ดินฟ้าอากาศโกลาหล

https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc6/179596_10150392522915324_4078464_n.jpg

โชคร้ายที่ปัญหาสภาพภูมิอากาศนี้ทั้งโลกต้องร่วมมือกันแก้ไปด้วยกัน แต่โอกาสที่ว่านั้นริบหรี่ ดังนั้นในเวลาอีกไม่นานนักไม่เกินชั่วรุ่นคน โลกแบบที่เรารู้จักจะสิ้นสุดลง ดินฟ้าอากาศโกลาหล เช้าวันที่ปิดต้นฉบับชิ้นนี้ ผมไล่ดูข่าวสารต่างประเทศจากช่องทางที่เป็นขาประจำ เทคโนดลยีสมัยนี้มันอำนวยความสะดวกค่อนข้างมากในการติดตามข่าวสาร เราเลือกหมวดหรือประเภทของข่าวสารตามที่สนใจ มันจะอัพเดตข่าวเข้ามาตลอดเวลา นำเสนอรูปแบบการจัดหน้าแบบนิตยสาร ไล่อ่านพาดหัวกับโปรยประเด็นไหนที่สนใจก็ติ๊กเก็บไว้อ่านทีหลัง ไอ้ที่ติ๊กเก็บไว้อ่านนี่เป็นของเราคนเดียวที่สามารถไปเปิดอ่านได้จากทุกเครื่องและทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะตั้งตัก แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ ปรากฏว่าผมเจอพาดหัวข่าวที่เกี่ยวกับไคลเมต เชนจ์ หรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปวันเดียวสี่ห้าข่าว จะว่าอะไรๆ ก็ดยงเข้ากับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปหมดก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะผลสรุปพวกนี้ไม่ใช่การเดาสุ่ม แต่เป้นการศึกษาในเชิงวิชาการ จะลองขยายขี้เท่อให้อ่านกันดูโดยไม่ลงรายละเอียดมากนัก ข่าวแรกคือกาแฟป่าพันธุ์อาราบิก้าในแอฟริกากำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่เชื่อมโยงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไปลดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของอาราบิก้าป่า ผลลัพธ์ของมันก็คืออุตสาหกรรมกาแฟจะเผชิญกับปัญหา เนื่องจากขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมของกาแฟ ในกรณีร้ายแรงที่สุดคืออาราบิก้าป่าลดลงมากถึง 99.7 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2080 ลดลงขนาดนี้คือแทบไม่เหลือเลยนั่นเอง คนไม่ใช่คอกาแฟอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่ถึงอย่างไรกาแฟก็เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายกันมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน ข่าวที่สองเชื่อมโยงปัญหาการลดลงของปลาซาร์ดีนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นมีผลให้ปริมาณแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารของปลาซาร์ดีนลดลง อาหารลดปลาก็ลดนั่นแหละครับ นี่เป้นสิ่งที่เกิดขึ้นในแถบทะเลแคริบเบียน และมันไม่ลดลงนิดหน่อย แต่ลดลงอย่างสุดๆ ที่ฝรั่งบอกว่าเป็นเอ็กซ์ตรีม ดีไคลน์ ลดมากจนถึงขั้นทำให้อุตสาหกรรมประมงล่มสลาย ซึ่งผลที่ตามมาทางสังคมเศรษฐกิจจะร้ายแรง จากที่เคยจับได้ 200,000 ในปี 2004 ลดลงมาเหลือแค่ไม่ถึง 40,000 ตันในปัจจุบัน หายนะปลาซาร์ดีนแคริบเบียนไม่ได้เกิดจากปัญหารเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาการจับปลามากเกินไปด้วย […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

Car Sharing แบ่งปันรถยนตร์กันใช้

“มีการศึกษาอยู่ชิ้นหนึ่งที่บอกว่าคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกระบบคาร์ แชริ่งราวละร้อยละ 30 ขายรถของตัวทิ้งไป เพราะรถยนต์ที่เป็นเจ้าของอยู่ไม่ได้ใช้ตลอดเวลา ระบบคาร์ แชริงทำให้มีโอกาสที่จะใช้รถยนตร์เมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น” “คาร์ แชริง” ซื้อรถมาจอดว่างๆ ทำไม เอามาแบ่งกันใช้ดีกว่า อ่านข่าวต่างประเทศพักหลังเริ่มเห็นเรื่องคาร์ แชริงบ่อยขึ้น แนวคิดนี้กำลังเริ่มเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทุกวันนี้มีมากกว่าหนึ่งพันเมืองในโลกที่มีระบบคาร์ แชริงใช้ หากจะสรุปด้วยถ้อยคำสั้นๆ คาร์ แชริง ก็คือการแบงปันรถกันใช้นั่นเอง คล้ายๆ กับคาร์ พูล ที่บ้านเรารู้จักกัน เพียงแต่คาร์ พูล เป็นการแบ่งที่นั่งในรถให้คนอื่นร่วมดดยสารได้วยกัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเอื้ออำนวยให้เกิดคาร์ แชริงมากขึ้น มีการเชื่อมโยงข้อมูลรถยนตร์เข้าสู๋ระบบคอมพิวเตอร์ พัฒนาแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือขึ้นมารองรับ บางบริษัทที่ให้บริการคาร์ แชริงใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ทำให้เราสามารถหาเช่ารถได้ทันท่วงทีในยามที่ต้องการ อาศัยที่จอดรถสาธารณะใกล้จุดบริการขนส่งมวลชนเป็นที่รับรถและส่งรถ ระบบที่พัฒนาไปมากๆ มีถึงขนาดเมื่อเลือกรถที่ต้องการผ่านโทรศัพท์มือถือได้ก็ไปที่จุดรับรถ ใช้ระบบเปิดล็อกทางไกล กุญแจรถจะวางรออยู่ในรถเรียบร้อยพร้อมให้ขับไปได้ และคนที่เป็นเจ้ารถยนตร์ก็เอารถของตัวเองเข้าไปเป็นรถในระบบคาร์ แชริง รถจะเปิดให้เช่าแบบออนไลน์ในช่วงเวลาที่เจ้าของรถไม่ได้ใช้ มีการศึกษาอยู่ชิ้นหนึ่งที่บอกว่าคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกระบบคาร์ แชริ่งราวละร้อยละ 30  ขายรถของตัวทิ้งไป เพราะรถยนต์ที่เป็นเจ้าของอยู่ไม่ได้ใช้ตลอดเวลา ระบบคาร์ แชริงทำให้มีโอกาสที่จะใช้รถยนตร์เมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น เช่าใช้เป็นนาที เป็นชั่วโง เป็นวัน ตามความจำเป็น ประโยชน์ของคาร์ […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

ป่าเทียมในเมืองใหญ่

https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s720x720/577490_10151540432100324_535230323_23401253_1309115323_n.jpg

“หันไปดูประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ที่ในอดีตก็ทำลายพื้นที่ป่าจนยับเยินไปแล้วไม่เหลือหรอ ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเวลานี้เป็นป่าปลูกทั้งนั้น ความหลายกลายทางชีวภาพหมดเกลี้ยง สัตว์ท้องถิ่นพากันสูญพันธุ์ไปเกือบหมด” “ซุปเปอร์ทรี” ป่าเทียมในเมืองใหญ่ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีรายงานจากองค์กรมีเดีย แมทเทอร์ส ที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของสื่อบอกว่าการรายงานข่าวของสื่อทีวีหลักๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไคลเมต เชนจ์ นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 2009 ในขณะที่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และการเมืองมีพัฒนาการขึ้นมาเป็นลำดับ และเฉพาะปีที่แล้วสื่อหลักอันได้ ABC,CBS,NBC และ Fox ใช้เวลารวมในการพูดถึงเรื่องนี้เพียงแค่ 47 นาที ซึ่งถือว่าน้อยมากโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ใช้มากกว่ากันถึงสองเท่าในการรายงานข่าวคราวเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของโดนัลด์ ทรัมพ์ที่จะเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และการสืบสวนสอบสวนอัน “ไร้สาระ” ของเขาเกี่ยวกับใบเกิดของประธานาธิบดีโอบาม่า การกระทบกระเทียบของเขาว่าไปแล้วก็ตลกดี อาจจะคล้ายกับในบ้านเราตอนนี้ก็ได้ที่สื่อกระแสหลักให้ความสนใจล้นหลามกับข่าวภาพโป๊แวบขึ้นจอในสภาฯ อย่างชนิดจะเป็นจะตาย ตามติดกันแบบตาไม่กระพริบทุกวัน แต่แทบไม่ให้ความสนใจข่าวเกี่ยวกับเขื่อนแม่วงก์โครงการซ่อนเงื่อนที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีให้สร้างเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งที่เรื่องหลังมีความหมายสำคัญยิ่งกว่ามากมาย เรากำลังจะแลกผืนป่าสมบูณ์ทั้งๆ ทีมันมีน้อยอยู่แล้วไปอีกหนึ่งผืนใหญ่กินพื้นที่เป็นหมื่นๆ ไร่ เพื่อตอบสนองความไม่รู้จักพอของมนุษย์ หันไปดูประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ที่ในอดีตก็ทำลายพื้นที่ป่าจนยับเยินไปแล้วไม่เหลือหรอ ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเวลานี้เป็นป่าปลูกทั้งนั้น ความหลายกลายทางชีวภาพหมดเกลี้ยง สัตว์ท้องถิ่นพากันสูญพันธุ์ไปเกือบหมด นั่นอาจจะเป็นเหตุให้สิงคโปร์โหยหาธรรมชาติ มีการหาทางเพิ่มพื้นที่สีเขียวแม้ในเขตใจกลางเมืองอย่างโครงการสวนในแนวตั้งที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์และเปิดเต็มที่ในราาวเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนสุดท้ายของโครงการห้าปีก็คือซุปเปอร์ทรี หรืออภิต้นไม้ ซึ่งเป็นโครงสร้างแนวตั้งคล้ายกหอคอยความสูง 164 ฟุต มีทั้งหมด 18 ต้น ซุปเปอร์ทรีจะปลูกต้นไม้ไล่จากโคนขึ้นไปจนถึงยอดจำนวนทั้งหมดมากกว่า 200,000 ต้น […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พลังงานไฟฟ้าหลังฟูกุชิม่า

“แต่เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดนสึนามิที่ฟูกุชิมาก็คงตามหลอกหลอนคนไม่ สิ้นสุด หนึ่งในประเทศที่แม้ไม่โดนสึนามิแต่นับถอยหลังกับโรงไฟฟ้านิวเคีลยร์ชัดเจน ไปแล้วคือเยอรมนี ปีที่ผ่านมาปิดถาวรไปแล้ว 8 โรง และจะทยอยปิดไปเรื่อยจนหมดภายในปี 2022 ระหว่างนั้นก็อัดเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเข้าไปทดแทน ตามเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 ในปี 2020 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2030” บทเรียนหลังฟูกุชิม่า พลังงานไฟฟ้าไปทางไหนดี อากาศร้อนๆ แบบนี้ การใช้ไฟฟ้าก็สูงลิ่ว แล้วก็ต่อเนื่องมาด้วยรายงานข่าวว่าไฟฟ้าจะไม่พอใช้ หากเป็นไปตามสูตรเดี๋ยวข้อเสนอเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองก็อาจจะวิ่งตามมาอีก แต่เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดนสึนามิที่ฟูกุชิมาก็คงตามหลอกหลอนคนไม่สิ้นสุด หนึ่งในประเทศที่แม้ไม่โดนสึนามิแต่นับถอยหลังกับโรงไฟฟ้านิวเคีลยร์ชัดเจนไปแล้วคือเยอรมนี ปีที่ผ่านมาปิดถาวรไปแล้ว 8 โรง และจะทยอยปิดไปเรื่อยจนหมดภายในปี 2022 ระหว่างนั้นก็อัดเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเข้าไปทดแทน ตามเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 ในปี 2020 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2030 คนเมืองเบียร์นี่เขาเอาจริงแฮะ บอกให้โลกรู้ว่าอยู่โดยไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ได้ เคยมีคนบอกว่าเมื่อไม่ใช่พลังงานนิวเคลียร์ ก็หันไปใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จะส่งผลต่อการปลดปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น ทั้งที่มันควรจะลดลง ทว่าเยอมรนีก็พิสูจน์ให้เห็นอีกเช่นกันว่า ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไป 8 โรงเมื่อปีกลายก็ไม่ได้ทำให้การปลดปล่อยคาร์บอนเพิ่ม แต่มันลดลงไปร้ยละ 2.4 เพราะเขาเอาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดอย่างอื่นมาทดแทน ซึ่งมันทำได้และทำให้เห็นแล้ว […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....