บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๑๒ เมษายน  ๒๕๔๓
ภูเขาไฟอูซุ (๒)
เมื่อวานเริ่มหงุดหงิดกับทากากิซังเข้า
แล้วสิ จะเสียงานไหมเนี่ย ตื่นเช้ามากินข้าว เจอกัน มันถามอีกว่ากินอาหารญี่ปุ่นได้ไหม
ตอนเช้า จะถามทำไมนักวะ ก็กินมันอยู่ทุกเช้ามาเดือนครึ่งแล้วนั่นแหละ กลางวันก็กิน
 เย็นก็กินแทบจะทุกมื้อ
	ขออธิบายหน่อย ภูเขาไฟยูซุ อยู่ในเขตดาเตะ ซิตี้  ซึ่งใหญ่กว่าทาวน์   
และที่ใหญ่กว่าซิตี้ก็คือพรีเฟคเจอร์ ทาวน์หรือเรียกมันว่าอะไรดี  เทียบกับตำบลก็ดูเล็ก
ไปนิด แต่ไม่เป็นไรช่างมัน เรียกเมืองเสียเลยรู้แล้วรูรอด
	เมืองที่อยู่ในเขตภูเขาไฟระเบิดเที่ยวนี้ มีอยู่ ๔ เมือง คือ อะบูตาโจ้  ,
โชเบสสึ,โทโยร่าโจ้ และอีกบางส่วนของดาเตะ ซิตี้
พวกนี้จะอยู่ในพื้นที่รอบๆตีนเขา รอบทะเลสาปโทร่า และอีกด้านของเมืองเหล่านี้ติด
ทะเล
	โดยเฉพาะพื้นที่รอบภูเขาไฟเป้นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีน้ำพุร้อน 
คนจะเริ่มมาเที่ยวกันตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมเป้นต้นไป  เศรษฐกิจที่สำคัญอีกสอง
อย่างคือ การเลี้ยงหอยสแคลลอป และ ปลูกผัก 
	ดาเตะ ซิตี้ เป้นเมืองแบบที่เรียกว่าศูนย์กลางของแถบนี้
	ออกจากโรงแรมไปดาเตะ ซิตี้ ฟังแถลงข่าวตอนเช้า
	แล้วมีนักสัมภาษณ์ผู้อำนวยการบริหารของดาเตะ ซิตี้แผนกไหนก็ไม่รู้อีก 
คุยได้สักราวๆสิบนาที น้าไม่ได้คุยหรอก ยืนฟังเฉยๆ 
	มีสาวๆเดินผ่านมา พี่เขาเรียกให้ช่วยถ่ายรูปยืนสัมภาษณ์เฉยเลย เอากะเขาสิ
	เสร็จจากนั้นก็สรุปให้ฟังอีกหน่อย เที่ยวนี้ดีขึ้น แต่จะดีกว่านี้ถ้าเปิดโอกาสให้น้า
ได้ถามบ้าง 
	จะแทรกก็แทรกไม่ได้ เพราะมันถามตอบๆกันไม่หยุด หยุดก็ตอนที่พี่เขาบอกลา
แล้วทุกที
	อ้อ เมื่อวานนี้ทากากิซัง อธิบาายข้อมูลพื้นฐานของย่านภูเขาไฟให้ด้วย
 แต่น้าไม่เล่าในที่นี้เพราะ ข้อมูลพี่เขาคลาดเคลื่อนเยอะ ชักไว้ใจไม่ได้แล้วหมอนี่ 
	เสร็จจากที่ดาเตะซิตี้  ขึ้นแท็กซี่ไปดูศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกแห่ง 
ต้องขับรถฝ่าภูเขาไป เที่ยวนี้การเดินทางน่าตื่นเต้น เพราะผ่านภูเขาที่มีหิมะอยู่เต็ม
ไปหมด ไปถึงศูนย์ก็เข้าไปตามฟอร์ม 
	เข้าไปดูห้องโถงใหญ่ที่คนใช้เป้นที่อยู่อาศัยชั่วคราว 
	หมอนี่สนใจอะไรแปลกๆ ห้องมันเป้นโรงยิม ที่นี่เป้นศูนย์กีฬา ที่เปลี่ยนมา
เป็นศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราว เขาชี้ให้ดู นั่นบาสเก็ตบอล เสร็จชี้พื้น นี่ปรกติเป้นพื้นไม้ 
เขาเอาโฟมปูเป็นพื้นแล้วทับด้วยเสื่ออีกที 
	แล้วจากนั้นก็ชี้ไปที่ๆคนเอากล่องกั้นเป้นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละครอบครัว
เป็นบล็อกๆสี่เหลี่ยม 
	จากนั้นหันมาดูที่กระดาน ชี้และอธิบายให้ดูว่าเนี่ย เขาแบ่งคนเป็นกลุ่มๆนะ 
มีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็อยู่ในพื้นที่ที่ทำแผนผังไว้  
	ไม่รู้ว่าพี่เขาจะทำรายการทีวีเรื่องความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยหรือยังไง 
	ชี้ให้ดูในสิ่งที่มันไม่ต้องมาชี้เลย 
	เดินออกมาข้างนอก เข้าไปสัมภาษณ์คนแก่คนหนึ่ง มันก็ถามตอบๆอยู่นั่น 
ไม่บอกอะไรเรา ไม่ให้เราถามอะไรมั่งเลย
	ยัวะขึ้นมาเหมือนกันแฮะ
	พอหยุดถาม มันก็ลาแล้วลุกเลย เดินออกมาใส่รองเท้า พี่แกถามขึ้นมาว่า 
อยากถามอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า  ใจน้านึกว่าถามญาติผู้ใหญ่เอ็งน่ะสิ  
มาถามอะไรตอนนี้ อีตอนนั่งคุยไม่บอกให้ถาม
	แล้วที่มันสรุปมาก็เป้นข้อมูลไม่ค่อยเข้าท่าหรอก  งั้นๆแหละ คุยอยู่ได้
ตั้งนานได้มาแค่นั้นเอง
	ออกมารอแท็กซี่ พอตามตัวคนขับได้ วานเขากลับเข้าไปถ่ายรูปข้างในอีก 
มันชี้ให้น้าดูอีกแล้ว นี่ หนังสือพิมพ์ เขากองๆไว้ให้คนมาหยิบไปอ่าน
	ถ่ายรูปเสร็จเดินกลับออกมาอีกเที่ยว ผ่านโต๊ะที่ตั้งขนมปังเอาไว้เต็มไปหมด 
	น้าเดินตามหลังมันกำลังจะยื่นไปดึงพี่เขาเพื่อจะชี้ให้มันดูแล้วบอกว่าขนมปังมั่ง
	พี่เขาดันหยุดกึก แล้วหันกลับมาชี้ “นีอาหารกลางวัน”
	น้าแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่  ไอ้เวรตะไล ยกโทษให้เพราะไม่บอกว่า 
“นี่ชนมปัง” แต่กระนั้นก็เถอะ ไอ้ขนมปังนี่ไม่ใช่อาหารกลางวันแน่นอน 
	ชักรู้แล้วว่าหมอนี่มีอะไรเพี้ยนๆอยู่เยอะ ข้อมูลที่ให้มาก็เพี้ยนๆด้วย
	ดูจากตารางกำหนดการแต่ละวันแล้ว ไม่ตรงตามที่แกเขียนให้ไว้เลยสักวัน
	กลับจากศูนย์ก็ไปดาเตะ ซิตี้ อีกที รอคณะกรรมการที่มาจากผู้บริหารเมือง
ที่เกี่ยวข้อง,สำนักงานวางแผนที่ดินแห่งชาติ,หน่วยกู้ภัย และ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยที่
เชี่ยวชาญเรื่องภูเขาไฟอีกยี่สิบคน
	เขาประชุมกันสี่ชั่วโมงเต็ม คอยเงกเลย  แถลงข่าวเสร็จเกือบห้าทุ่ม
	แล้วก็เหมือนเดิม พี่เขาสรุปให้ฟังสองสามประโยคตอนแรกว่าพื้นที่บางส่วน
ยังอันตราย ชาวบ้านยังกลับไม่ได้  จะไม่มีการระเบิดครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้  แต่ยัง
มีการประทุเล็กๆ 
	น้าถามทากากิว่า ถ้าไม่มีการระเบิดใหญ่ทำไมไม่ให้ชาวบ้านกลับล่ะ 
	แกก็เลยบอกว่า คิดว่าพรุ่งนี้คงเริ่มกลับได้บางส่วน
	หนอยคิดเอาเองอีก น่าจะบอกที่เขาแถลงๆมาซะให้มันละเอียด 
	และเพราะดันไปถามไอ้ประโยคที่ว่า  หลังจากนี้มีแถลงข่าวต่ออีก 
แกพยายามจะแปลทุกครั้งที่เขาบอกว่าจะไม่มาการระเบิดใหญ่   เรียกได้ว่าท่อง
ประโยคนี้เอาไว้เลย 
	ชักเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว ทากากิซังมีปัญหาเรื่องการแปล
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษอย่างฉับพลันทันใดนั่นเอง
เทียบกับอูชิยามะซังแล้ว ขาหลังทั้งนิ่ง ทำการบ้านมาก่อน และแกแปลได้ชนิดประโยค
ต่อประโยคเลย
	คุณทากากิ นี่โคตรจะหลุกหลิก และประเภทเดินไปเปลี่ยนใจไปตลอด
	ขากลับจากดาเตะ ซิตี้ คุยกับแท็กซี่ คนหนึ่ง บ้านแกอยู่ในอะบูตาโจ้ เลย
ไม่ได้กลับบ้านเลย เอาเมียกับแม่มาอยู่บ้านเพื่อนในดาเตะ  โชคดีเที่ยวนี้พอ
คุยไปสักพัก ทากากิซัง หันมาสรุปให้ฟัง น้าก็เลยได้ถามให้เขาเปรียบเทียบกับ
การระเบิดหนก่อนเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้ว
	เขาบอกว่าคราวก่อน ตอนนั้นยังวัยรุ่นอยู่  บ้านเกือบพัง หน้าต่างแตก 
หลังคาพรุน เต็มไปด้วยขี้เถ้าภูเขาไฟ  เที่ยวนี้ยังไม่รู้เหมือนกัน  แต่เที่ยวก่อน
มันระเบิดเปรี้ยงเดียวแล้วเลิกรา เที่ยวนี้ระเบิดปุ๋งๆ เบาแต่ไม่เลิกเสียที ตั้งสองอาทิตย์แล้ว
	แท็กซี่บอกด้วยว่าไม่เอาแล้ว จะย้ายบ้านมาอยู่ดาเตะดีกว่า เพราะถึง
เที่ยวนี้จบไป โอกาสที่มันจะประทุก็ยังมีอีก 
	ไม่เอาดีกว่า
	 คุยกับแท็กซี่นี่เพลินดี เจ็บใจไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ไม่งั้นไม่ต้องอาศัยทากากิซัง  
นี่ถ้ามีเงิน จ้างไกด์เองดีกว่า
	ห้าทุ่มกว่าๆ แท็กซี่พามาส่งหน้าร้านเหล้าเขากำลังจะปิดร้าน พอดี
 เจ้าของร้านออกมาปลดป้ายแล้วเห็นน้ากำลังยืนรอทากากิจ่ายเงินอยู่  แท็กซี่ใจดีบอก
เอากระเป๋ามาเดี๋ยวไปทิ้งไว้ให้ที่โรงแรม
	เข้าไปในร้านมีคนอยู่สองคนกำลังเช็คบิล ดูเมนู
	ทากากิมันถามน้าว่ายังไงรู้ไหม มันชี้เมนูแล้วถามว่าชอบกินอะไร  
โธ่..ไอ้สมองตัน ใครจะไปอ่านรู้เรื่อง หอกเอ๊ย
	น้าอ่อนใจ  บอกมันเหมือนเดิม กูแดกแม่งได้ทุกอย่าง เอามาเถอะ 
	ตกลงมันสั่งปลาดิบ กับอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน  และ เบียร์คนและแก้วใหญ่ 
	เพิ่งจิบเบียร์ไปแป๊บเดียว ปลาดิบถาดใหญ่มา  ระหว่างนั้นก็คุยกับ 
เจ้าของร้าน และมาม่าซัง  คือ เมียเจ้าของนั่นแหละ 
ยังสาวฟิตเป๋งเลยเชียว พอรู้ว่า
เป็นคนไทยตื่นเต้นใหญ่  คุยโขมง เจ๊แกพูด
ภาษาอังกฤษได้พอสมควรเหมือนกัน 
	สามีแกพูดไม่ได้ แต่ก็คุยจ้อ 
ปีกลายมาเที่ยวเมืองไทยกันด้วย  
	คนญี่ปุ่นที่น้าเจอ ส่วนใหญ่เคยมาเที่ยว
เมืองไทยกันทั้งนั้นเลยแฮะ
	ประเดี๋ยวหนึ่ง ยังไม่ทันเริ่มกินปลาดิบ 
เจ๊แกก็เอากุ้งปลอกเปลือกมา
สองตัว เหลือแต่หัวกับหางที่ไม่ได้เอาออก กุ้งยังดิ้นดึ๊บๆ
อยู่เลย  นี่อาหารเด็ดเขาเลย 
สดๆ เป็นๆ 
	วิธีกินก็ดึงหางออก จิ้มวาซาบิ ใส่ปากกัดเอาหัวออก แล้วเคี้ยว  ... 
	เอาซีวะ เอ็งกินได้ ข้าก็กินได้  ไม่มีปัญหาอะไร
	สาวๆอย่ามายี้เลย เห้นกินกุ้งแช่น้ำปลากันหน้าตาเฉย มันก็คล้ายๆกันนั่นแหละ 
เพียงแต่กุ้งแช่น้ำปลามันไม่ดิ้นเท่านั้นเอง แต่สดเท่าไหร่ก็อร่อยมากเท่านั้น	
	จำได้ว่า มาเอกาวะซัง คนที่น้าไปปิคนิคกับเขาน่ะ  เขาบอกว่าคนญี่ปุ่น
เนี่ยกินของดิบทุกอย่างยกเว้นเนื้อคน 
	น้าถามกลับไปว่าทุกอย่างเลยเหรอ เนื้อวัวกินหรือเปล่า พี่เขาบอกว่ากิน  
	กินเหล้าร้านนี้สนุกสนานเป็นพิเศษ เพราะได้ผ่อนคลาย และยังพอคุยกัน
รู้เรื่อง มีอยู่ตอนหนึ่งมาม่าซังยืนคุยอยู่คนเดียว สามีแกหายไปไหนก็ไม่รู้ ราวๆสักสิบ
กว่านาทีก็ได้ยินเสียงเพลงไทย ดูเหมือนจะลกทุ่ง คล้ายๆจันทร์จวง ดวงจันทร์
	นั่นเอง พี่เจ้าของร้านหัวเหม่งเดินออกมา บอกว่าที่นี่ตอนราวๆตีหนึ่งเนี่ย 
มีเคเบิ้ลทีวีเปิดมิวสิควิดีโอเพลงไทย
	เสียดายเปิดเสียงเบาไปนิด ฟังไม่ค่อยถนัด 
	แล้วบอกด่วยว่ามีนักเรียนไทยมาเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่อยู่คนหนึ่ง เรียนด้าน
เทคนิคอะไรนี่แหละ บางวันก็มาเมาที่ร้านนี้
	อ้อ อาหารที่ตามมาอีกอย่างก็คือ ปลาเฮอริง ที่เขาบอกว่าเป็นปลาใน
ฮอกไกโด ย่างมาให้คนละตัว ทากากิซังถามอีกว่า กินได้หรือเปล่า
	น้าก็งงๆ เอ มันคิดว่าน้ามาจากทะเลทรายหรือยังไง ปลาย่างเนี่ยนะ
กินได้หรือเปล่า ..ดูถามเข้าสิ
	ปลานี่ไม่สด ดูเหมือนจะตากมาก่อน เนื้อมีรสเค็มนิดหน่อยอร่อยดี  
ไข่มันแปลกๆ ไม่เหมือนไข่ปลา ยังกับเขาเอาปลาหมึกสดๆกับไข่ปลามาบด
ละเอียดแล้วยัดเข้าไป  เคี้ยวแล้วมันหนึบๆดึ๋งๆ แต่ก็มีความมันของไข่ปลาอยู่ด้วย
	เสร็จแล้วตบตูดด้วยข้าวเปล่าอีกถ้วยหลังสาเกหมดไปสองกระปุกใหญ่
	เดินเซกลับโรงแรมราวๆตีสอง  หลับไม่รู้เรื่องเลย
 

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก