บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
มีโซะ ราเมง ยอดเขาอูซุ
๑๓เมษายน  ๒๕๔๓   ภูเขาไฟอูซุ (๓)

สงกรานต์นะครับ ชาวบ้านเขาไปไหนต่อไหนกันแล้ว  
น้ายังติดแหงกอยู่ที่ฮอกไกโดกับทากากิซังเลย  ตื่นเช้าลงมาท้องตื้อๆ กินข้าวเช้า
ไม่ไหว เจอพี่เขานั่งแคะฟันอยู่ในห้องอาหารของโรงแรม  บอกเขาว่าไม่เอาแล้วเบรกฟัด  
ป้าในห้องอาหารเดินมาเลยขอ โอจามาถ้วย  น้ำชาน่ะ
	พี่เขาขอตัวไปแต่งตัว อะโด่ เลยเวลามาแล้ว ทำฟอร์มนั่งรอ
	ที่แท้ตื่นสายเหมือนกัน
	เสร็จสรรพก็จับแท็กซี่ไปดาเตะ ซิตี้อีก ไปฟังแถลงข่าว ก็เหมือนเดิม สรุปสั้นๆ
	แต่ระหว่างนั่งแท็กซี่นี่สิ  ทากากิซัง นั่งหลับตลอดเลย  หมอนี่นั่งรถไม่ได้ เป็นหลับ  
ก็ยังงงๆ  ทำไมหลับจัง กินก็มากกว่า  นอนก็เท่ากัน คนญี่ปุ่น อ้อนเกินไปหรือเปล่า  สองวันก่อน
ก็เป็นอย่างนี้  ขึ้นรถเป็นไม่ได้เลยเชียว คุยๆ สักพัก พี่แกก็หลับ
	คนขับแท็กซี่พูดที ก็ตื่นขึ้นมาไฮ้ๆ ที แล้วต่อติดด้วยวุ้ย  ทำได้ยังไงไม่เข้าใจ
	แถลงข่าวจบ แกทั้งฟังทั้งจด แต่น้าหมดอารมณ์  ได้เนื้อหามาว่าเช้าวันนี้
จะขนคนกลับบ้านประมาณสี่พันกว่าคน อะไรทำนองนี้ กลับได้เลย  เมื่อคืนแท็กซี่
เขาก็บอกมาแล้ว  รีโพรดิวซ์อีกแล้วนะเพื่อน
	เดินขึ้นเดินลงตึกที่ทำการดาเตะ ซิตี้สองสามเที่ยว  ก็เดินไปโรงแรม
ศูนย์บัญชาการอาซาฮี  
	ราวๆห้านาทีกลางๆทาง มีหมาเดินสวนมาตัวหนึ่ง
	น้าว่าทุกคนทายถูกแน่นอน ทายไม่ถูก ไม่ใช่แฟนตัวจริง
	มันชี้ไปที่หมา แล้วพูดว่า ด๊อกๆๆ
	จะบอกทำหอกอะไรก็ไม่รู้เนอะ คิดว่าหมาญี่ปุ่นต่างจากหมาทั่วโลกเขาเลย
หรือไง คนไทยเห็นหมาแล้วจะได้ต้องคอยบอก  กลัวว่าจะเข้าใจว่าเป็นแมวหรือยังไง
	อดหัวเราะมันไม่ได้
	ไอ้ที่อยากรู้ถามเท่าไรไม่บอก ไอ้ที่ไม่ต้องรู้เลย บอกจัง
	เดินไปถึงโรงแรมรอแท็กซี่  ตั้งยี่สิบนาที  ไปทาโยราโจ้  เขาบอกว่าสัมภาษณ์
บริษัทประมง  เขตภูเขาไฟระเบิดนี่ นอกจากกลับบ้านไม่ได้  ทะเลเขาก็ไม่ให้ออกด้วย 
พวกนี้แถวยี้เลี้ยงหอย เจ๊งสิ ถ้าออกทะเลไม่ได้
	หอยสแคลลอป  ดิคชันนารี ของสอ เสถบุตร แปลว่า หอยแครง แต่หอยที่ไปดู
ไม่ใช่หอยแครงอย่างแน่นอน  สอ เสถบุตร ไม่น่าจะผิด ทากากิซังอาจจะผิด
	หอยที่ว่านี้ตอนโตเต็มที่ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือน้าอีก เปลือกเป้นลอนแบบหอยแครง  
แต่มันไม่กลมนะ มันแบน  แถวนี้เขาเลี้ยงหอยขาย  คือ เอาลูกมันลงตั้งแต่ตัวเล็กๆ
ราวๆเดือนสิงหาคม 
 พอเดือนมีนาคมก็คัดเลือกเอาตัวเล็กมาแยกไป
ทำหอยตากแห้ง ตัวได้ขนาดก็ เจาะรูร้อยเชือกไปเลี้ยงต่อ
	ภูเขาไฟระเบิดขึ้นมา เลยไปเอาขึ้นมาเลือกไม่ได้
	คงเจ๊งน่ะ
	พอไปถึงบริษัทประมง  เข้าไปเจอ เอ็มดีของบริษัท  
แกนั่งขัดสมาธิคุยเลย  ไม่ใส่เนคไทด้วย เข้าใจว่าดัดจริตเนคไท 
ใส่สูทนี่พวกอยู่ในเมืองเป็นลูกจ้างบริษัทมากกว่า ทำเป็นชาตินิยมจัด
 แต่เดาะใส่สูทผูกไทเป็นธรรมเนียมของความสุภาพ ไม่เข้าใจเหมือน
กันพวกญี่ปุ่นนี่ ...อ้อประเทศอื่นก็เป็นด้วย รวมทั้งประเทศไทย 
	ฝรั่งมันเลิกสนตะพายมาตั้งนานแล้ว ยังทำตัวเป็นควายกันไม่เลิก
	ออกมาดูเจ้าของบริษัทต่างจังหวัดกันมั่งก็ดีนะ  ไม่มีฟอร์ม นั่งขัดสมาธิ
ให้สัมภาษณ์บนโซฟาเฉยเลย
	มีเวลาสัมภาษณ์ ประมาณเกือบยี่สิบนาที  ไม่ใช่เขาหรอก เราต้อง
กลับโตเกียววันนี้  
	เปิดฉากก็แนะนำตัวกัน ถามตอบๆๆ
	หมดไปราวๆเสิบห้านาทีกว่าๆ  ทากากิซังมันถามเรื่องวิธีการเลี้ยงหอย
ละเอียด  เหลืออีกไม่ถึงห้านาทีค่อยมาถามเรื่องผลกระทบจากภูเขาไฟ  ดูมัน
	ที่รู้น่ะไม่ใช่ฟังออก แต่ระหว่างการอธิบาย ลุงแกก็เดินไปหยิบเครื่องไม้
เครื่องมือมาสาธิตให้ดู
	แล้วผลเป็นไง เหมือนเดิม เที่ยวนี้น้าสะกิดให้แปลบ่อยนะ แต่ทากากิซัง
มันไม่แปล หรือแปลสั้นๆ แล้วหันไปถามต่อของมันไม่เปิดโอกาสให้ถามเลย พอเฮีย
เขาไปหยิบอะไรมาให้ดูมันก็ไปคุยกับเขาต่ออีกเป็นภาษาญี่ปุ่น
	จำไว้เลย โป้งๆๆ
	หมดเวลาสัมภาษณ์  มันดันเดินไปถ่ายรูปต่ออีก  ให้แท็กซี่ถ่ายให้ด้วย  
เพิ่งรู้ว่าอูชิยามะซังบอกทากากิซังมาว่าอยากเห้นรูปไปทำงานกัน  แน้ กลัวพากัน
ไปลักไก่หรือไง  หลายแสนบาท ไอ้สามวันเนี่ย
	เชื่อไหมว่า สรุปอีกที  บริษัทประมงของลุงแกไม่เกี่ยวอะไรกับยูซุเลย  
คนละเขตกัน  ถามว่าจะเสียหายสักเท่าไร ไม่รู้ ที่รู้คือรวมทั้งหมดเนี่ยมีรายได้ปีละพันล้านบาท
	ถ้าไอ้เขตอะบูตาโจ้ลงทะเลไม่ได้  ที่เคยได้ปีละเจ็ดพันตันก็จะน้อยกว่านั้น  
ดูมันคิดเองมาตอบ  ตอบว่าไม่รู้เสียก็หมดเรื่อง เจ็ดพันตันเป้นกี่ตังค์มันก็ไม่รู้
	เหมือนตอนที่น้าให้มันถามคนขับแท็กซี่ว่ารายได้กระทบหรือไม่  
แม่งตอบล่วงหน้าเลย ไม่กระทบ เพราะดาเตะ ซิตี้ไม่เกี่ยว  น้าก็ย้ำว่าเขาบอก
มาอย่างนั้นเหรอ ตอนที่คุณคุยภาษาที่ผมฟังไม่ออก ถามให้หน่อย
	ทากากิซังยืนยันนะว่าไม่กระทบรายได้ มันคิดของมันเอง
	 เสร็จแล้วมันก็ถามแท็กซี่อีก  ซึ่งตอนนี้รู้แล้วว่ามันถามประโยคที่น้าถาม  
	เขาบอกว่าไม่แย่ลง แต่ดีขึ้นเพราะนักข่าว เจ้าหน้าที่มาดาเตะกันเยอะเลย  
	แล้วก็คุยต่อกันอีกโขมงโฉงเฉงเหมือนเดิม น้าก็ไม่รู้เรื่องและหงุดหงิด
	อย่ามาเมืองไทยมั่งก็แล้วกัน
	มันคุยไปหลับไปด้วยนะ ไอ้หมอนี่ร้ายจริงๆ
	ก่อนขึ้นแท็กซี่ มันก็บอกว่าจะกลับโรงแรม น้าก็งง จะกลับทำไม เช้คเอาต์
ออกมาแล้ว  ปรากฏว่าแท็กซี่ไปใกล้โรงแรม ไปร้านฟูจิเอารูปที่ไปล้างอัดไว้
	ไอ้นี่ไม่มีมารยาทนะ พอมันกลับขึ้นรถ ได้รูปมา  มันเอาซองของน้ามาดูใหญ่
เลย  ไม่พูดกับน้าสักคำ  ดูจนหมดแล้วถึงได้ส่งมาให้น้า  แล้วบอกว่าอยากได้รูปที่ยืน
สัมภาษณ์กัน  
	น้าก็ดูๆแล้วเอาให้มันไปสองรูป  
	ส่วนรูปอีกม้วนของมัน ไม่ยอมส่งมาให้น้าดูด้วยแฮะ ไอ้นี่มันแปลกดี
	ขึ้นเครื่องบินกลับมาโตเกียว มันตลก เดินผิดเดินถูกจนน้าปลง  กะอีแค่
ทางออกก็ดูไม่เป็น เงอะๆงะๆ อยู่นั่นแล้ว ตั๋วรถไฟตอนออก  มันก็ยัดมันเข้าไปสอง
ใบซ้อน อย่างนี้เป็นต้น  ต้องเป็นคนคอยบอกมันเสียอีก
	 ลงจากเครื่อง มันบอกว่าจะไปคนละสถานีกับน้า 
	น้าก็ภาวนาให้ไปเสียให้พ้น เดินตามเอ็งแล้วเหนื่อย  ไปเองได้  
	เหนื่อยจริงๆ เพราะมันดันเดินมาส่ง  ผิดๆถูกๆ กลายเป้นว่าน้าต้องคอย
บอกมันว่า  ทางนี้ๆ 
	แต่ก็ภูมิใจมากเลย  มีคนญี่ปุ่น เกิดและเติบโตที่นี่ เบ๊อะบ๊ะมากกว่าน้าสัก
ร้อยเท่าได้ละมั้ง
	ทั้งโกรธ ทั้งหัวเราะ บอกอารมณ์ไม่ถูก แต่ต้องเก็บส่วนโกรธไว้ เพราะ
ไม่งั้นเสียงาน
	กลับมาถึงหอราวๆหกโมงเย็น  เปิดตู้ไปรษณีย์  พริกแกงจากป้าติ๋มมา
แล้ว  เยี่ยมๆ  แต่ไม่มีแรงทำอะไรกิน
สั่งข้าวไว้ที่หอ  เป็นข้าวแกงมัสมั่น กินแล้วเหมือนข้าวหมูแดง  ที่ไม่มีหมูน่ะ  หอนี้
ทำมัสมั่นแปลกที่สุดเท่าที่เคยกินมา
	กินเสร็จนิดเดียว ครึ่งถ้วยมั้ง ก็กลับขึ้นห้อง
	นอนน่ะสิครับ เหนื่อยกาย และเหนื่อยใจด้วย
	มีอีกอย่างก่อนกินข้าวเย็น  น้องทิพจากเชียงใหม่ตอนนี้มาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว 
โทรศัพท์มาจากนาโกย่า  บอกเบอร์มือถือไว้ และวานทดสอบอีเมล์มือถือ แล้วก็ฝาก
ความคิดถึงให้ใครบางคน
	อยู่ดีๆก็กลายเป็นนายไปรษณีย์ให้ชาวบ้านเขา
	เป็นให้ก็ได้ไม่มีปัญหาครับ	
 

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก