บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

     ๑๓ กรกฎาคม  ๒๕๔๓      มาดื่มฉี่วัวกันดีกว่า

      เมื่อคืนก่อนเข้านอนแล้วนอนไมj
หลับเลย มาเคลิ้มๆเอาตอนตีห้า มันก็ไม่ได้แล้ว เพราะต้องตื่นตีห้าครึ่ง พ่อจอมชี้
ทากากิซัง  โทรศัพท์มาปลุกเลยตีห้าครึ่งมานิด บอกให้เขาช่วยโทรมาน่ะ กลัวว่าจะไม่ตื่น 
      รีบลงไปอาบน้ำอาบท่าแต่งตัว และจัดของซึ่งไม่มีอะไรมากใส่เป้สะพายออกจากหอ 
      เที่ยวนี้แต่งตัวตามสบาย เพราะไม่ได้ไปกับท่านผู้คุม อูชิยามะซัง ขานั้นไม่ได้หรอก 
      ใส่สูทผูกไทตลอด 

      เที่ยวนี้มีกิจต้องเดินทางไปยามากาตะ พรีเฟคเจอร์ ไปดูอะไรต่ออะไรในชนบทของเขา 
      ก่อนจะไปก็เข้าไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับพรีเฟคเจอร์นี้ มีให้ไม่มากนัก เป็นเรื่องท่องเที่ยว
เสียส่วนใหญ่ 
      ท่องเที่ยวแบบตรงสเปคเพราะมีป่าเขา แม่น้ำ ธรรมชาติงดงามจริงๆ 
      เดิมทีตั้งใจว่าจะขออยู่ต่อเองคนเดียวอีกคืน  
      แต่เจ้ากรรม เมื่อวานตอนบ่ายออกไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มใกล้สถานีซับเวย์ มันรวนอีก 
      บัตรรวนน่ะ เหมือนคราวก่อนเลย กดเงินไม่ออก ไม่มีเวลาพอจะเดินหาสำนักงาน
      ธนาคารด้วยเพราะมันบ่ายแล้ว 
      จะเข้าโตเกียวก็ไม่ได้เตรียมตัวมา จะกลับหอมาแล้วออกไปใหม่ก็ไม่ทันอีก เลยตามเลย 
      ไม่ต้องอยู่ต่อก็ได้ 

     
ไปเจอทากากิซังตามนัดที่สถานี ขึ้นรถไปลงที่สถานีโอเตมาชิในโตเกียว 
 แล้วต่อชิงกันเซ็น รถไฟความเร็วสูง ค่าตั๋วแสนจะแพง เข้าไปเจอคาโนะซัง 
 กับคุณโสรดา หรือ คุณแอน ในโบกี้ เนื่องจากน้าไม่ได้เข้าออฟฟิศมาสองวัน 
ก็เลยไม่รู้รายละเอียดของโปรแกรมมากนัก  ระยะทางจากโตเกียวไปยามากาตะ 
ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียวราวเกือบสี่ร้อยกิโลเมตร 
ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงครึ่ง น้านอนหลับตั้งแต่ขึ้นบนรถไฟเลย 
ไปตื่นเอาก็อีกครึ่งชั่วโมงจะถึง  พอตื่นคาโนะซังก็ลุกขึ้นบอกให้น้าไปนั่งกับคุณแอน
       เพื่อให้เธออธิบายให้ฟังอีกที 
      เกี่ยวกับรายละเอียดของสถานที่แรกที่พวกเราจะไปเยือน เพราะคาโนะซังเล่า
ให้คุณแอนฟังแล้ว  ได้รู้รายละเอียดคร่าวๆ แต่ใจเรามันออกไปนอกหน้าต่าง โอ้โหย...
ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร นึกด่าไอ้บัตรเอทีเอ็มอยู่ในใจ 

      ถึงสถานีทากาฮาตะ มีคนมารอรับ เป็นชายหนุ่มร่างใหญ่  ผู้ช่วยส.ส.ของยามากาตะ
 ส.ส.ที่เพิ่งเลือกตั้งในญี่ปุ่นไม่นานนี้แหละ เป็นลูกของน้าสาวคาโนะซัง 
      ส.ส.ก็เป็นพี่ชายคาโนะซังนั่นเอง ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับพี่ชายคาโนะซังหรอก 
      เพียงแต่อาศัยผู้ช่วยส.ส.มาขับรถอำนวยความสะดวกให้เท่านั้นเอง 
      
      ทากาฮาตะ เป็นเมือง หรือ ทาวน์ มีคนอยู่เพียงแค่ประมาณหมื่นกว่าคน 
ส่วนใหญ่มีอาชีพด้านการเกษตร 
      ไปถึงสถานที่เป้าหมาย ดูเหมือนจะเป็นสำนักงานอะไรสักอย่างที่มี
คุณโคคิชิ อิโตะ 
      เป็น ผู้อำนวยการ คุณอิโตะนี่เป็นเกษตรกรนะครับ เรียนจบมาจาก
วิทยาลัยเทคนิคการเกษตร  แล้วมาทำการเกษตรตั้งแต่หนุ่มๆ มีลูกชายสองคนเป็น
หนุ่มแล้ว และทำการเกษตรอยู่กับพ่อเหมือนกัน 
      การเกษตรของเขามีอะไรพิสดารจนต้องมาดูน่ะหรือ มีแน่ คุณอิโตะเริ่มต้น
มาจากการเลี้ยงวัว 
      ทำนาและปลูกพืชผลอื่นๆ ปีไหนก็ไม่รู้ แต่นานมากแล้ว บางคนที่อ่านบันทึก
นี้อาจจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำ 
      เมื่อมาถึงวิกฤตการณ์น้ำมันของโลกครั้งแรก หรือ ออยล์ ช็อค ราคาวัว
ตกต่ำมาก 
      แต่ราคาขายในตลาดถึงผู้บริโภคกลับแพง แกก็เกิดคำถามขึ้นมา
 และมีอยู่ปีหนึ่ง ขนเอาองุ่นใส่รถไปตระเวณขายในโตเกียว สองวันขายไม่ได้
เแม้สักพวง ก็เลยเอ่ไปฝากสหกรณ์ขาย 
      ปรากฏว่าวันเดียวหมดเกลี้ยง กลับมาบ้านก็เลยมานั่งคิด การขายตรงจาก
ผู้ผลิตถึงบริโภคน่าจะดีกว่า 
      เกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น ผู้บริโภคได้ราคาถูกลง แต่สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ 
      ต้องมีคุณภาพ ปลอดภัย ก็เลยรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ หันมาเริ่มทำออร์แกนนิก ฟาร์ม 
      
      ตอนนั้นมีผลงานการคิดค้นของนักวิจัยญี่ปุ่นคนหนึ่ง เกี่ยวกับการรีไซเคิ่ล
ทางด้านการเกษตรแบบครบวงจร 
      ซึ่งจะทำให้ผลผลิตปลอดจากสารเคมีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีเกษตรกร
คนไหนในญี่ปุ่นสนใจอยากจะทำตาม 
      มีก็แต่คุณอิโตะนี่แหละ แกทดลองทำดู ตอนนี้กลุ่มเกษตรกรของคุณอิโตะ
กำลังขอไอเอสโอ  ๑๔๐๐๑ อยู่ เดือนกันยายนจะรู้ผลว่าได้หรือไม่ ถ้าได้ถือ
เป็นรายแรกของโลกทางด้านเกษตรกรรมเลยทีเดียว 
      
      
      แค่บรรยายเฉยๆ ภาพมันยังไม่ชัด ต้องไปดูกันถึงสถานที่ ออกจากสำนักงาน 
ก็ไปแวะที่ฟาร์มมะเขือเทศของเกษตรกรรายหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่ม 
 แวะเข้าไปถ่ายรูป เก็บมะเขือเทศสดจากต้นกิน กรอบอร่อยฉ่ำเสียไม่มี 
มีดินเปื้อนบ้างบางลูก   แต่ไม่ต้องล้างกันละ เช็ดๆเอา มันปลอดสารเคมีโดยสิ้นเชิง 
จากนั้นก็เข้าไปในบ้านของเกษตรกรที่ว่านี้    เป็นบ้านแบบชาวนาจริงๆ 
เข้าไปบนโต๊ะยาวกลางห้องซึ่งพื้นเป็นดิน มีมะเขือเทศกองโตอยู่บนโต๊ะ 
      เขาบอกว่านี่คือมะเขือเทศที่ส่งให้กับห้างอิเซตัน แล้วหยิบแตงกวาญี่ปุ่นตรง
หัวโต๊ะมากองๆ ให้ลองชิมกันดูอีก จิ้มมิโซะเอร็ดอร่อย คุณอิโตะ สาธิตให้ดูความ
กรอบสดของแตงกวาให้ดูโดยหักแตงกวาดังเป๊าะให้ดู แล้วจับมันต่อกันเข้าที่เดิม ห้อยลงให้ดู 
บอกว่าแตงกว่าโดยทั่วไปมันจะแหยะๆ ไม่สามารถจะทำอย่างนี้ได้ 
 ลูกชายรูปหล่อของคุณอิโตะอธิบายเพิ่งเติมถึงรูในเนื้อแตงกวา 
อะไรทำให้มะเขือเทศ และ แตงกวา ของเขาพิเศษปลอดสารเคมีโดยสิ้นเชิงได้อย่างนี้ 
      
      ต่อไปนี้คือการเฉลย ในห้องเล็กๆ มืดๆ ติดกับห้องกลางนี้ โผล่เข้าไปดู มีบ่อซีเมนต์ 
ในนั้นมีน้ำใสๆ มีหินใส่ถุงตาข่ายถ่วงเอาไว้ แก้วแรก ทากากิซัง ซดฮวบ บอกว่ารสชาติดี 
มีประโยชน์ต่อสุขภาพ น้าลองเอาแก้วมาดมๆ ...อือ กลิ่นน้ำสะอาดเหมือนน้ำบ่อ 
      ผู้ชายญาติคาโนะซัง ญาติส.ส. เดินเข้าไปตักออกมาแก้วหนึ่ง แล้วดื่มไปครึ่ง เอามาส่งให้น้า 
น้าก็ซดเข้าไป...ฮ้า...ดี เหมือนตักน้ำบ่อใสมาดื่ม ลำดับถัดมา คุณแอนเอามั่ง 
ขอให้คุณอิโตะตักมาให้ ซดเข้าไปหมดแก้ว มีคาโนะซังคนเดียวที่ไม่ยอมทดลอง ความไม่ลับ 
เพราะใส่เข้าไปในชื่อตอนของบันทึก 
      แล้วก็คือ น้ำที่เราล่อกันเข้าไปนั้น วัตถุดิบสำคัญ 
      คือ ฉี่วัว เอาละสิครับ เล่นฉี่วัวกันเข้าไปคนละแก้ว เป็นประสบการณ์พิเศษไม่รู้ลืม
      ตอนนั่งรถออกมจากที่นี่ คุณแอนบอกว่าเพื่อนๆถามว่ามาทำอะไรที่ญี่ปุ่น ก็คงต้องตอบ
ว่ามาดื่มฉี่วัวกัน 

      คาโนะซัง บอกน้าว่า เห็นไหม ซีอิ้ง อิส บีลีฟวิ่ง ..แหมแต่เจ๊น่าจะดริงกิ้งด้วยกันนะ 
ที่จริงพวกเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าน้ำนี่คือฉี่วัว เพราะที่มาก็เพื่อจะมาดูไอ้นี่แหละ 
ในบางกรณีอาจจะเป็นฉี่หมู ก็ได้ แล้วแต่ว่าเกษตรกรเลี้ยงอะไร ฉี่นี่ไม่ใช่สดๆนะครับ 
มันมีกรรมวิธีซึ่งน่าสนใจมาก เขาเรียกว่า บีเอ็มดับบลิว ย่อมาจาก บักเตรี ,แร่ธาตุ 
 และน้ำ ที่โรงงานบีเอ็มดับบลิว ของคุณอิโตะ ใหญ่หน่อย วัสดุอุปกรณ์เป็นของรีไซเคิลแทบทั้งนั้น 
ถังใหญ่ใบแรก คือ ฉี่วัว หรือ หมู หรือ ไก่ เขาปั่นอากาศเอาไว้ตลอดเวลาให้มันถ่ายเท 
มีถุงใส่หินห้อยอยู่ในนั้น หลายถุง และมีอยู่ทุกถัง สิ่งสำคัญอยู่ที่หินนี่เอง 
มีสองแบบ แบบแรกเป็นหินพรุนๆ เบาๆ ยังกับซากปะการัง แต่เขาบอกว่าเอามาจากภูเขา 
ในรูพรุนของกินมีบักเตรีธรรมชาติอยู่ หินแบบที่สองเป็นหินสำหรับให้แร่ธาตุ 
ดูไปคล้ายๆกินแกรนิตที่ยังไม่ได้ขัดอะไรแบบนั้น บักเตรีในหินจะทำหน้าที่กินของเสียในฉี่ 
ถังละสิบวันๆ น้ำก็จะสะอาดขึ้น จนก่อนถังสุดท้าย มันกินจนไม่มีอะไรจะกินแล้ว 
ตัวมันก็ตาย ถึงถังสุดท้าย กลายเป็นน้ำใสๆ ที่คนดื่มได้ เอาไปทำอะไรหลายอย่าง 
      อย่างแรก เอาไปให้สัตว์ในฟาร์มกินแทนน้ำธรรมดา 
 
      สอง เอาไปเป็นตัวเร่งในกระบวนการทำปุ๋ยหมัก อย่าง ปุ๋ยขี้วัวนี่ดมได้เลย ไม่มีกลิ่น 
      
      สาม ผสมในในอาหารสัตว์ ซึ่งของเขาทำเองจาก  ปลาป่น รัม ข้าวโพด ถั่ว เหลือง เป็นต้น 

      สี่ ฉีดลงมาในโรงเลี้ยงวัว ผลก็คือ ไม่มีแมลงหรือแมลงวันมารบกวนในฟาร์มวัว
แถมวัวยังโตเร็วให้เนื้อมากกว่าโดยทั่วไป 
      
      ห้า เอาไปเป็นน้ำสำหรับแปลงผัก ทำให้ปลอดแมลงร้าย และ โรคภัยไข้เจ็บ
 แข็งแรง โตเร็ว 

      หก เอาไปรดนาข้าว ในขั้นเตรียมดิน ซึ่งให้ผลเหมือนแปลงผัก นี่คือ ฉี่วัวมหัศจรรย์ 
ทำให้เกษตรกรรมปลอดสารเคมีโดยสิ้นเชิง พูดไปแล้วก็เหลือเชื่อ ถ้าไม่ได้ล่อฉี่วัวเข้าไปเอง 
      
       อ้อ มีอีก อย่างหนึ่ง.....ฉี่วัวนี่ส่งไปให้กลุ่มผู้หญิงสามสิบกว่าคนที่โอกินาว่าเป็นประจำ 
 ยี่สิบกว่าคนในกลุ่มบอกว่าดื่มเป็นประจำแล้ว เฟรชชี่ ไม่แก่ 

      น้าเก็บหินพรุน
เขามาด้วย อยากรู้ว่ามันคือหินอะไร ถ้าในบ้านเรามีก็เยี่ยม
ชอบใจลูกชายคุณอิโตะอยู่อย่าง  หนึ่งก็คือ 
เขาภาคภูมิใจในตัวเขาเอง จากแววตาและสีหน้า 
เรารู้สึกได้ ตัวเองที่เป็นเกษตรกรนี่แหละ  
 ถัดมาก็คือคำอธิบายของเขา  เขาว่าหลักการ
ที่สำคัญอันเป็นหัวใจของสิ่งที่ทำๆกันนี้  ที่มาดูกันเนี่ย 
ที่จริงแล้ว คือ เบสิค ลอว์ ออฟ เนเจอร์ เมื่อธรรมชาติ
จัดการกันเองแล้วมันก็คืนสู่ความสมดุลย์ในที่สุด 
      แรกๆของโรงงานบีเอ็มดับบลิว มันยังมีกลิ่นเหม็นอยู่
 แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ซึ่งก็ไม่มีจริงๆ 
เขาบอกว่านี่ไงในอากาศ จุลินทรีย์มันกลับมา ตอนที่อยู่ในแปลงมะเขือเทศ เขาก็บอกแบบนี้ 
น้ำบีเอ็มดับบลิว ทำให้ธรรมชาติมันกลับมาสมดุลย์ แมลงร้ายที่เป็นภัยต่อพืชผักน้อยลง 
เหลือแต่แมลงดีๆ โรคพืชก็มีบ้าง ไม่ถึงกับไม่มีเลย แต่น้อยมาก 
      เกษตรกรเมืองไทยกลุ่มหนึ่งกำลังประสานงานกับลูกชายคุณอิโตะ 
      และจะมีการสร้างโรงบีเอ็มดับบลิวขึ้นในเมืองไทย แต่ถามไปถามมาไม่รู้เรื่องกันว่า
คือใครมาจากไหนอย่างไร 
      จำไม่ค่อยได้แล้วว่าหลังจากมื้อกลางวัน บะหมี่ บัคหวีท ที่เขาบอกว่ามีชื่อเสียง 
      เพราะที่นี่ไม่มีอะไรอย่างอื่นผสม 

      แล้วไปไหนกันต่อ จำความได้อีกทีก็ไปที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของทาคาฮาตะ 
 ดูวิดีโอจอยักษ์นิทานพื้นบ้านเรื่อง เมียนกกระสา มันมีหลายเวอร์ชั่น 
คนที่ชอบอ่านนิทานน่าจะคุ้นเคยดี เพราะน้าเองก็คุ้น อ่านมาตั้งแต่เด็ก 
ไอ้หนุ่มซึ่งขยันอดทนน้ำใจดีแต่ยากจน 
เก็บฟืนไปขาย ได้เงินมา แต่ดันไปเห็นนกกระสาถูกจับใส่กรงมาขาย ก็เลยเอา
เงินที่ได้มาไปซื้อ แล้วระหว่างทางก็ปล่อยนกกระสาไป เดินฝ่าหิมะกลับบ้านโดยไม่มี
อะไรจะกิน ระหว่างอยู่ที่บ้านตอนค่ำ มีหญิงสาวมาเคาะประตู ขอพักที่บ้านชายหนุ่ม
ยากจนตอนหิมะกำลังตก แล้วเลย
แต่งงานอยู่ด้วยกัน 
      แต่ไอ้หนุ่มนี่ก็จนจริงๆ วันหนึ่ง เธอก็เลยบอกว่า เธอจะทำอะไรบางอย่างในห้อง 
ขอสัญญาว่าระหว่างนั้นอย่าเปิดประตูเข้าไป สามีก็ตกลง 
      นั่งอยู่ในห้องได้ยินเสียงหูกทอผ้าตลอดคืนจนเกือบเช้าทนไม่ได้ 
เปิดห้องเข้าไป ไม่เห็นอะไรนอกจากหูกกำลังทำงาน แปลกใจแต่ปิดประตูแล้วนั่งรอต่อไป 
 เช้า ภรรยาออกมาจากห้อง เอาผ้าทอสวยงามมาให้บอกให้เอาไปขาย เพื่อเอาเงินมายังชีพ 
แกเข้าไปในตลาด เศรษฐีขอซื้อไปด้วยเงินจำนวนมาก กลับมาบ้านร้องหาเมีย แต่ไม่มีใคร 
เข้าไปดูในห้องทอผ้า มีขนนกกระสาตกอยู่ 

      นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้มาเล่ากันไปอีกหลายแบบ  แต่แบบที่น้าดูมานี้ เป็นแบบหลัก
      ซึ่งหลายเป็นละครอันโด่งดังของญี่ปุ่นมีเล่นกันมาเกือบพันห้าร้อยรอบแล้ว 
      นางเอกเพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง แต่พระเอกเปลี่ยนมาสามคนแล้ว เขาว่ายามากาตะ 
      เป็นเขตซึ่งนิทานพื้นบ้านเยอะมาก เพราะอากาศหนาว คนไม่รู้จะทำอะไร ก็มานั่งเล่านิทานกัน 
      แล้วของอย่างนี้ก็กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในชนบท ผสมไปกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างอื่นๆ 
      ซึ่งไม่ได้ย้อนหลังอะไรไปไกลนัก อย่างเช่น เรื่องการทอผ้าไหม ซึ่งเขามีชื่อเสียง 
      ชอบญี่ปุ่นก็ตรงนี้แหละ มันมีอะไรกุ๊กกิ๊กแต่เป็นเนื้อหนังเป็นสาระแทรก
อยู่ในที่ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมี 
      และลูกเล่นในการนำเสนอของเขามันน่าสนใจ ไม่ทื่อมะลื่อ 
      
      จบจากพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ก็เดินทางไปที่พักริมทางแต่กลางภูเขาติดแม่น้ำ 
      บรรยากาศเหลือรับประทาน มื้อเย็น อาหารมาเพียบ แต่น้าแตะไปเฉพาะพวกผักกับปลา 
      อย่างอื่นเล็มๆเอา สามทุ่มแยกย้ายกันเข้าห้อง น้าไปอาบน้ำ แช่องเซ็น เสียฉ่ำ 
      แล้วมานั่งจิบเบียร์ต่อในห้องสองกระป๋องก่อนหลับ วันนี้ดีจริงๆ 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก