บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๑๑ เมษายน ๒๕๔๓

ภูเขาไฟยูซุ (๑)

ตื่นจากที่นอนตั้งแต่ตีห้า นอนอ้อยอิ่ง
ต่ออีกสิบห้านาที ก็ลงไปอาบน้ำ แต่งตัว สะพายเป้กับกระเป๋า ลงมาข้างล่างตอน
เกือบหกโมงเช้า วันนี้เบรกฟัดไม่ทัน แม่บ้านทำยังไม่เสร็จ กำลังใส่รองเท้า
เตรียมออกจากหอ คุณลงผู้จัดการก็เข้ามาทักทาย คงสงสัยวันนี้ทำไมมันออกเร็วจัด

	ลุงแกพูดอะไรฟังไม่ค่อยรู้เรืองหรอก ภาษาญี่ปุ่นของคนแก่ๆ 
เห็นว่าเป็นอีกแบบหนึ่ง มีศัพท์ยากๆอีกเยอะ ยังไงก็ตาม น้าบอกแกเป็น
ภาษาญี่ปุ่นไปว่าวันนี้จะเป็นฮอกไกโด ไปดูภูเขาไฟยูซุ ท่าทางแกทำตา
โตดีพิลึก

	ขอท้าวความหน่อย สาเหตุที่ไปดูภูเขาไฟยูซุ ก็เพราะมันระเบิด(เล็กๆ) 
 อาทิตย์แรกต้นเดือนมีนาคมที่น้าเพิ่งมาถึงน่ะ มันส่งสัญญาณเตือนก่อนแล้วด้วยการ
ทำให้แผ่นดินไหว หลังจากนั้นก็มีข่าวภูเขาไฟยูซุทุกวัน มาเรื่อยๆ  

	น้าไม่ได้ตามหรอก เพราะที่ว่าทุกวันนั้น มันอยู่ในหนังสือพิมพ์ภาษา
ญี่ปุ่น  อ่านไม่ออก

	แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ออนไลน์ไอซีคิวกับน้าอ๊อด คุยโน่นคุยนี่ ขอคำปรึกษา
น้าเขาหลายเรื่อง

	น้าอ๊อดคงความเป็นเสนาธิการมาดขรึมไว้ได้เหมือนเดิม นอกจากคำ
แนะนำหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แล้ว น้าอ๊อดยังบอกด้วยว่าไปดูภูเขาไฟระเบิดสิ 

	เออเข้าท่าแฮะ ไม่ได้นึกมาก่อน หลังจากวันนั้น...อยู่มาอีกวันหนึ่งอูชิยามะซัง
มาคุยเรื่องแผนการดูงานของน้า  ก็เลยถามไปว่าเป็นไปได้ไหมที่ไปดูยูซุ  เฮียแกบอกได้ 
แล้วจะประสานงานให้  ไม่กี่ชั่วโมงแกก็มาบอกว่าไแอาทิตย์นี้นะ เดี๋ยวรายละเอียดว่า
กันทีหลัง

	นี่คือที่มาครับ

	ต่อก็แล้วกันนะ...หลังจากคุยกับลุงผู้จัดการหอก็รีบใส่รองเท้าออก
มาที่สถานีรถไฟ รอสักสิบนาทีทากากิซังก็มา นั่งรถไฟไปต่อโมโนเรลที่โตเกียว
สเตชั่นเพื่อไปสนามบิน 

	โมโนเรล หรือ รถไฟรางเดียวนี่หวังคงรู้จักนะพ่อแม่พี่น้อง ใครไม่รู้จัก
ไปแอบดูที่แดนเนรมิตรก็ได้ ไม่รู้เขารื้อทิ้งไปหรือยัง  รางเดียวลอยฟ้าซะด้วย  
ถ้าไม่ดูรางมัน ก็เหมือนรถไฟลอยฟ้าในบ้านเรานั่นแหละ แยกไม่ออก 

	ราวยี่สิบนาทีถึงสนามบินในประเทศ  ฮาเนดะ ขึ้นสายออลนิปปอนไป
ลงที่สนามบินซัปโปโร่ เกาะฮอกไกโดใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ที่สนามบินมองจาก
หน้าต่างเครื่องิบนออกไป สองข้างทาง หิมะเป็นเทือกเลย แสม้จะไม่ถึงกับขาวโพลน
ไปหมดก็ตาม อุณหภูมิข้างนอกเขาบอกว่าสององศา

	แต่ไม่กระเทือนผิวน้าหรอก

	เพราะไม่ได้ออกไปข้างนอกน่ะสิครับ

	 ลงจากเครื่องบินก็ไปต่อรถไฟด่วนอีกชั่วโมงกว่าๆ หิมะค่อยๆ
จางหายไปเรื่อย จนถึงสถานีอะไรก็ไม่รู้ ขึ้นแท็กซี่ต่ออีกไปจนถึงดาเตะ ซิตี้ 
ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของย่านนี้  มีแต่ขี้หิมะแล้วเมืองนี้  เป็นเศษๆหิมะสกปรก
ที่ยังหลงค้างอยู่บ้าง 

	 เข้าไปในโรงแรมที่หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุนเช่าไว้เป็นศูนย์บัญชาการ
 เพื่อประสานงาน 

	จากนั้นก็ขึ้นแท็กซี่จากโรงแรมเพื่อจะไปส่องภูเขาไฟอูซุ 
 รถวิ่งขึ้นเขาอ้อมทะเลสาปเพื่อจะไปอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นยอดเขา เป็นจุด
ซึ่งพวกช่างภาพหนังสือพิมพ์ ทีวี ไปตั้งกล้องถ่ายรูปกัน 

	บนนี้หนาวเยือกเลย มีแต่หิมะเต็มไปหมด 

	ไม่ได้ทำอะไรนอกจากถ่ายรูปและถ่ายรูป ดูไปก็งั้นๆ เพราะ
มันไกล เห็นควันสีขาวพ่นออกมาจากปล่องและรอยแยกของภูเขาอูซุ  ถ่ายไปได้สักพัก 
ทากากิซังก็หิว ล่อข้าวกล่องบนรถไฟไม่อิ่มมั้ง ขอเข้าไปกินบะหมี่ต่อในสถานีบริการ
ท่องเที่ยวอีกสักพัก น้าก็ตามเข้าไปดูเพราะอากาศมันหนาวมากจริงๆ 

	โอ้โฮ บะหมี่ชามใหญ่เบ้อเร่อ คงแบบนี้มั้งที่อูชิยามะเล่าให้ฟัง 
ไม่น่าเรียกชามหรอก เรียกกะละมังเหมาะกว่ากันเยอะเลย   กินเข้าไปได้ไง
ไม่รู้คนพวกนี้

	วันนี้เดินทางกับทากากิซัง เริ่มเห็นอะไรประหลาดของแก 
ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางแล้ว วันก่อนเล่าเรื่องแกเป็นนักเขียนอะไรบนกระดาษไปแล้ว

	เที่ยวนี้มาชิมเรื่องอื่นกันบ้าง  เริ่มแรกเลย ตั้งแต่ขึ้นซับเวย์เมื่อเช้า 
แกเป็นนักแย่งที่นั่งตัวยงแฮะ พอว่างปั๊บเสียบปุ๊บอย่างรวดเร็ว แล้วก็ไม่ทำอะไร
นอกจากอ่านหนังสือ  อ่านมาตั้งแต่ตอนยืนแล้ว

	ตอนไปถึงสนามบินฮาเนดะ มีเวลาเหลือก่อนเช้คอิน ต้องกินข้าว
เช้ากันนิดหน่อย เพราะต่างคนต่างไม่ได้กินมา พี่เขาก็ถามอยู่นั่นแล้ว กิน
อาหารญี่ปุ่นได้ไหม  โธ่ บอกไปกี่ครั้งแล้ว แล้วนี่ก็อยู่มาเดือนกว่าแล้ว ทำ
ไมไม่จำใส่กะโหลกเอาไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องมาถามประโยคที่ไม่จำเป็น

	ตกลงสุดท้ายพี่เขาเลือกร้านแปลกๆ ยังกับร้านกาแฟ มีแซนวิชด้วย
 น้าก็เลยเล่นแซนวิช  ปล่อยให้ทากากิซังโซ้ยข้าวแกงมัสมั่นไป  

	ตอนที่กินข้าวกล่างวันมื้อนี้ก็คุยเรื่องครอบครัวกันไปด้วย อยู๋ที่ไหนมี
ลูกกี่คน อายุเท่าไหร่  ข้อมูลพื้นๆน่ะ เพื่อทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น

	หลังกลับจากไปส่องภูเขาไฟอูซุ  ก็ไปอีกเมืองอะไรก็ไม่รู้ 
ไปดูศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่เขาออพยพชาวบ้านมาไว้ที่นี่  เข้าไปดูทั่วๆไป 
 ทากากิ ซัง ดึงเด็กๆมาสัมภาษณ์ ทั้งหมดได้สามคน

	แต่มันเล่นสัมถาษณ์ไงไม่รู้  ชักแปลกๆ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้
น้าถามมั่งเลยฟะ ขนาดบางทีขัดจังหวะให้แปลให้มันก็แปลสั้นๆประโยคสอง
ประโยค แล้วหันไปร่ายต่ออีก	

	จากศูนย์นี้ก็ย้อนกลับมาดาเตะซิตี้  ไปที่สำนักงานเมืองเลย 
ที่นั่นเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของรัฐบาล มีคนมากมายเยอะแยะ นักข่าวก็
เป็นร้อยแล้วยังมีพวกเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ทหาร และเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน
วางแผนที่ดินแห่งชาติอีก 

	เห็นบรรยากาศแล้วก็นึกถึงเวลามีงานข่าวใหญ่ๆในบ้านเรา
เหมือนกัน

	เพียงแต่ว่าเท่าที่ดูหน่วยงานทางการอย่างสำนักงานเมืองนี่
เขาอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่ให้สื่อมวลชนดีมากเลย ทำได้ยังไงไม่รู้  

	มาที่นี่รอเขาแถลงูนักข่าวขวักไขว่ไปด้วย ได้เวลาแถลงข่าว 
รู้สึกว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหรืออะไรทำนองนี้ที่แถลง ทากากิซัง
มุดไปโน่นอีกฟากหนึ่งของห้องประชุม

	ปล่อยให้น้าหง่าวอยู่คนเดียวอีกฟาก 

	ตลอดเวลาก็จะซอกแซกไปโน่นมานี่  แล้วทิ้งน้าไว้ แบบนี้ประจำ 

	เท่ซะไม่มี  

	ราวๆยี่สิบนาทีแถลงข่าวเสร็จ แกยังไปจ่อถามเขาต่ออีกแบบนัก
ข่าวเจาะทั้งหลายนั่นแหละ 

	เสร็จจากนี้ทั้งหมด ทากากิซัง สรุปให้ประโยคเศษๆว่าเขาจะให้
ชาวบ้านบางพื้นที่กลับไปเยี่ยมบ้านได้ชั่วคราว ไปเช้าเย็นกลับ แค่เนียะแถลง
ข่าวตั้งนาน สรุปได้แค่เนียะ ส่วนที่คุยกับเด็กที่ศูนย์สามคน พี่เขาสรุปมาให้
คนเดียวสั้นๆ ว่าเด็กรู้สึกไม่ดีนอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีความเป็นส่วนตัว

	เอากะพี่เขาสิ  ตกลงว่าพี่เขามาทำข่าว แล้วน้าตามเขามาดูหรือยังไง
กันเนี่ย ชักงง 

	แต่ถ้าพี่ทำข่าวแล้วได้แค่นี้  ท่าทางจะไม่ไหวแน่แฮะ 

	ดูจากสไตล์แล้ว ทากากิซังนี่ เป็นนักข่าวประเภทขยันนะ
 ซอกแซกไปเสียทุกอย่าง กระดาษอะไรแปะๆไว้พี่เขาดูหมด จดแหลก 
นึกจะถามใครก็ไม่รั้งรอ คว้าแขนมาถามเลยด้วยซ้ำ 

	แต่ถามอะไร ถามทำไม เข้าใจว่าพี่เขาไม่ทันคิดแหงๆ  

	เพราะถ้าแถลงข่าวครึ่งชั่วโมง มีการซักถามจากนักข่าวอื่นๆ
อีกเยอะ แถมยังตามไปเจาะสัมภาษณ์แบบนั้น มันควรจะต้องได้อะไรมากกว่า
ที่เขาเขียนมาส่งให้ตอนกลับมาถึงโรงแรม

	โรงแรมที่พักอยู่นี้ อยู่อีกเมืองห่างจากดาเตะ ซิตี้ ชื่อ  มูรังโร 
ค่อนข้างเงียบสงบมาก 

	หลังจากให้พี่เขาอาบน้ำอาบท่าเสร็จ แต่น้าไม่อาบ แหมภาคเย็น
ใครเขาอาบกัน เสียเวลา ก็เดินไปร้านเหล้าที่เขาเรียกว่าเทริยากิ  ไอ้พวกเสียบ
ไม้ปิ้งนั่นแหละ เขาเรียกเทริยากิ  หรือ จะเรียกบาบีคิวญี่ปุ่นก็ได้  

	มันถามอีกแล้ว กินได้ไหม  บอกไปหลายครั้งมากแล้วนะว่ากินอาหาร
ญี่ปุ่นได้ทุกอย่าง  ดิบ ไม่ดิบ มาเถอะ ได้หมด ถั่วเน่าของเอ็งข้าก็กินได้สบายๆ
 รำคาญไยมันเท่านั้นเองชอบติดปาก

	กินหมูปิ้ง ไก่ปิ้ง เครื่องในปิ้งกันไป ซดสาเกกันไป 

	ทากากิซัง มันซดสาเกชนิดไม่เกรงใจท้องไส้เลย พรวดๆๆ แป๊บเดียวหมดๆ  
พี่เขาดุจริงๆเลยแฮะ	

	แค่ชั่วโมงครึ่งสาแกหมดไปแปดขวด น้าว่าน้าจิบไปไม่เกินสองขวดหรอก 

	ออกจากร้านนี้ไปเข้าร้านบะหมี่ต่อคนละชาม น้าครึ่งชามแน่นท้องเลย 
เดินเซเล็กน้อยออกจากร้านกลับโรงแรม อากาศหนาวจัดดีพิลึก 

	 เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย และค่อนข้างหงุดหงิด

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก