บันทึกจากญี่ปุ่น
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓
ระบายอารมณ์
เมื่อคืนตอกเหล้าขาวเข้าไปจนเกือบตีสองถึงได้นอน ตื่นมาแต่เช้าตรู่ แต่เหมือนไม่ตื่น เพราะยังนอนต่อไปเรื่อยๆ หลับๆตื่นๆ จนเก้าโมงครึ่งตัดอกตัดใจ มาอาบน้ำอาบท่า ขึ้นซับเวย์มาที่ทำงาน มาถึงสิบเอ็ดโมง
แล้วก็เป็นไปตามคาด ท่านอูชิยามะซัง ถามว่าพ่อจอมชี้บอกว่าไม่รู้คุณไปไหน บอกให้โทรศัพท์มาก็ไม่โทร เที่ยวนี้เล่นกันต่อหน้าเลย ด้วยเสียงเครียดๆ
น้าก็บอกว่าบอกไปแล้ว ว่าถ้าไม่มาก็แปลว่าไปไง อูชิยามะซังเลยหันไปถามทากากิซังว่าอ้าวยังไงกันแน่ พ่อจอมชี้ก็ยิ้มแหยๆ ตอบว่าบอกน้าให้โทรมาตอนเช้าหรือไม่ก็ไปถึงแล้วโทรมา
อูชิยามะซังเลยสรุปว่าคงเพราะพูดกันไม่เข้าใจ นึกว่าไปไหนไม่มีใครรู้ อย่างไรก็แล้วแต่ต่อไปเอางี้ไปไหนก็ให้โทรเข้ามาทุกวันละกัน
เออ...หมดเลยตู "ฟรีวิล" ล่มสลาย
เข้าใจน่ะเข้าใจว่าชีวิตเราเขาต้องคอยดูแลรับผิดชอบ
แต่มันอดไม่ได้ อดรู้สึกไม่ได้ ไปไหนมาไหนไม่เคยบอกใครมาตั้งแต่จำความได้นั่นแหละ มันเลยติดนิสัยไม่เห็นความจำเป็น แถมเดี๋ยวนี้มันก็โต..แก่แล้ว อายุเข้าไปตั้ง ๔๒ แล้ว ต้องคอยรายงานใครต่อใครนี่มันทำไม่ค่อยเป็น
เฮ้อ..ให้มันได้อย่างนี้สิน่า
อีกอย่างน้ามันคนไม่ชอบโทรศัพท์ และความจริงเช้าวันพฤหัสก็โทรเข้าไปแล้ว แต่มันดันไม่มีคนรับเอง บอกอูชิยามะซังไปว่าความจริงก็โทรมานะตอนเช้า...เหลือบไปเห็นหน้าเลขาฯอูเอโนะซังเข้าก็เลยร่นเวลาให้มันเช้าหน่อย บอกว่าโทรมาตอนสิบโมง จะได้ไม่มีการพาดพิงถึงใครอีก
ที่จริงโทรสามทีตอนสิบโมง สิบโมงสิบ กับ สิบโมงเกือบครึ่ง ไม่มีคนรับสาย
ไม่แน่นะ คนบ้าๆบอๆอย่างน้า อาจจะมานั่งไม่มีอะไรทำที่ออฟฟิศทุกวัน แทนที่จะไปไหนต่อไหน
จะได้ไม่ต้องโทรศัพท์รายงานตัว
ไม่ชอบน่ะ
ได้ระบายแล้ว ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย หันกลับมาทำงานต่อ เขียนคอลัมน์ส่งประชาชาติ ระหว่างนั้นก็ให้บริการที่ปรึกษาการแปลกับเชอรี่โต๊ะต่างประเทศ และรวมถึงท่านอื่นๆอีกบางท่านในเรื่องอื่น
สักพัก คาโนะซังก็เข้ามากับคุณโสรดา (ถ้าสะกดชื่อเธอเป็นไทยไม่ผิดน่ะนะ) ตอนนี้ทำงานอยู่มูลนิธิการศึกษาทางไกลที่เมืองไทย มาทำญี่ปุ่นทำไมเพื่ออะไรไม่รู้ เพราะยังไม่ได้คุยกัน มันไม่มีเวลา ตามสไตล์คาโนะซังนั่นแหละ พดไม่หยุดเป็นภาษาญี่ปุ่น
คนไทยสองคนก็นั่งหน้าเป๋อเหรอ ให้เขาคุยกันเรื่องโปรแกรมที่คาโนะซังจะพาไปมิชิโนะ เอกิอีกแห่งหนึ่งวันพฤหัสนี้แหละ อยู่ที่เมืองนาไก ,ยามากาตะ พรีเฟคเจอร์ ขึ้นไปทางเหนือของโตเกียวราวๆเกือบสี่ร้อยกิโลเมตร
เอาไว้ไปแล้วค่อยมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันรวดเดียวจบ
หลังจากจัดโปรแกรมกันเสร็จ โดยคนเป็นเป้าหมายคือน้ากับคุณโสรดาที่จะรับเชิญไปดู ไม่มีส่วนร่วมและส่วนเลือกอะไร คาโนะซังก็เกริ่นโครงการเกี่ยวกับควายของคุณโสรดาให้ฟัง
เธอบอกว่าเธอชอบความไม่รู้เพราะอะไร แล้วเล่าว่าในเมืองไทยสมัยก่อนน่ะ ก่อนจะให้ควายไถนาต้องเล่นหรือร้องเพลงให้มันฟัง มันจะได้ว่าง่าย
เออ ไอ้นี่น้าก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน รู้แต่ว่าควายก็เหมือนลูกเต้าของชาวนา แต่ละตัวนิสัยก็ไม่เหมือนกัน วิธีเลี้ยงวิธีจัดการแตกต่างกัน
ทีนี้เมืองไทยเนี่ยนับวันควายร่อยหรอ เพราะคนหันมาใช้แทรกเตอร์ มีส่วนหนึ่งที่ยังเลี้ยงแล้วเอาไปขายโรงฆ่าสัตว์ แล้วก็มีคนไปซื้อควายเหมือนกับการซื้อชีวิตมา อะไรแบบนี้
เธอมีที่ของเธออยู่ ๕๐ ไร่ในเชียงใหม่ เป็นที่ซึ่งเอาดินไปให้เพื่อนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตรวจดูแล้วบอกว่าเป็นดินเลว ทำอะไรไม่ได้ โครงการของเธอก็คือฟื้นฟูดินขึ้นมาให้ได้ภายในสิบปี เอาต้นไม้ใหญ่มาปลูกเรียกความชุ่มชื้นและปุ๋ย และเอาควายมาเลี้ยงสักสองสามตัว อาศัยขี้ควายไปด้วย
แล้วต่อไปก็จะปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ
เธอบอกว่าในทางธุรกิจมันคงเป็นไปได้ยาก แต่จะทำ ตอนนี้มีคนมาแบ่งเช่าที่เพื่อปลูกดอกไม้ โดยสัญญาว่าจะช่วยดูแลต้นไม้และควายให้เธอด้วย
เออ...ดีแฮะ
แล้วบอกว่า โครงการนี้ท่านแม่ไม่สนับสนุน แต่จะทำ บอกไม่หนุนก็ไม่หนุน เอาเงินมาก็แล้วกัน
คนแบบนี้ ถูกสเปค
ทำอะไรที่คนเขาว่าเป็นไปไม่ได้ซะมั่ง สำเร็จไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ได้ทำ เหมือนอิคารัสทำปีกบินไปหาพระอาทิตย์นั่นยังไง พอใกล้พระอาทิตย์ กาวที่ปีกก็ละลาย....ก็ตกลงมาตายสิครับ
แต่อย่างน้อยก็ได้ทำอย่างที่ตั้งใจจะทำ
และความจริง ไอ้การฟิ้นฟูดินขึ้นมาใหม่นี้ มีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในเมืองไทยไม่น้อย น้าพอมีช่องทางที่จะแนะนำเธอให้ไปพบคนพาไปดูได้อยู่หรอก เดี๋ยวเอาไว้เจอกันคราวหน้าแล้วคงคุยเรื่องนี้กันยาวหน่อย คงจะนัดกินข้าวสักมื้อ
เธอชวนน้าเอาไว้..น้าไม่ได้เป็นคนชวนเธอ
แต่ถึงไม่ได้กินข้าวกันยังไงก็ไปยามากาตะ พรีเฟคเจอร์ก็ไปด้วยกันอยู่ดี
เขาคุยอะไรกันเสร็จ น้าก็มานั่งออนไลน์ต่อ เปิดไอซีคิวค้างเอาไว้ เขียนบทความต่อจนเสร็จแล้วส่ง เป็นอันจบสิ้น เข้าไปค้นข้อมูลเกี่ยวสถานที่ที่จะไป
โอ้โหย....อันนี้เลียนแบบวิธีอุทานของคุณปรายเขา โอ้โหย ปรากฏว่าน่าจะอยู่ต่ออีกสักวันสองวันจริง ๆ
ไม่รู้ว่าคืนนี้ "คุณโอ้โหย ปรากฎว่า" จะโผล่มาหรือเปล่า ถ้ามาจะมาเล่าให้ฟังต่อ
สองวันนี้ต้องลุยต้นฉบับล่วงหน้าไว้อีก เพราะไปยามากาตะกลับมา ศุกร์ต่อไปก็ต้องไปโอกินาว่าอีก
ดึกหน่อย อี-แฟมิลี เข้ามาคุยด้วย แต่คุณโอ้โหยไม่มาคุย สั่งเสียเรื่องการยัดตลับเกมกับเจ้าน้ำว่าอย่ายัดผิดข้างเดี๋ยวหัก ปรากฏว่าเขารู้แล้ว พ่อเองต่างหากที่เชย
บ่นเรื่องที่ทำงานให้แม่ก้อยเขาฟังเสียหน่อยจนเน็ตหลุดไปสองสามที ค่อยยังชั่ว
ก็บ่นเรื่องการดูงานที่มันประหลาดๆนี่แหละ
นั่งดูมันแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเราไปเรื่อยๆ
ขอบ่น