บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๓

ถ้าเราจะนัดพบกัน
...เมื่อตะวันลับไม้

ครวญเพลงรุ่นคุณปู่มาเลย เพราะวันนี้มีนัดตอนหกโมงเย็น เป็นวันเสาร์ซึ่งออกจะไร้ค่าไปหน่อย ฝนฟ้าไม่อำนวยเลยไม่ได้ไปดูภาพเขียนของปิกัสโซ่ นั่งมันอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ ทำโฮมเพจแก้เซ็งไปเรื่อยๆ นอนเอาแรงไปหนึ่งยกตอนกลางวัน แล้วตื่นมานั่งทำต่อ

พื้นหลังสีดำดูน่ากลัวไม่เข้าบรรยากาศ เอาไว้เปลี่ยนใหม่แบบมีเซอร์ไพรส์แล้วจะโฆษณาป่าวร้องอีกครั้ง

ตอนบ่ายกินบะหมี่ต้มยำกึ่งสำเร็จรูปไปค่อนกล่อง เป็นของญี่ปุ่นนี่แหละ อาจจะมาจากเมืองไทยก็ได้ แต่มันไม่มีเขียนบอกไว้เป็นภาษาอื่นนอกจากญี่ปุ่น อร่อย แต่ไม่ดีตรงที่ มันอืดเร็ว เลยมีน้ำร้อนๆให้ซดน้อยเกินไป

กลายเป็นคล้ายๆบะหมี่กวนไปเสียนี่

ราวๆ ห้าโมงเย็นก็เลิกรา ลงไปอาบน้ำแตงตัวออกจากหอห้าโมงครึ่ง จุดหมายปลายทางคือ อิชิคาวะ เอกิ

ขึ้นซับเวย์ไปราวๆ สี่สถานี แล้วไปเปลี่ยนเป็นรถไฟ มองหาสายชูโอะ ไลน์ ไม่เจอ ไม่เหมือนที่ดูจากแผนที่เลย คราวนี้เลยต้องใช้ดูป้ายเอาว่าจะขึ้นสายไหน ชานชลาไหน

ตกลงกลายเป็น โซบุ ไลน์ ไม่เป็นไรให้มันพาไปสถานี อิชิคาวะได้ก็แล้วกัน

นั่งไปแค่สามสถานีก็ถึง ไปถึงก่อนหกโมงเย็นประมาณ ห้านาที พยายามจะนึกใบหน้าคู่นัด คิดว่าจะได้นะ พอหยอดตั๋วออกไปก็เจอคนมายืนรออยู่ ๕ คน หน้าไม่คุ้นเลย แถมยังพูดภาษาญี่ปุ่นกันใหญ่ ก็เลยเดินเลี่ยงๆไป

บางทีก็เข้าไปเหล่ๆ เผื่อมันจะใช่ ไม่น่าใช่แฮะ

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ชักสงสัย นี่มันผิดสถานีหรือเปล่า เพราะเรานั่งรถไฟคนละสายกับที่ดูในแผนที่ เข้าไปดูแผนที่ที่สถานีเขาติดไว้ เออ มันก็ไม่มีสถานีหรือรถไฟสายอื่นมาผ่านแถวนี้นี่นา

เดินไปเดินมาเกือบหกโมงยี่สิบ กำลังคิดว่าลองกลับเข้าไปในชานชลาแล้วลองนั่งกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งดีไหม หันไปหันมา เห็นคนเดินมา นั่นไงใช่แล้ว คู่นัดเรา

นี่ไม่ถึงกับเป็นนัดบอดเสียทีเดียว เพราะน้าเคยเห็นรูปของเธอมาก่อนแล้ว เธอก็เคยเห็นรูปน้าเช่นกัน เราเป็นพวกกลุ่มไทยเมล์ ร่างสูงเหมือนเสาไฟฟ้า หน้าตาบ้องแบ๊ว

เธอชื่อฮุ้ย เป็นผู้ชายนะครับ มาเรียนที่ญี่ปุ่น จบแล้วก็เลยทำงานต่ออยู่ที่นี่ เป็นพวกนักคอมพิวเตอร์มือฉกาจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งและดูแลกลุ่มไทยเมล์ รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตมานาน ขอความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เธอมาตลอดเวลาเหมือนกัน

ยืนคุยกันอยู่สักพักเพื่อรอพรรคพวกมาสมทบ หนึ่งในสี่นั้นชื่อพังค์ เป็นนักเรียนวิศวะที่นี่ เตร่ๆ อยู่ในกลุ่มไทยเมล์เหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นคนที่เคยรู้จักกันสมัยเล่นบีบีเอสมาก่อน

ส่วนอีกสามคนเป็นสาวๆหมอฟันจากจุฬาฯ มาเรียนต่อกันที่นี่ ชื่อ อุ้ย .น้อง และ ณี

พอมากันครบก็นั่งรถบัสต่อไปร้านอาหารเนื้อย่างเกาหลี

ร้านนี้คงอร่อย คนแน่นเอียดเชียว ต้องไปลงชื่อต่อคิวกันยาว ร้านอาหารในญี่ปุ่นมักจะเป็นแบบนี้ ต้องต่อคิวกันจนกว่าจะว่าง พวกเราจองมาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พอไปถึงคิวก็ยังยาว ต้องออกมาเดินเล่นอยู่เกือบชั่วโมง แล้วเข้าไปรอต่อในร้านอีกครึ่งชั่วโมงถึงมีโต๊ะว่าง

เนื้อย่างเกาหลีร้านนี้ จะว่าไปแล้วอร่อยจริงสมกับการรอคอย นั่งกินกันไปคุยกันไปสนุกสนาน แม้น้าจะพูดน้อยไปนิด แต่ก็ไม่ถึงกับทำบรรยากาศเสีย

เขาผลัดกันคุยเรื่องราวในญี่ปุ่นให้ฟัง บางเรื่องก็หัวเราะแทบสำลัก อย่างเช่นเรื่องคนไทยในญี่ปุ่น ที่เป็นหอกระจายข่าว พังค์บอกว่ามีเพื่อนอยู่คน มีอะไรรู้หมดรู้ก่อน แต่คนนี้ยังถือเป็นภาคพื้นดิน ต้องอีกคนอันนั้นเป็นภาคซีเอ็นเอ็น

น้องณี สงสัยว่า เอ...แล้วกับคนที่ไม่สนิทกันเขาไปเล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟังได้อย่างไรด้วยวิธีไหน

คุณน้อง อธิบายว่า แบบนี้ไงพอเจอหน้ากันก็ยิงคำถามเลย ...นี่ๆ รู้เรื่องนี้หรือยัง พังค์สำทับว่า เออใช่ ประโยคเริ่มต้นแบบนี้แหละ พอไม่รู้ก็จะได้รู้ทันที

ได้ความรู้เรื่องไอโหมดมาอีกอย่าง พังค์บอกว่าเดี๋ยวนี้บางโรงเรียนในญี่ปุ่น นักเรียนใช้ไอโหมดเช็คตารางสอนกันเลยนะ สมัยก่อนเขาสามารถเช็คทางอินเทอร์เน็ตปกติได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือกันเยอะ โรงเรียนทำ
โฮมเพจภาคมือถือไว้บริการอีก

แล้วยังเล่าต่อถึงเรื่องอาจารย์ในญี่ปุ่นที่ค่อนข้างโหด อาจารย์มหาลัยพวกที่ปรึกษาหรือติวเตอร์อะไรพวกนี้ เขาบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง นักศึกษาเข้าห้องไปสักเดี๋ยวได้ยินเสียงแก้วดังเพล้ง

เลขาฯหน้าห้องบอกว่าเดือนนี้แก้วที่สามแล้ว

เป็นบ้านเราอาจจะเจอปากลับไปก็ได้ แต่คงไม่เกิดหรอกเพราะสังคมไทยมันอีกแบบ ไม่ใช่แบบนี้

ใครคิดมาเรียนญี่ปุ่นต้องสวดภาวนาให้เจออาจารย์ใจดีเข้าไว้ละกัน

กินเนื้อย่างไปเรื่อยๆ โดยมีสองสาวช่วยกันย่างแล้วคีบใส่จานให้ จานน้านี่ มันมีคาจานอย่ตลอด คนย่างก็งง น้าไม่กินมั่งหรือไง

กินซีครับ แต่กินน้อย นี่ไม่ได้มีอัลกอฮอล์เลยนะ ถ้ามีอาจจะกินน้อยกว่านี้อีก

หกคนสั่งมาสองชุด แล้วสั่งเพิ่มอีกชุด ชุดหลังนี่พอกินเข้าไปกันไม่ถึงครึ่ง ชักอิ่ม

น้าน่ะจอดตั้งแต่สองชุดแรกยังไม่หมดแล้ว

น้องณีบอกว่า ปกติกินเยอะกว่านี้นะ เพราะวันนี้น้าเล่นอิ่มก่อน เขาก็เลยพลอยอิ่มไปด้วย แต่ก็กินกันจนหมด เหลือเฉพาะ ซุปหนึ่งหม้อ (หม้อญี่ปุ่นนี่หมายถึง ชามไม้ใหญ่ๆน่ะ)

ตบท้ายด้วยไอศกรีมคนละสองลูกตอนสี่ทุ่ม

จ่ายเงินเสร็จสรรพก็เดินมาขึ้นรสบัสกลับ

น้องๆไปส่งน้าขึ้นรถไฟกลับ จะออกเงินค่าอาหารเขาไม่ยอม บอกว่าน้ากินน้อย แล้วก็น้ามาทั้งทีเลี้ยงได้ ที่จริงก็ไม่แพงนักเฉลี่ยแล้วน่าจะราวๆคนละเจ็ดแปดร้อยบาท

มีอยู่เรื่องหนึ่งในโต๊ะอาหารที่เป็นความรู้ใหม่ น้องบอกว่าไม่กี่วันมานี้ไปงานแต่งงาน จ่ายไปเจ็ดพันเยน ของกินก็มีนิดเดียว ตอนแรกว่าจะไม่ไป แต่พี่อีกคนบอกว่าไม่ไปก็ต้องจ่าย เพราะลงชื่อไปแล้ว

ณีถามว่าสนิทกันเหรอ น้องบอกว่าเปล่า ก็เราไม่รู้ เขาเอากระดาษมาบอกราคาเสร็จสรรพ ก็ตกลง แต่ถึงวันแล้วไม่อยากไปขึ้นมา พี่เขาบอกว่าไม่ไปก็ต้องจ่าย

อ้อ งานแต่งงานแบบญี่ปุ่นเป็นแบบนี้นี่เอง

เขาบอกว่าถ้าไม่ไปก็บอกไปเลยว่าไม่ไปตั้งแต่แรกที่ถูกชวน

หลังจากถ่ายรูปและโบกมือลาราวสี่ทุ่มครึ่งเศษๆ น้าก็ขึ้นมารอที่ชานชลา นั่งไปต่อโตไซ ไลน์ อีตอนนี้แหละแปลกๆมาอีกแล้ว มันมีสามชานชลาที่ป้ายบอกว่ากลับบ้านได้

ไปรอๆ ดูตารางเวลา ทำไมรอแล้วมันก็ไม่มา เสียที

จนอีกด้านหนึ่งคนขึ้นคนลงกันไปสองเที่ยว เหลือน้ากับสาวๆคนหนึ่งยืนรออยู่

พนักงานรถไฟเขาเดินมาถามน้าว่าจะไปไหน ถามเป็นภาษาญี่ปุ่นน่ะนะ น้านึกอยู่สักแป๊บก็บอกสถานีเขาไป เขาชี้บอกโน่นข้ามไปฝั่งโน้นเลย

ขอบคุณเขา แล้วก็เดินขึ้นบันไดข้ามมา

นี่ไม่ใช่เรื่องเบ๊อะบ๊ะหรอกน่า....อาจจะเพราะเขาเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ได้เปลี่ยนป้ายบอกไว้ หรือเปลึ่ยนแต่เป็นภาษาญี่ปุ่น หรือ อาจจะพอดึกแล้ว จำนวนชานชลาก็จะลดลง

เท่าที่สังเกตุ เห็นสาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง หลงไปยืนแบบน้าเหมือนกัน สุดท้ายเธอก็เข้ามา แต่เข้ามาในขบวนเดียวกับน้าไม่ทัน

น้าไม่เบ๊อะหรอกน่า งานนี้

กลับมาถึงหอ นั่งออนไลน์ สักพักฮุ้ยก็เข้ามา ส่งรูปมาให้ยิงรวดเดียวห้ารูป รออย่างทรมาน เพราะท้องอืดมาก

พอรับรูปเสร็จ บอกฮุ้ยว่า ไม่ไหวแล้วต้องไปนอน ท้องอืดแทบตาย

ฮุ้ยตอบกลับมาว่า ผมก็เหมือนกัน ..กินเยอะเกินไป

วันต่อไป

วันวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก