อียิปต์ อาหาร ผลพวงแห่งความคับแค้น

“เมื่อคนสิ้นหวังเพราะไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ด้วยท้องที่หิวโหยและความคับข้องใจที่มี อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพียงมีเหตุการณ์อะไรมาสะกิดก็พร้อมจะลุกฮือเหมือนเชื้อเพลิงที่ขอให้มีไม้ขีดเพียงก้านเดียวมาจุดให้ติด ..ที่หนักกว่านั้นก็คือแทนจะมุ่งเน้นการผลิตอาหารเลี้้ยงตนเองให้มากขึ้น กลับกลายเป็นว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้อียิปต์กลับแปรสภาพฟาร์มขนาดเล็กที่เพาะปลูกอาหารสำหรับการบริโภคในประเทศไปเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่เพาะปลูกพืชผลเพื่อการส่งออกแทน” เหตุการณ์ที่เกิดในอียิปต์ขณะนี้ เราอาจจะมองว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของคนสองฝ่าย มองว่าเป็นความล้มเหลวทางการเมืองของรัฐบาลจนนำไปสู่การก่อความวุ่นวายเดินขบวนประท้วงขับไล่รัฐบาล หรือภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ แถมยุคนี้ยังมีเทคโนโลยีโซเดียล มีเดีย เป็นตัวช่วยทั้งในด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การปลุกเร้าอารมณ์ร่วม และการนัดหมายระดมพลอีกด้ว ทว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งทีสำคัญเช่นกัน และอาจจะเป็นตัวปัญหาที่ยั่งยืนกว่าก็คือ “อาหาร” โดยเฉพาะราคาอาหาร ในปี 2011 New England Complex Systems Institute (NECSI) หน่วยงานวิจัยของนักวิชาการจากฮาเวิร์ดและเอ็มไอที ใช้ข้อมูลจากดัชนีราคาอาหารที่จัดทำโดยเอฟเอโอ (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) เผยแพร่รายงานชิ้นหนึ่งออกมาที่แสดงถึงสหสัมพันธ์ระหว่างราคาอาหารกับความไม่สงบในสังคมในปี 2008 และ 2011 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีราคาอาหารพุ่งลิ่วขึ้นไปเกินระดับ 210 จุด สองปีดังกล่าวรวมถึงก่อนหน้าและหลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมขึ้นมากมายหลายเกิดเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางและแอฟริกา รายงานชิ้นที่ว่านี้ทำนายล่วงหน้าไว้ด้วยว่าความไม่สงบทางสังคมของโลกจะเข้าสู่ระดับความเสี่ยงสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2013 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอียิปต์เวลานี้น่าจะเป็นคำตอบได้ดี แม้ว่าดัชนีราคาอาหารจะลดลงมาบ้างจากจุดสูงสุด แต่ระดับเฉลี่ยก็ยังคงเกิน 210 จุดที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่การปฏิวัติดอกมะลิในตูนีเซียแล้วเกิดความไม่สงบ การประท้วง ความวุ่นวายทางสังลุกลามไปในประเทศอื่นๆ จนมาถึงอียิปต์อีกครั้งขณะนี้ เมื่อคนสิ้นหวังเพราะไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ด้วยท้องที่หิวโหยและความคับข้องใจที่มี อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพียงมีเหตุการณ์อะไรมาสะกิดก็พร้อมจะลุกฮือเหมือนเชื้อเพลิงที่ขอให้มีไม้ขีดเพียงก้านเดียวมาจุดให้ติด อียิปต์เป็นประเทศเทศที่เปราะบางต่อราคาอาหาร […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

“จากการศึกษาชิ้นหนึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 25 ของปลาที่เสริฟกันตามร้านในนิวยอร์กไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในเมนู ในยุโรปโดยรวมจากการศึกษาพบว่าหนึ่งในสี่นถึงหนึ่งในสามของปลาที่ทดสอบไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในหีบห่อหรือเมนูเช่นเดียวกัน “ความจริงแล้วปลาอะไรก็น่าจะกินได้ เพียงแต่ว่าการกินปลาโดยที่คิดว่าเป็นชนิดหนึ่งแล้วมันกลับกลายเป็นชนิดอื่นๆ แถมเป็นชนิดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเข้าไปอีกน่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ค่อยได้” อึ้ง…สวมสิทธิ์ปลา ปลอมปลาถูกเป็นปลาแพง เรื่องราวเกี่ยวกับเนื้อม้าที่ปนเปื้อนอาหารในยุโรปเริ่มจางไปบ้าง แม้ยังไม่หมดไปเสียทีเดียวก็ตาม คราวนี้ก็มาต่อกันด้วยเรื่องปลากันอีกหน่อย เท่าที่เรารู้กันหรือการบริโภคปลาและอาหารทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งอาจจะมาจากหลายๆ สาเหตุ หนึ่งในเหตุนั้นก็มีเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และการเพิ่มสูงขึ้นนี้ จากตัวเลขขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหปรชาชาติ (FAO) หากเป็นเส้นกร๊าฟก็ขึ้นไปในลักษณะตั้งชันแลยทีเดียว ปรากฎว่าในยุโรปปัญหาที่เกิดขึ้นกับปลาคล้ายๆ กับเนื้อม้า นั่นคือ การนำเอาปลาราคาถูกๆ ไปแทนปลาราคาแพงๆ โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ มันคือการปลอมโดยไม่ได้ปน ยิ่งกว่านั้นปลาหลายชนิดที่ถูกเอามาปลอมยังเป็นปลาพันธุ์ใม่ที่ไม่เคยบริโภคกันมาก่อนอีกด้วย จากการตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ร้อยละ 7 ของปลาค็อคและปลาแฮดดอค ซึ่งเป็นปลาทอดในเมนูปลากับมันฝรั่งที่เป็นอาหารจานหลักสะท้อนความเป็นชาวบริติชนั้น ไม่ใช่ปลาค็อดหรือแฮดดอคจริงๆ แต่เป็นปลาราคาถูกกว่าที่เอามาใช้แทน ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ก็มีการศึกษาที่พบจากการสุ่มตัวอย่างร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปิร์มาร์เก็ต ในกรุงดับลินก็เป็นเช่นเดียวกัน นั่นคือ 1 ใน 4 ของปลาที่ติดฉลากว่าเป็นปลาค็อคหรือแฮดดอคกลับเป็นปลาชนิดอื่นโดยสิ้นเชิง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 25 ของปลาที่เสริฟกันตามร้านในนิวยอร์กไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในเมนู ในยุโรปโดยรวมจากการศึกษาพบว่าหนึ่งในสี่นถึงหนึ่งในสามของปลาที่ทดสอบไม่ใช่ปลาชนิดที่ระบุไว้ในหีบห่อหรือเมนูเช่นเดียวกัน ความจริงแล้วปลาอะไรก็น่าจะกินได้ เพียงแต่ว่าการกินปลาโดยที่คิดว่าเป็นชนิดหนึ่งแล้วมันกลับกลายเป็นชนิดอื่นๆ แถมเป็นชนิดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเข้าไปอีกน่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ค่อยได้ ในยุโรปปลาจำนวนมากเหล่านี้แช่แข็งนำเข้ามาจากจีนทางเครื่องบินไปลงที่แฟรงเฟิร์ต จากการทดสอบโดยยูโรฟิน ห้องแล็บใหญ่ในแฮมเบิร์กทั้งจากแฟรงเฟิร์ตและที่อื่นๆ ทั่วยุโรปพบว่ามีปลาหลายชนิดที่ไม่เคยอู่ในห่วงโซ่อาหารมาก่อน นักวิจัยเชื่อกันว่าการหลอกลวงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในขอบเขตใหญ่โตมโหฬาร […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

พืชจีเอ็มโอพาพัง

https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/523816_10152091975440324_2108446716_n.jpg

“แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  เวริตี้ ฟาร์ม (Verity Farms) ในเซาธ์ ดาโกต้า ซึ่งทดสอบการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองทั้งจีเอ็มโอและไม่จีเอ็มโอ ผลที่ออกมาเห็นชัด” พืชจีเอ็มโอพาพัง ทนแล้งน้อยกว่าไม่จีเอ็มโอ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือถ้าเรียกว่าภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศสุดโต่ง ทั่วโลกเต็มไปด้วยความแปรปรวน อย่างที่อเมริกาเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือภัยแล้งที่ว่ากันว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ผลของมันก็คือพืชผลเสียหายยับเยิน พืชผลหลักๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อราคาอาหาร เพราะสัตว์ที่เลี้ยงก็คือพืชพวกนี้ ตอนนี้มีข่าวว่า มอนซานโต้ บรรษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการเกษตร พัฒนาพืชสู้แล้งขึ้นมาอีก เป็นข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมที่ใช้ชื่อว่า ดรอจท์การ์ด (DroughtGard)  ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไร ปีหน้าอาจจะมีเกษตรกรนำไปปลูกกัน ลองฉายภาพกลับไปดูภัยแล้งที่เกิดขึ้นอีกนิด อย่างที่รู้กันว่า ข้าวโพด ถั่วเหลือง ที่ปลูกในอเมริกาส่วนใหญ่เป็นพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้มีความต้านทานยาฆ่าแมลง และสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งผลของมันเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้สารเคมีมากขึ้น เพราะวัชพืชพัฒนาภูมิต้านทานได้ กลายเป็นไอ้ที่เรียกกันว่าซูเปอร์วีด เมื่อเจอกับภัยแล้งหนักหน่วงปรากฎว่าราบเป็นหน้ากลองกันไป บรรษัทยักษ์ใหญ่ก็เลยคิดจะขายเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรมสู้แล้งกันอีก แต่ปรากฎว่าเมื่อเทียบกับข้าวโพดหรือถั่วเหลืองที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ พวกไม่ใช่จีเอ็มโอกลับทนทานต่อภัยแล้งได้มากกว่า มีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ที่  […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....

กล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ

https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s720x720/550957_10151795566645324_854738333_n.jpg

“เมื่อเดือนก่อนคนงานไร่กล้วยในละตินอเมริกาหลายร้อยคนร่วมกันฟ้องร้องบริษัท ผู้ปลูกกล้วยรายใหญ่ คือ ชิกิต้า แบรนด์ อินเทอร์เนชัแนล ,โดล และ ดาว เคมิคัล รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติอีกหลายบริษัทที่ให้พวกเขาต้องสัมผัสกับสารเคมี อันตรายซึ่งห้ามใช้ในสหรัฐ โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอย่างเพียงพอ ส่งผลให้พวกขาเป็นหมัน เป็นมะเร็ง และปัญหาสุขภาพตามมา” กล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ฉากหลังอันโหดร้าย อ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับกล้วยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ของมัน จากเว็บไซต์ onegreenplane.org ซึ่งสรุปผลกระทบไว้หลายแง่มุมที่น่าสนใจและสำคัญ เพราะจะว่าไปแล้วกล้วยนั้นเป็นอาหารที่คนกินมากที่สุดในโลก เผ็นผลไม้ที่คนอเมริกันกินมากที่สุด ในหลายๆ ประเทศกำลังกล้วยเป็นอาหารสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้คนไม่อดตายด้วยซ้ำ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือในการปลูกกล้วยเชิงพาณิชย์นั้น มีการใช้สารเคมีแบบเข้มข้น เพื่อจะรักษาสภาพของกล้วยให้ดูสวยงามดึงดูดผู้บริโภคตะวันตก อาจจะใช้หนักหน่วงกว่าเมื่อเทียบกับพืชผลอื่นๆ โดยทั่วไป ถึงแม้ว่าการใช้สารเคมีอาจจะไม่มีผลต่อผู้บริโภคมากนักเพราะกล้วยมีเปลือกหนา เวลาคนกินก็ปอกเปลือกออกก่อน ทว่าสำหรับคนงานในไร่กล้วย รวมถึงผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงแล้วมันอันตรายหลายอย่าง สารเคมีตัวหนึ่งที่ใช้กันคือ Dibromochloropropane (DBCP) ซึ่งกรมวิชาการกษตรบ้านเราก็จัดเป็นสารอันตรายและให้รายละเอียดไว้ว่า ถ้าหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุเมือกจมูก และทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ไอ หายใจติดขัด เจ็บคอ อ่อนเพลีย การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง สารนี้ดูดซึมผ่านผิวหนัง เป็นผื่นแดง หากกลืนหรือกินเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคือง รบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน […]

Share on Facebook

อ่านต่อ.....