และร่ม) ในหลายส่วนของโลกจนแม้ทุกวันนี้ สำหรับกรณีนี้คำที่ใช้กับผลไม้แห่งสวนอีเดนไม่ได้แปลผิด ทว่าเข้าใจผิด กล้วยถูกเรียกว่ามะเดื่อมาตลอดประวัติศาสตร์ พระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชก็บรรยายออกมาเช่นนั้นหลังจากลองกินมันในอินเดีย  เช่นเดียวกับนักสำรวจชาวสเปนที่เข้าไปในโลกใหม่ ปัจจัยชี้ขาดคือภาษาฮิบบรู ตามข้อสังเกตของเลวิน คำนี้ในภาษาฮิบบรูซึ่งเป็นภาษาของพระคัมภีร์โตราห์ (Torah – พระคัมภีร์ห้าเล่มแรกของพันธะสัญญาเก่า ที่มีเยเนซิสรวมอยู่ด้วย)  แปลตรงๆได้ว่า ผลไม้ต้องห้าม มันถูกขนานนามว่าเป็น  “มะเดื่อแห่งสวนอีเดน”

ขณะที่พวกเขาจินตนาการถึงสวนอีเดน เป็นไปได้ว่าเหล่าผู้รจนาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลคงหยิบยืมมาจากทิวทัศน์รอบๆตัว แล้วอะไรกันเล่าที่รายรอบตัวพวกเขา ชั่วเวลาหลายศตวรรษ มีความพยายามนับสิบๆครั้งที่จะระบุตำแหน่งสวนอีเดน “แท้” ด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์  บางพวกก็ใช้การคาดเดาเชิงเทวะวิทยา (เช่น พวกมอร์มอนเห็นว่าสวนอีเดนตั้งอยู่ตรงไหนสักแห่งใกล้กับเซนต์หลุยส์) กลุ่มอื่นๆพยายามเทียบเคียงลักษณะเด่นของภูมิประเทศที่ปรากฏในพระคัมภีร์ เข้ากับลักษณะทางธรณีวิทยาจริงๆ ตัวอย่างเช่น ในเยเนซิส กล่าวว่าแม่น้ำสี่สาย ได้แก่ไทกริส ยูเฟรติส ปิโซน และกีโฮน  มุ่งหน้าสู่สวรรค์ สองสายแรกยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน ไหลผ่านอิรักและอิหร่าน แต่อีกสองสายยังเป็นความเร้นลับ  อย่างไรก็ตาม ในต้นทศวรรษ 1980 นักโบราณคดี เจอริส ซารินส์ ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมค้นหาร่องรอยของแม่น้ำสองสายที่สาบสูญไปแล้ว จากการคำนวณตัวแปรต่างๆในภูมิอากาศและภูมิประเทศ ซารินส์สรุปว่าแม่น้ำทั้งสี่สายไหลไปบรรจบกันตรงตำแหน่งซึ่งครั้งหนึ่งเคย เป็นหุบเขาเขียวชอุ่ม แต่ปัจจุบันจมอยู่ใต้น้ำนอกชายฝั่งอ่าวเปอร์เชียน

สวนอีเดนแห่งตะวันออกกลางอาจจะเคยเหมาะกับกล้วยและก็แทบจะแน่นอนเลยว่า ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นคงคุ้นเคยกับผลไม้ชนิดนี้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ ภูมิภาคดังกล่าวก็ยังเป็นศูนย์กลางแห่งการปลูกกล้วย ทำเป็นธุรกิจสวนขนาดใหญ่อยู่ในจอร์แดน อียิปต์ โอมาน และ อิสราเอล ขณะที่ในบริเวณเดียวกันนั้นกลับไม่เอื้ออำนวยเลยสำหรับแอปเปิ้ล  ซึ่งปัจจุบันที่นั่นปลูกกันอยู่ในปริมาณจำกัด  และต้องอาศัยเกษตรกรรมสมัยใหม่เข้าช่วย

ในท้ายที่สุด มันน่าสนใจที่จะตั้งข้อสังเกตว่า คำสาปที่แท้จริงให้มนุษยชาติต้องมีชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ไม่ได้ เริ่มต้นขึ้นเมื่ออดัมกับอีฟถูกขับจากสวนอีเดนตามพระคัมภีร์ แต่มันเริ่มหลังจากนั้น ในเรื่องราวของเคนและอเบล สองพี่น้องซึ่งทำงานอย่างขยันขันแข็ง และใช้สิ่งที่มีอยู่อุดมสมบูรณ์รอบตัวเป็นเครื่องเซ่นไหว้พระเจ้า อเบลพลีชีพสัตว์แด่พระเจ้า ขณะที่เคนสังหารน้องชายของตน เพื่อเป็นการลงทัณฑ์ พระเจ้าสาปให้เคนต้อง “ไถพรวนดิน” ซึ่งจะ “ไม่ผลิดอกออกผลให้เจ้าเท่ากับที่มันสามารถทำได้อีกต่อไป”  ดังเช่นเกษตรกรทุกวันนี้ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และทั่วทั้งโลก เคนถูกบังคับให้ต้องต่อสู้กับภูมิอากาศ ความแห้งแล้ง แมลง และโรคพืช ในการต่อสู้ดังกล่าวนั้นเองที่ชุมชนมนุษย์แห่งแรกค้นพบพืชผลซึ่งง่ายที่สุด ที่จะปลูก มันคือพืชหัว (เช่น เผือก มันเทศ มันสำปะหลัง) และผลไม้ เช่น กล้วย

ทั้งหมดนี้จะนำเราเข้าสู่บทต่อไปที่ว่ากันเฉพาะเรื่องของต้นกล้วย และ มันกลายเป็นพืชที่ถูกนำไปเพาะปลูกได้อย่างไร

Share