กับดักของการจัดอันดับประเทศ

IMG_4878

ทีแรกเห็นเพื่อนเอาข้อมูลการจัดอันดับประเทศดีที่สุดในโลกจากรายงานที่เผยแพร่ในการประชุมดาวอส แล้วอวดว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 21 พร้อมประกาศว่าคนที่ชอบดูหมิ่นประเทศไทยให้ดูไว้ ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่หลังจากนั้นเห็นเซเลปของรัฐบาลชุดนี้ออกมาแสดงความขอบคุณที่เขายกย่องประเทศไทยให้ติดอันดับที่ 21 ประเทศที่ดีที่สุดของโลก แล้วอวดอ้างความดีงามของคณะรัฐประหารที่เข้ามาดูแลบ้านเมือง ก็เลยสนใจติดหมัดขึ้นมาทันที รายงานการจัดอันดับครั้งนี้จัดทำโดยยูเอส นิวส์ แอนด์ เวิล์ด รีพอร์ต (www.usnews.com) โดยใช้วิธีการที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทบีเอวี คอนซัลติ้ง ที่เชี่ยวชาาญด้านการวางกลุยทธ์สร้างแบรนด์ ในเครือของบริษัทใหญ่ด้านโฆษณา WPP มีวอร์ตัน สกูล แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเป็นที่ปรึกษา เผยแพร่ในช่วงการประชุมกลุ่มผู้นำประเทศที่ดาวอสเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศที่เข้าไปอยู่ในการจัดอันดับทั้ง 60 ประเทศ ใช้ตัวแปรที่บ่งบอกคุณลักษณะของประเทศนั้นๆ ทั้งหมด 65 ตัวแปร แบ่งเป็นหมวดย่อยๆ ออกไป โดยคะแนนสูงสุดคือ 10 คะแนน หมายถึงดีที่สุด ถอยห่างจาก 10 หรือน้อยลงเท่าไรก็เท่ากับถอยห่างจากดีที่สุดเท่านั้น ส่วนผู้ให้คะแนนมีทั้งหมด 16,000 คนที่คัดมาจากประเทศต่างๆ ที่มีส่วนเชื่อมโยงทางใดทางหนึ่งกับประเทศที่นำมาจัดอันดับ ประเทศไทยติดโผเข้าไปอยู่อันดับที่ 21 หากมองรวมๆ จาก 60 ประเทศ ก็คือว่าอยู่ในอันดับกลางๆ ไม่เลวเสียทีเดียว แต่หากจะมองว่าเป็นการยกย่องเชิดชู เครื่องหมายคำถามมันตามมา […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พบถิ่นอินเดีย 2012

“แต่เมื่อมองย้อนกลับไปดูอินเดียบ้านเกิด คนส่วนใหญ่ของอินเดียจมอยู่ในปลัก เขานั่งคิดถึงอินเดียที่ดีกว่าไม่ใช่สำหรับตัวเองเท่านั้น แต่สำหรับคนอินเดียอีกนับล้านๆ คน ที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ทำไมอู่อารยธรมของโลก ที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด จึงได้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนยากจนที่สุดในโลก ทำไมประเทศที่จีดีพีเติบโตสูงกว่าระดับเฉลี่ยของโลกถึงได้มีสภาพเช่นนี้ ทำไมถึงรวยกระจุกจนกระจาย คุณค่าของอินเดียคืออะไร” พบถิ่นอินเดีย 2012 What Young India Wants สัปดาห์ที่ผ่านมาผมลาหยุดงานไปแบกเป้เดินท่อมๆ อยุ่ในอินเดียตามสไตล์แบ๊กแพกที่จองตัวเครื่องบินราคาถุกกันไว้ล่วงหน้าร่วมปี ไปกลับกรุงเทพฯ-โกลกัตตา ราคาถูกยิ่งกว่าบินจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่เที่ยวเดียวเสียอีก ประมาณสองพันเจ็ด บินไปกลับรวมค่าภาษีสนามบินแล้วมันถูกแสนถุก และก็ไปกันโดยไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรแน่นอน ไปแล้วจะไปไหน ทำอะไร ล้วนแต่ไปตัดสินใจเอาข้างหน้าทั้งสิ้น แต่หนึ่งอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนเวลาไปต่างประเทศคือการเที่ยวเดินดูผู้คนตึกรามบ้านช่องมองเห็นวิถีชีวิตไปเรื่อยๆ  หลายวันที่เดินๆ อยู่ในอินเดีย มีหนังสือเล่มหนึ่งที่สะดุดตาด้วยปก และชื่อหนังสือ เดินไปที่ไหนก็เจอหนังสือเล่มนี้วางอยู่ด้านหน้า ไม่ว่าจะเป็นแผงหนังสือสกปรกข้างถนน หรือตามร้านหนังสือไม่ว่าจะเป็นร้านขายหนังสือใหม่หนังสือเก่า หนังสือเล่มนั้นชื่อ What Young India Wants เขียนโดย Chetan Bhagat  เป็นหนังสือประเภทนัน-ฟิกชั่น ขณะที่ผุ้เขียนนั้นที่จริงแล้วมีตราประทับว่าเป็นนักเขียนนิยายเบสต์เซลเลอร์ ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่นิยายเล่มแรกที่เขียน นิยายที่เขาเขียนมาทั้งหมดที่ออกมาสามสี่เล่มล่วนเป็นนิยายสำหรับวัยรุ่น ที่มีคนติดตามอ่านหลายแสนคน มีเรื่องหนึ่งที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนังที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับบอลลีวูด นักดูหนังบ้านเราอาจจะรู้จัก มันคือหนังเรื่อง 3 Idiots ที่สร้างจากนิยายเรื่อง […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต

https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/s720x720/553856_10151444577370324_535230323_23087111_2078373646_n.jpg

“ร้านอาหารที่มีไปทัวทุกหัวระแหงตั้งแต่ริมถนนไปจนถึงยอดตึกระฟ้าเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างของประเทศนี้ที่สะท้อนกลไกตลาดเสรีที่แท้จริง “ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต วาทกรรมแพงทั้งแผ่นดินปะทะกับถูกทั้งแผ่นอย่างสนุกสนานไปอีกแบบสำหรับประเทศแบบไทยๆ โชคดีที่คณะรัฐมนตรีไม่อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ที่จะให้อาหารจานเดียวราวสิบชนิดเป็นอาหารควบคุม ไม่อย่างนั้นเราคงจะมีรัฐบาลโจ๊กเพิ่มขึ้นมาอีกนอกเหนือจากสภาโจ๊ก แค่ร้านถูกใจร้านธงฟ้า แนวคิดแบบที่ใช้กันมาก็ชวนละเหี่ยเต็มทีแล้วครับผม ร้านอาหารที่มีไปทัวทุกหัวระแหงตั้งแต่ริมถนนไปจนถึงยอดตึกระฟ้าเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างของประเทศนี้ที่สะท้อนกลไกตลาดเสรีที่แท้จริง ขอประทานโทษ…อย่าได้สะเหร่อไปแทรกแซงกลไกตลาดร้านอาหารที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้ว ถ้าจะดูแลควรไปดูแลต้นทางเรื่องวัตถุดิบ เรื่องพวกนี้ทำให้นึกถึงตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ตในต่างประเทศ ที่เป็นแนวคิดซึ่งกำลังได้รับความนิยมในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานความคิดหลายอย่างผสมผสานกัน ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต คือตลาดที่เกษตรกรนำผลิตของตนมาขายตรงให้กับผู้บริโภค ส่วนใหญ่เน้นตอบสนองท้องถิ่น ลดคนกลาง ลดค่าขนส่ง ผลพวงที่ตามมาคือลดการใช้พลังงานฟอสซิล บางประเทศอย่างญี่ปุ่น ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต เน้นผลผลิตที่ปลอดสารพิษด้วย ผู้บริโภคได้ทั้งของสดของดีมีคุณภาพในราคาถูก ได้กันทั้งขึ้นทั้งล่อง ตลาดแบบนี้ อาจจะถูกมองว่าเป็นตลาดของคนมีรสนิยมมีระดับคำนึงถึงสุขภาพ แต่ความจริงจะเห็นว่าไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะช่วยทั้งเกษตรกรให้ได้ส่วนต่างกำไรมากขึ้นและช่วยผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่ถูกลง ในสหรัฐอเมริกาถึงขณะนี้มีฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ตอยู่ประมาณ 7,000 แห่ง และสิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงก็คือการที่กระทรวงเกษตรฯ ของเขา ผลักดันให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงตลาดได้ด้วยการอุดหนุนตลาดเข้าโครงการรับคูปองอาหารที่แจกให้คนจน จากปี 2008 มีตลาดเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นราว 400 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะไม่ถึง 1 ใน 4 ของฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต ทั้งประเทศก็ตาม ในเมืองไทยหากมีตลาดแบบนี้ ผลดีน่าจะตกับเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นและชาวบ้านในท้องถิ่นมากกว่า […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

เศรษฐศาสตร์ความสุข

https://lh6.googleusercontent.com/-4Fcv2U4WWDE/TmbmRvDqRdI/AAAAAAAACqQ/o097SbtQGn4/s512/28930_10150173979165324_535230323_11875924_3179601_n.jpg

เมื่อเร็วๆ นี้มีการประชุมที่เมืองทิมปุ ประเทศภูฏาน โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจฟฟรีย์ แซคส์ ซึ่งใครมักจะบอกว่าเขาเป็นพวกที่ชอบจะมองโลกในแง่ร้ายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงร่วมกับนายกรัฐมนตรี จิกมี ทินเลย์  จัดขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมหลายสิบคน งานครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังสหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่างหันมาทบทวนนโยบายของตนเองว่าจะสนับสนุนส่งเสริมให้คนในประเทศมีความสุขได้อย่างไรบ้าง เพราะบทเรียนอย่างหนึ่งที่ประสบกันก็คือการพัฒนาที่มุ่งเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้นเลย แน่นอนว่าไปประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้กันที่ภูฏานรับประกันได้ว่าหนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนและ GNH หรือ ความสุขมวลรวมประชาชาติ ซึ่งเป็นเข็มมุ่งของภูฎานมาร่วม 40 ปี และชาวภูฏานก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขามีความสุขมากในอันต้นๆ ของโลก เจฟฟรีย์ แซคส์ กลับมาจากประชุมก็เขียนบทความเรื่อง “เศรษฐศาสตร์ความสุข” สรุปความเห็นร่วมกันของคนที่ไปประชุม ซึ่งเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศควรมุ่งสร้างความสุขมากกว่ารายได้ แต่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรในท่ามกลางโลกที่อยู่ท่ามกลางเป็นเมืองไปอย่างรวดเร็ว  ท่ามกลางสื่อสารมวลชน ทุนนิยมโลก และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม แม้ประเด็นในบทความไม่ได้ลงลึกอะไร และไม่มีอะไรใหม่นักเมื่อหยิบเรื่องนี้มาพูดกัน แต่มันก็ยังคงน่าสนใจอยู่ดี เพราะความโน้มเอียงในการพัฒนาประเทศส่วนใหญ่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดเรื่องการเพิ่มรายได้ประชาชาติหรือ GNP เสมอมา ในการจะไปถึงซึ่งความสุขประชาชาตินั้น แซคส์สรุปไว้ว่า เราต้องไม่ปฏิเสธความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ หากคนยังอดอยากยากจน ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพ ไม่มีงานที่มีความหมายให้ทำ คนก็จะมีความทุกข์ การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อขจัดความยากจนคือขั้นตอนแรกที่สำคัญในการส่งเสริมความสุข พูดง่ายๆ    คือต้องมีพอกินพอใช้เสียก่อน แต่การตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเพื่อเพราะ GNP เพียงอย่างเดียวโดยตัดเป้าหมายอื่นๆ ออกไปหมดก็ไม่ใช่เส้นทางไปสู่ความสุข อเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดีที่ความสุขไม่ได้เพิ่มตามรายได้ ตรงกันข้ามการมุ่งแต่จะเพิ่มรายได้ประชาชาติอย่างเดียวกลับยิ่งนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาลในด้านความมั่งคั่งและอำนาจ นำไปสู่การขยายตัวของชนชั้นล่าง […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....