กล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ

https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s720x720/550957_10151795566645324_854738333_n.jpg

“เมื่อเดือนก่อนคนงานไร่กล้วยในละตินอเมริกาหลายร้อยคนร่วมกันฟ้องร้องบริษัท ผู้ปลูกกล้วยรายใหญ่ คือ ชิกิต้า แบรนด์ อินเทอร์เนชัแนล ,โดล และ ดาว เคมิคัล รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติอีกหลายบริษัทที่ให้พวกเขาต้องสัมผัสกับสารเคมี อันตรายซึ่งห้ามใช้ในสหรัฐ โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอย่างเพียงพอ ส่งผลให้พวกขาเป็นหมัน เป็นมะเร็ง และปัญหาสุขภาพตามมา” กล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ฉากหลังอันโหดร้าย อ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับกล้วยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ของมัน จากเว็บไซต์ onegreenplane.org ซึ่งสรุปผลกระทบไว้หลายแง่มุมที่น่าสนใจและสำคัญ เพราะจะว่าไปแล้วกล้วยนั้นเป็นอาหารที่คนกินมากที่สุดในโลก เผ็นผลไม้ที่คนอเมริกันกินมากที่สุด ในหลายๆ ประเทศกำลังกล้วยเป็นอาหารสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้คนไม่อดตายด้วยซ้ำ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือในการปลูกกล้วยเชิงพาณิชย์นั้น มีการใช้สารเคมีแบบเข้มข้น เพื่อจะรักษาสภาพของกล้วยให้ดูสวยงามดึงดูดผู้บริโภคตะวันตก อาจจะใช้หนักหน่วงกว่าเมื่อเทียบกับพืชผลอื่นๆ โดยทั่วไป ถึงแม้ว่าการใช้สารเคมีอาจจะไม่มีผลต่อผู้บริโภคมากนักเพราะกล้วยมีเปลือกหนา เวลาคนกินก็ปอกเปลือกออกก่อน ทว่าสำหรับคนงานในไร่กล้วย รวมถึงผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงแล้วมันอันตรายหลายอย่าง สารเคมีตัวหนึ่งที่ใช้กันคือ Dibromochloropropane (DBCP) ซึ่งกรมวิชาการกษตรบ้านเราก็จัดเป็นสารอันตรายและให้รายละเอียดไว้ว่า ถ้าหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุเมือกจมูก และทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ไอ หายใจติดขัด เจ็บคอ อ่อนเพลีย การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง สารนี้ดูดซึมผ่านผิวหนัง เป็นผื่นแดง หากกลืนหรือกินเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคือง รบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

สนุกกับ “ภาษาสก๊อย”

“ภาษาสก๊อยเป็นภาษาเขียนที่เปลี่ยนแปลงการเขียนด้วยหลักไวยากรณ์ไทยที่ใช้กัน อยู่เสียใหม่ ลดรูปเปลี่ยนสระพยัญชนะ โดยอาศัยเทคนิคของแป้นพิมพ์ที่มีปุ่ม shift และ caplock เข้ามาเป็นตัวช่วย มีหลักมีเกณฑ์ที่แน่นอนของมัน ไม่ใช่ของที่คิดขึ้นมาแบบมั่วๆ แต่ใครจะคิดขึ้นมาเมื่อไหร่นั้นไม่รู้” สนุกกับ “ภาษาสก๊อย” ของเล่นใหม่ของคนรุ่นใหม่ เมื่อวันก่อนมีโอกาสได้อ่านข่าวจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ที่หยิบเอาหน้าเพจบนเฟซบุ๊กของเด็กคนหนึ่งมาพาดหัวข่าวทำนองว่าเป็นภาษาวิบัติ หน้าเพจของน้องคนนั้นใช้ภาษาเขียนที่เรียกว่าภาษาสก๊อย เมื่ออ่านคนที่มาคอมเมนต์ท้ายข่าวซึ่งมีมากจะแสดงความคิดเห็นว่านี่เป็นเหจุให้ภาษาวิบัติ และด่าทอกันขั้นดุเดือด ลองตามเข้าไปดูในหน้าเพจของน้องคนนี้ก็เจอเข้ากับการโพสต์ด้วยภาษาสก๊อย ซึ่งแต่ละโพสต์ก็มีคนคอยตามจิกตามด่าชนิดแรงสุดกู่ อ่านดูแล้วภาษาหากจะวิบัติละก็ ความคิดคนที่เข้าไปด่าทอขนาดนั้นน่าจะวิบัติไปก่อนแล้วมากกว่า เราอยู๋ในระบบการศึกษาชนิดไหนก็ไม่รู้ที่ทำให้ความคิดของคนเรียวลงแคบลงๆ มากขึ้นทุกที ภาษาสก๊อยเป็นภาษาเขียนที่เปลี่ยนแปลงการเขียนด้วยหลักไวยากรณ์ไทยที่ใช้กันอยู่เสียใหม่ ลดรูปเปลี่ยนสระพยัญชนะ โดยอาศัยเทคนิคของแป้นพิมพ์ที่มีปุ่ม shift และ caplock เข้ามาเป็นตัวช่วย มีหลักมีเกณฑ์ที่แน่นอนของมัน ไม่ใช่ของที่คิดขึ้นมาแบบมั่วๆ แต่ใครจะคิดขึ้นมาเมื่อไหร่นั้นไม่รู้ รู้ว่าแต่ข่าวี่ว่าจะทำให้ภาษาวิบัตินั่นแหลที่ทำให้ภาษาสก๊อยเริ่มเป็นที่รู้จักและสนุกสนานกันใหญ่ในวงกว้างมากขึ้น ต้องยอมรับว่าภาษาสก๊อยเป็นวิธีการเขียนที่ทำให้อ่านได้ยากมากกว่าจะถอดออกมาเป็นคำจริงๆ ที่คนเขียนต้องการสื่อ ผมลองแกะดูเพื่อจะอ่านประโยคสองประโยค ใช้เวลานานมากเป็นชั่วโมงๆ พออ่านได้บ้างแต่ไม่หมดทุกคำ ยากกว่าภาษาญี่ปุ่นที่เคยเรียนหลักสูตรเร่งรัดแค่สี่อาทิตย์ด้วยซ้ำแน่ะ ลองดูตัวอย่างภาษาสก๊อย แต่เป็นตัวอย่างที่ไม่ใช่ของแท้เพราะคนเขียนใช้เครื่องมือผ่านเว็บช่วย หลักสก๊ฮญคร่๊วๆ (หลักสก๊อยคร่าวๆ) เฮ๊ Shift เป็ณบ๊งธิ๊ฆ์ (เอา Shift เป็นบางที่) เช่ณ ฮ เป็ณ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

เมื่อคอมพ์ฯเขียนบทความ

https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc3/27810_10150198950555324_535230323_12523084_487043_n.jpg

และในอนาคตข้างหน้าไม่แน่ว่าอาจจะเกิดหุ่นยนตร์นักข่าว(ไม่เจาะ)ขึ้นก็ได้ เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มันมีลักษณะแบบทวีคูณอัตราการค้นพบใหม่หรือ การประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ มันย่นสั้นเข้ามาทุกทีๆ สู่ยุคคอมพิวเตอร์อัจริยะ เขียนหนังสือ-ทำนายอนาคต นับวันคอมพิวเตอร์มันะฉลาดขึ้นทุกที แม้ว่ามนุษย์จะเป็นสร้างขึ้นมาก็เถอะ นานร่วมสิบปีมาแล้วที่ผมเคยหยิบเรื่องที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถเขียนหนังสือเอง หรือพูดให้ตรงกว่าคือการสรุปย่อบทความ ตอนนั้นตัวอย่างเป็นการย่อบทความของนิตยสารดิ อิโคโนมิสต์ ซึ่งโปรแกรมันก็ทำได้ในระดับที่พออ่านรู้เรื่อง จากนั้นก็ไม่เคยติดตามข่าวคราวหรือได้ข่าวเรื่องนี้ ตอนนี้มีข่าวล่าสุดมาว่ามีบริษัทเกิดใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ คือ บริษัท แนเรทีฟ ไซน์ คราวนี้ไปไกลกว่านั้น เพราะโปรแกรมจะใช้หลักการการใช้เหตุผลแบบมนุษย์ในการเขียนบทความจากข้อมูลที่ป้อนเข้าไปให้ ตัวอย่างที่เขายกมาให้อ่านคือการสรุปการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลเมื่อต้นเดือนนี้หลังการแข่งขันควอเตอร์ที่สามจบลง โดยใช้เวลาเพียง 60 วินาที ฝรั่งเขาบอกว่าถึงอ่านแล้วจะออกมาไม่เนียนนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนคนเขียน แตกต่างโปรแกรมลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้ที่มีความพยายามกันมาเป็นสิบปี อ่านแล้วเหมือนเครื่องจักรเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและปัญญาประดิษฐ์หลายคนก็ประทับใจ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความชาญฉลาดของมนุษย์เองในการคิดค้นวิธีการป้อนโปรแกรมให้มันทำงานเขียนได้ใกล้เคียงมนุษย์ ต่อไปเราอาจจะมีคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนตร์เป็นผู้ช่วยงานในลักษณะนี้ หากโปรแกรมมันทำงานได้ดีขึ้น แรงบีบคั้นด้านต้นทุนอาจจะทำให้สื่อหันมาเลือกโปรแกรมเขียนข่าวไปใช้ก็ได้เหมือนกัน และในอนาคตข้างหน้าไม่แน่ว่าอาจจะเกิดหุ่นยนตร์นักข่าวขึ้นก็ได้ เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มันมีลักษณะแบบทวีคูณอัตราการค้นพบใหม่หรือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ มันย่นสั้นเข้ามาทุกทีๆ จะชอบใจหรือไม่ชอบใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ของแบบนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตวิสัยหรืออคติของเราเช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ อีกมากมายในโลกที่มันเกิดขึ้น มีความสามารถของคอมพิวเตอร์อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องใหญ๋โตกว่า แม้จะไม่ใหม่เสียเดียวในแง่ของหลักการ เพราะเป็นการหาความสัมพันธ์เชิงสถิติของตัวแปรต่างๆ ธรรมดาๆ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือประเด็นและกระบวนวิธี นั่นก็คือการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อทำนายเหตุการณ์ใหญ่ๆ ของโลก งานวิจัยครั้งนี้ทำโดยกาเลฟ ลีทารู แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ อาศัยแหล่งข้อมูลข่าวสารมากมายจากหลายแหล่ง รวมทั้งข่าวออนไลน์ของนิวยอร์กไทมส์ ที่มีย้อนหลังไปถึงปี 1945 […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ราคาอาหารกับการจราจล

https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/185361_244389138914577_109926812360811_828416_187086_n.jpg

เหตุการณ์จราจลในลอนดอนที่ลุกลามและขยายออกไปเป็นวงกว้างตามเมืองใหญ่ๆ ของอังกฤษ เป็นเหตุการณ์ที่จุดชนวนความสนใจเกี่ยวกับสาเหตุของการจราจลอย่างกว้างขวาง เพราะเมื่อกวาดตามองไปบนแผนที่โลกในระยะปีสองปีมานี้เกิดเหตุจราจลขึ้นในมากมายหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นกันอยู๋ในแถบตะวันออกกลาง และล่าสุดที่กำลังเข้าจุดไตลแมกซ์ก็คือที่ลิเบีย อะไรคือสาเหตุของการจราจล มีคำตอบสำหรับคำถามนี้อยู่หลายแบบหลายแนวคิด ที่พูดกันก็อย่างเช่นความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาชนชั้น ปัญหาเชื้อชาติ ฯลฯ แน่นอนว่าคำตอบย่อมหาไม่ได้ง่ายๆ แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นคำตอบที่ค้นพบโดย มาโคร ลากิ แห่งสถาบัน นิวอิงก์แลนด์ คอมเพล็กซ์ ซิสเต็ม ในเคมบริดจ์ ลากิกับทีมงานวิจัยของเขาระบุว่ามีปัจจัยเดี่ยวโดดๆ ที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการจราจลที่เกิดขึ้นในขอบเขตทั่วโลก ปัจจัยที่ว่านั้นคือ ราคาอาหาร ลากิค้นพบว่าราคาอาหารเมื่อสูงขึ้นไปถึงจุดหนึ่งที่แน่นอน ความไม่สงบทางสังคมก็จะเกิดขึ้นไปทั่วโลก หลักฐานที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเป็นความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการจราจลกับราคาอาหารที่ลากินำมาแสดงให้เห็นมาจากแหล่งข้อมูลสองแหล่ง นั่นคือ ดัชนีราคาอาหารที่จัดทำโดยเอฟเอโอ หรือ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งมาจากวันเวลาที่เกิดเหตุการณ์จราจลขึ้นทั่วโลก เมื่อนำข้อมูลจากทั้งสองแหล่งมาพล็อตเป็นกร๊าฟความสัมพันธ์ดังกล่าวปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน พอดัชนีราคาอาหารสูงขึ้นเหนือระดับวิกฤต ความไม่สงบทางสังคมก็เริ่มต้นขึ้น…ทั่วโลก ในเชิงสถิติเมื่อพล็อตออกมาเป็นกร๊าฟเราเห็นความสัมพันธ์ชัดเจน ส่วนคำธิบายในเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะยากเย็นนัก เพราะเมื่อราคาอาหารแพงและคนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ ความหดหู่สิ้นหวังก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ครุกรุ่น และพร้อมที่จะระเบิดออกมา โดยตัวราคาอาหารเองนั้นไม่ได้เป็นตัวจุดประกายของการจราจล แต่มันคือเชื้อไฟอย่างดีที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ส่วนตัวที่จุดหัวไม้ขีดไฟจนทำให้ป่าทั้งป่าไหม้ได้นั้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เหมือนเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตูนิเซีย  การจราจลเริ่มต้นเมื่อผู้ประท้วงคนหนึ่งประท้วงด้วยการเผาตัวตาย เหตุการณ์ก็บานปลายออกไปจนรัฐบาลเอาไม่อยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างราคาอาหารและการจราจลดังกล่าวนี้จะว่าไปไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เนื่องจากแนวโน้มของโลกที่เราเห็นและรู้กันอยู่ก็คือราคาอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลก แม้ในเมืองไทยก็รับรู้กันได้อย่างชัดเจนมากอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีใครมาบอก หากมันสูงขึ้นจนข้ามเส้นเริ่มต้นของวิกฤตเมื่อไรเมื่อนั้นก็จะหยุดไม่อยู่ ที่จริงแล้วในวันที่ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....