สุขภาพกับการพึ่งพาเทคโนโลยี

2016-01-23 10.34.37

ความห่วงใยในเรื่องสุขภาพของคนสมัยนี้เป็นแนวโน้มที่แลเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อสังเกตนี้เป็นสิ่งที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะเห็นๆ กันอยู่จากผู้คนรายรอบตัว ขณะที่บางทีความห่วงใยนั้นก็อาจจะเกินขอบเขตไปไกลดังที่เราเห็นได้จากการแชร์ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ เกี่ยวกับการแพทย์ อาหารการกิน อาหารเป็นยา หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสุขภาพเกลื่อนกล่นอยู่บนโซเชียล เน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก หรือไลน์ แทบไม่มีวันไหนว่างเว้นจากข้อมูลพวกนี้จากใครสักคนที่เป็นเพื่อนกับเราบนนั้น หากทุกคนรู้จักไตร่ตรองและกลั่นกรองก่อนที่จะเชื่อก็ไม่มีอะไรเสียหายนัก แต่คนเราไม่ได้มีสติอยู่ตลอดเวลา มิหนำซ้ำการเสพย์ข้อมูลที่ผ่านตาบนอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องบ่อยๆ ด้วย บางทีแค่ครั้งเดียวมันก็อาจจะซึมลึกเข้าไปในความทรงจำโดยเราเองไม่ทันรู้ตัว เพราะคนมีแนวโน้มที่จะไว้เนื้อเชื่อใจคนที่เรารู้จัก บรรดานักการตลาดรู้เรื่องอิทธิพลของการบอกต่อจากคนรู้จักดี คนมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าและบริการที่คนรู้จักบอกต่อผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์กค่อนข้างสูง โซเชียล เน็ตเวิร์กที่เราใช้ๆ กันอยู่ก็ออกแบบมาสำหรับการบอกต่อทุกสิ่งทุกอย่างจากเพื่อนสู่เพื่อนและเพื่อนของเพื่อนอยู่แล้ว อะไรเป็นเหตุให้คนหันมาห่วงใยสุขภาพกันมากขึ้นก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้นๆ ข้อมูลต่างๆ ที่เรารับรู้ก็มีมากขึ้นๆ ทุกที และโดยธรรมชาติของคนคงไม่มีใครอยากเจ็บป่วยหรือตายก่อนเวลาอันควร พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตคือการดื้นรนเพื่อเอาชีวิตให้รอดกันทั้งนั้น เพียงแต่มนุษย์มีจริตปรุงแต่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมาย ขณะที่สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มันเป็นไปโดยสัญชาตญาณ มาถึงยุคที่เทคโนโลยีอุปกรณ์พกพาติดตัวพัฒนาไปมากๆ มีแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพบนสมาร์ทโฟนออกมาให้ใช้เต็มไปหมด คนก็หันมาใช้อุปกรณ์พวกนี้สำหรับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น อุปกรณ์อย่างเช่นสายรัดข้อมือหรือนาฬิกาข้อมืออัจริยะเริ่มติดตลาด น้ำหนักประเภทของแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เหล่านี้ก็เอียงไปทางด้านสุขภาพและการออกกำลังเป็นสำคัญ เป็นการวางจุดขายที่ผู้ผลิตแทบทุกรายวางไว้เป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับต้นๆ เมื่อต้นปีที่แล้วมีผลการสำรวจในสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจพบว่าคนอเมริกันมากถึงร้อยละ 79 ตั้งใจจะใช้อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะเหล่านี้สำหรับการดูแลจัดการด้านสุขภาพ ร้อยละ 45 ต้องการใช้สำหรับเฝ้าติดตามอาการของตัวเอง และร้อยละ 43 ต้องการใช้สำหรับติดตามปัญหาสุขภาพส่วนตัว การสำรวจครั้งที่ว่านี้จัดทำโดย มาคอฟสกี้/เคลตัน (www.makovsky.com) […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชจีเอ็มโอพาพัง

https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/523816_10152091975440324_2108446716_n.jpg

“แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  เวริตี้ ฟาร์ม (Verity Farms) ในเซาธ์ ดาโกต้า ซึ่งทดสอบการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองทั้งจีเอ็มโอและไม่จีเอ็มโอ ผลที่ออกมาเห็นชัด” พืชจีเอ็มโอพาพัง ทนแล้งน้อยกว่าไม่จีเอ็มโอ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือถ้าเรียกว่าภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศสุดโต่ง ทั่วโลกเต็มไปด้วยความแปรปรวน อย่างที่อเมริกาเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือภัยแล้งที่ว่ากันว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ผลของมันก็คือพืชผลเสียหายยับเยิน พืชผลหลักๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อราคาอาหาร เพราะสัตว์ที่เลี้ยงก็คือพืชพวกนี้ ตอนนี้มีข่าวว่า มอนซานโต้ บรรษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการเกษตร พัฒนาพืชสู้แล้งขึ้นมาอีก เป็นข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมที่ใช้ชื่อว่า ดรอจท์การ์ด (DroughtGard)  ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไร ปีหน้าอาจจะมีเกษตรกรนำไปปลูกกัน ลองฉายภาพกลับไปดูภัยแล้งที่เกิดขึ้นอีกนิด อย่างที่รู้กันว่า ข้าวโพด ถั่วเหลือง ที่ปลูกในอเมริกาส่วนใหญ่เป็นพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้มีความต้านทานยาฆ่าแมลง และสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งผลของมันเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้สารเคมีมากขึ้น เพราะวัชพืชพัฒนาภูมิต้านทานได้ กลายเป็นไอ้ที่เรียกกันว่าซูเปอร์วีด เมื่อเจอกับภัยแล้งหนักหน่วงปรากฎว่าราบเป็นหน้ากลองกันไป บรรษัทยักษ์ใหญ่ก็เลยคิดจะขายเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรมสู้แล้งกันอีก แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

หมี่ซั่วน้ำ

https://lh4.googleusercontent.com/-XU8JO6mHrkc/TnNciTXaP1I/AAAAAAAACxc/5JVBtP6TBCY/s800/DSC05371.JPG

เส้นหมี่เส้นเตี๋ยวแบบดีๆ อร่อยๆ หมดบ้านไป หาที่ไหนก็ยังไม่ได้ เดินดูๆ ไปมา อยากกินหมี่ซั่ว ใช้เวลาร่วมสองอาทิตย์ ได้หมี่ซั่วภูเก็ต เอาดิ มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา เส้นหมี่ซั่วภูเก็ต เส้นเล็กบางมากยังกะเส้นผม เขาทำแบบไม่ใส่ไข่ มันเลยไม่เหลืองๆ ไม่ใช่บะหมี่ แต่มันก็ไม่เหมือนหมี่ขาวทั่วๆ ไป แล้วคนภูเก็ตเขาก็กินหมี่ซั่วน้ำอีก…ไงกันวะ ลองดู จากเดิมที่คิดว่าผัดหมี่ซั่วมั่วกันไป ทำไม่ได้ เพราะเส้นหมี่ซั่วภูเก็ตมันเป็นอีกแบบของฤดูกาลที่แตกต่าง หมี่ซั่วน้ำ ต้องมีน้ำซุปกระดูกหมู…เอ้าต้มเคี่ยว หมี่ซั่วน้ำต้องมี หมูสับ หรือ หมูชิ้น หรือ ไก่ชิ้น..เอ้าหมูสับ หมี่ซั่วน้ำต้องมีกระเทียมเจียว…เอ้า เจียวกระเทียม หมี่ซั่วน้ำต้องมีอะไรอีก…ต้นหอม ผักชี  มีครับผม และขาดไม่ได้คือไข่ ไม่งั้นไม่ใช่หมี่ซั่วน้ำภูเก็ต ปัญหายังคงอยู่ที่น้ำซุป นอกจากน้ำต้มกระดูกแล้วปรุงยังไง คาดว่าหมี่ซั่วน้ำภูเก็ตไม่ใส่น้ำปลา  … เราก็ไม่ใส่ เกลือละวะ คนจีนคนไทยคนที่ไหนๆ ก็ใช้เกลือเป็นพื้นฐานอยู่แล้น ไม่เชื่อไปอ่านประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือได้ ลวกหมี่ซั่วเร็วแรงราดน้ำเย็น สะเด็ดน้ำ ใส่ชามราดน้ำซุป ตอกไข่ใส่ โรยต้นหอม ผักชี กระเทียมเจียว รสชาตินอกเหนือจากนี้ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ต้มผักกาดจอกับข้าวห่อสาหร่าย

https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc7/297170_256438984376259_109926812360811_867240_626418_n.jpg

  “กับข้าวทางเหนือ ผักกาดจอใส่กระดูกหมู เจ้า” สืบเนื่องจากข้อความนี้ พร้อมรูปภาพและวิธีทำ ดูแล้วมันง่ายดี เหมาะกับคนบางประเภท ลองทำดู แม้จะมีผักกวางตุ้งอยู่ต้นเดียว เอาวะ ลุย ปอกหอม กระเทียม โขลกกับรากผักชี ใส่เกลือเม็ดๆ (จากสมุทรสาคร) และกะปิคลองโคน โขลกกันให้แหลก ตั้งหม้อตั้งไฟต้มน้ำเดือดๆ ใส่ไอ้ที่โขลกๆ ลงไป แล้วเอาหมูสามชั้นลงไปเคี่ยวไฟอ่อน มีกระดูกหมูก็ดี แต่หม้อนี้ไม่มีครับ ทำไปตามสภาพ ตั้งกะทะอีกใบทอดพริกขี้หนูแห้งให้กรอบหอมพักๆว้ เคี่ยวไปจนกว่าจะเปื่อยนุ่มละลายในลิ้น ชิมรสปรุงให้ข้น เร่งไฟเดือดๆ ใส่ผักกาดจอลงไป ของเรามีผักน้อย…ทำไปเหอะ ทำกินเอง ใส่น้ำมะขามเปียกลงไป ให้เดือด แล้วชิมแล้วปรุงรสอีกที ถ้าได้ที่ก็โรยต้นหอมผักชี  ตักใส่ถ้วย โรยพริกขี้หนูทอด กินกับข้าวเหนียว แต่ข้าวเหนียวไม่มี มีข้าวกล้อง เอามาทำสวย ข้าวกล้องห่อสาหร่ายกับต้มผักกดาดจอ เริ่ด Share on Facebook

Share on Facebook

อ่านต่อ.....