วัวออนไลน์

sam3

“การสังเกตความผิดปกติของวัวจำนวนมากๆ ที่เลี้ยงกันตามปศุสัตว์ด้วยตานั้นเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าวัวกลายเป็นวัวออนไลน์แบบนี้ ข้อมูลก็จะส่งมาถึงผู้ดูแลหรือเจ้าของฟาร์มได้ทันท่วงทีผ่านแอปพลิเคชั่นอะไรก็แล้วแต่ที่ติดตัวผู้ดูแล แน่นอนว่าก่อนจะถึงขั้นนี้ข้อมูลจำนวนมหาศาลต้องผ่านการวิเคราะห์ตีความมาก่อนแปรรูปเป็นการแจ้งเตือน” เข้าสู่ยุค “วัวออนไลน์” ตามสถิติล่าสุดที่สำรวจโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกันถึงวันละ 8.3 ชั่วโมง กิจกรรมส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 80 เป็นการใช้งานเครือข่ายสังคม เรื่อราวหรือข่าวสารที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตในแต่ละวันส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวสัพเพเหระ ถ้าเป็นข่าวก็คงเรียกว่าข่าวตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก หรือข่าวหวือหวามากกว่าแง่มุมของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในเชิงสร้างสรรค์หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จากการใช้งานอินเทอร์เน็ต ยิ่งยุคนี้เป็นยุคอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่าอินเทอร์เน็ต อ๊อฟ ธิงก์ส (iternet of things – IoT) ที่อะไรต่ออะไรรอบตัวเราต่างก็เชื่อมโยงกับอินเเทอร์เน็ตไปหมด นอกเหนือจากตัวเราเองผ่านสายรัดข้อมือ นาฬิกาอัจฉริยะ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รถรายานพาหนะ บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ฯลฯ แต่การใช้งานอินเทอร์เน็ตของเราส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในลักษณะของการเป็นผู้รับมากกว่าผู้สร้างอะไรใหม่ๆ มีคนบอกว่าสังคมที่ขาดแคลนนวัตกรรมป็นสังคมที่เจริญก้าวหน้าได้ยาก และปัจจัยที่ทำให้สร้างอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ก็อาจจะเป็นเพราะความอ่อนด้อยในเรื่องการใช้สติปัญญาและการคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุมีผล เรื่องนี้ในสังคมไทยสะท้อนออกให้เห็นได้ชัดมากจากการใช้ตรรกะวิบัติในการพูดถึง อธิบายสิ่งต่างๆ หรือการโต้แย้งกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เป็นประจำ ความเห็นดังกล่าวจะจริงหรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่จะตรองเอา ส่วนหากมันจริงจะแก้ไขได้อย่างไรต้องยอมรับว่าจนปัญญา เพราะเมื่อเป็นเรื่องที่ต้องสร้างกันมาตั้งแต่วัยเด็กก็จะเชื่อมโยงการกับปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร แต่เรากลับเห็นการให้น้ำหนักไปกับเรื่องอย่างเช่นค่านิยม 12 ประการ หรือการเพิ่มเนื้อหาวิาชาประวัติศาสตร์ไปในการเรียนก็เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่จะปลุกเร้าความรักชาติ ทั้งที่วิชาประวัติศาสตร์นั้นแก่นแท้ของมันคือการสอนวิธีคิด การสืบค้น การตีความอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่ยืนอยู่บนหลักฐานที่ค้นพบซึ่งแปรเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ กลับมาเรื่องอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่งกันดีกว่าก่อนจะเตลิดออกไปนอกเรื่องมากกว่านี้ พอดีเมื่อสองสามวันก่อนอ่านบทความจากเดอะ การ์เดียน […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

“จากการศึกษาชิ้นหนึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 25 ของปลาที่เสริฟกันตามร้านในนิวยอร์กไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในเมนู ในยุโรปโดยรวมจากการศึกษาพบว่าหนึ่งในสี่นถึงหนึ่งในสามของปลาที่ทดสอบไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในหีบห่อหรือเมนูเช่นเดียวกัน “ความจริงแล้วปลาอะไรก็น่าจะกินได้ เพียงแต่ว่าการกินปลาโดยที่คิดว่าเป็นชนิดหนึ่งแล้วมันกลับกลายเป็นชนิดอื่นๆ แถมเป็นชนิดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเข้าไปอีกน่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ค่อยได้” อึ้ง…สวมสิทธิ์ปลา ปลอมปลาถูกเป็นปลาแพง เรื่องราวเกี่ยวกับเนื้อม้าที่ปนเปื้อนอาหารในยุโรปเริ่มจางไปบ้าง แม้ยังไม่หมดไปเสียทีเดียวก็ตาม คราวนี้ก็มาต่อกันด้วยเรื่องปลากันอีกหน่อย เท่าที่เรารู้กันหรือการบริโภคปลาและอาหารทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งอาจจะมาจากหลายๆ สาเหตุ หนึ่งในเหตุนั้นก็มีเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และการเพิ่มสูงขึ้นนี้ จากตัวเลขขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหปรชาชาติ (FAO) หากเป็นเส้นกร๊าฟก็ขึ้นไปในลักษณะตั้งชันแลยทีเดียว ปรากฎว่าในยุโรปปัญหาที่เกิดขึ้นกับปลาคล้ายๆ กับเนื้อม้า นั่นคือ การนำเอาปลาราคาถูกๆ ไปแทนปลาราคาแพงๆ โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ มันคือการปลอมโดยไม่ได้ปน ยิ่งกว่านั้นปลาหลายชนิดที่ถูกเอามาปลอมยังเป็นปลาพันธุ์ใม่ที่ไม่เคยบริโภคกันมาก่อนอีกด้วย จากการตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ร้อยละ 7 ของปลาค็อคและปลาแฮดดอค ซึ่งเป็นปลาทอดในเมนูปลากับมันฝรั่งที่เป็นอาหารจานหลักสะท้อนความเป็นชาวบริติชนั้น ไม่ใช่ปลาค็อดหรือแฮดดอคจริงๆ แต่เป็นปลาราคาถูกกว่าที่เอามาใช้แทน ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ก็มีการศึกษาที่พบจากการสุ่มตัวอย่างร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปิร์มาร์เก็ต ในกรุงดับลินก็เป็นเช่นเดียวกัน นั่นคือ 1 ใน 4 ของปลาที่ติดฉลากว่าเป็นปลาค็อคหรือแฮดดอคกลับเป็นปลาชนิดอื่นโดยสิ้นเชิง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 25 ของปลาที่เสริฟกันตามร้านในนิวยอร์กไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในเมนู ในยุโรปโดยรวมจากการศึกษาพบว่าหนึ่งในสี่นถึงหนึ่งในสามของปลาที่ทดสอบไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในหีบห่อหรือเมนูเช่นเดียวกัน ความจริงแล้วปลาอะไรก็น่าจะกินได้ เพียงแต่ว่าการกินปลาโดยที่คิดว่าเป็นชนิดหนึ่งแล้วมันกลับกลายเป็นชนิดอื่นๆ แถมเป็นชนิดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเข้าไปอีกน่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ค่อยได้ ในยุโรปปลาจำนวนมากเหล่านี้แช่แข็งนำเข้ามาจากจีนทางเครื่องบินไปลงที่แฟรงเฟิร์ต จากการทดสอบโดยยูโรฟิน ห้องแล็บใหญ่ในแฮมเบิร์กทั้งจากแฟรงเฟิร์ตและที่อื่นๆ ทั่วยุโรปพบว่ามีปลาหลายชนิดที่ไม่เคยอู่ในห่วงโซ่อาหารมาก่อน นักวิจัยเชื่อกันว่าการหลอกลวงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในขอบเขตใหญ่โตมโหฬาร […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชจีเอ็มโอพาพัง

https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/523816_10152091975440324_2108446716_n.jpg

“แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  เวริตี้ ฟาร์ม (Verity Farms) ในเซาธ์ ดาโกต้า ซึ่งทดสอบการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองทั้งจีเอ็มโอและไม่จีเอ็มโอ ผลที่ออกมาเห็นชัด” พืชจีเอ็มโอพาพัง ทนแล้งน้อยกว่าไม่จีเอ็มโอ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือถ้าเรียกว่าภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศสุดโต่ง ทั่วโลกเต็มไปด้วยความแปรปรวน อย่างที่อเมริกาเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือภัยแล้งที่ว่ากันว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ผลของมันก็คือพืชผลเสียหายยับเยิน พืชผลหลักๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อราคาอาหาร เพราะสัตว์ที่เลี้ยงก็คือพืชพวกนี้ ตอนนี้มีข่าวว่า มอนซานโต้ บรรษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการเกษตร พัฒนาพืชสู้แล้งขึ้นมาอีก เป็นข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมที่ใช้ชื่อว่า ดรอจท์การ์ด (DroughtGard)  ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไร ปีหน้าอาจจะมีเกษตรกรนำไปปลูกกัน ลองฉายภาพกลับไปดูภัยแล้งที่เกิดขึ้นอีกนิด อย่างที่รู้กันว่า ข้าวโพด ถั่วเหลือง ที่ปลูกในอเมริกาส่วนใหญ่เป็นพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้มีความต้านทานยาฆ่าแมลง และสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งผลของมันเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้สารเคมีมากขึ้น เพราะวัชพืชพัฒนาภูมิต้านทานได้ กลายเป็นไอ้ที่เรียกกันว่าซูเปอร์วีด เมื่อเจอกับภัยแล้งหนักหน่วงปรากฎว่าราบเป็นหน้ากลองกันไป บรรษัทยักษ์ใหญ่ก็เลยคิดจะขายเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรมสู้แล้งกันอีก แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชแปดหมื่นชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์

“จากแนวโน้มที่กำลังดำเนินอยู่นั้น โลกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง ภายใต้สภาพภูมิอกาศแปรปรวนหรือสุดโต่งอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่ต้องทำและต้องมีความร่วมมือกันในระดับโลกสำหรับในกรณีของพืชมีอยู่ สามระดับ อย่างแรกคือการธำรงรักษาที่ยังมีอยู่ อย่างที่สองคือการซ่อมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย และสุดท้ายคือระบบสำรองเพื่อรับมือในกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งก็คือธนาคารเมล็ดพันธุ์” อนาคตของโลก 50-100 ปี พืชแปดหมื่นชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์ จากการศึกษาของสถาบัน Kew Garden ร่วมกับ ICUN และ Natural History Museum ในลอนดอน โลกเราตอนนี้มีพืชเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ชนิด ลดลงมาครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีเมื่อ 200-300 ปีที่แล้ว และหนึ่งในห้าของพืชทั้งหมดที่เหลืออยู่ตอนนี้หรือราว 80,000 ชนิดมีความเสี่ยงทจะสูญพันธุ์ไปภายใน 50-100 ปีข้างหน้า แรงกดดันที่ทำให้พืชจำนวนมากของโลกมีโอกาสสูญพันธุ์มาจากการบุกรุกที่อยู่อาศัยในธรรมชาติของพืชโดยผ่านการเกษตรกรรมและการขยายตัวของเมือง รวมทั้งผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยน้ำมือมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงส่งผลต่อน้ำที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเท่นั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของพืชด้วย สถานการณ์ดังกล่าวนี้เรียกร้องต้องการให้ทั่วทั้งโลกหันมาให้ความสนใจที่จะหยุดยั้งหรือพลิกเปลี่ยนเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพืช แม้กระทั่งพืชในทางเกษตรกรรมเองก็ถูกจำกัดอย่างน่าเป็นห่วง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า ในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้ มนุษย์มุ่งทุ่มเทให้กับพืชเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ร้อยละ 80 ของพลังงานจากอาหารของคนทั่วโลกมากจากพืชที่เพาะปลูกกันเพียง 12 ชนิด เป็นธัญพืช 8 ชนิดได้แก่ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....