บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓

เหนื่อยครับ

บางวันเขียนบันทึกเร็ว แบบกลับมาถึงหอก็เขียนเลย เหตุการณ์ตอนหลังสามทุ่มเลยมักจะมารวบยอดในอีกวัน เมื่อคืนก็เหมือนกัน พอเลิกจากเขียนบันทึก เขียนต้นฉบับส่งงาน ก็เริ่มบัดดี้โฟนกับ อี-แฟมิลี ตามฟอร์ม พักหลังนี้หนักไปทางคุยกับแม่ก้อย เพราะลูกๆ ดูท่าไม่คิดถึงเราเลยแฮะ

เซ็งในหัวใจดวงน้อยๆ ขออ้อนในที่สาธารณะก็แล้วกันนะ

ยังไงก็แล้วแต่แม่ยอดขมองอิ่มชื่อเต็มว่าปรายฟ้ายังคงกลับมาเป็นพวกน้าเหมือนเดิมแล้ว เรื่องของเรื่องก็คือแม่เขาเล่าให้ฟังว่าลูกชายไปเข้าชุมนุมญี่ปุ่นที่โรงเรียน

วัตถุประสงค์หลัก มีข้อเดียวคือ จะได้เล่นเกมญี่ปุ่นให้ถนัดถนี่

แต่เข้าไปแล้วเขาก็สอนคำสนทนาเบื้องต้น ประเภท โอฮาโย โกไซมาส,คนนิจิวะ,คมบังวะ และ โอยาสุมินาไซ เป็นต้น

แล้วเขาถามน้าว่าหัดอ่านภาษาญี่ปุ่นไปถึงไหนแล้ว ตอบไปว่าตอนนี้จำตัวคันจิได้สามตัว

แม่ก้อยหัวเราะเอิ๊ก แต่ฟ้าตะโกนมาว่าสามตัวก็ดีแล้วพ่อ

นี่เห็นไหม แม่ทัพมีไพร่ราบสนับสนุนหนึ่งนายมาเสมอ

ถ้าวันไหนไพร่ราบอารมณ์ไม่ดี แม่ทัพอาจโดนทุบได้..ประจำ

สงสัยเมื่อคืนหาพวกไม่ได้ เลยมาเป็นพวกพ่อ มีการวิ่งมาฟ้อง "พ่อๆ พี่น้ำหาว่าหนูขี้โม้"

"แค่พูดว่าเอสกิโมหน่อยเดียว"

เสียงน้ำตะโกนมาว่า "ขี้โม้จริงหรือเปล่าล่ะ"

"แล้วหาว่าหนูทำตัวเหมือนเด็กป.๑ อีก....ตอนตัวเองอยู่ ป.๔ เป็นแบบนี้หรือเปล่าล่ะ"

ฟ้องเสร็จก็วิ่งไปเล่นตุ๊กตุ่นต่อ

กว่าจะเข้านอนก็ดึกพอสมควร เช้ามามึนตื้อเลย ต้องตื่นแต่เช้าเสียด้วย ทากากิซังโทรฯมาปลุกตอนเจ็ดโมง ไปเจอกันที่สถานีแปดโมงสิบห้า นั่งซับเวย์ไปต่อรถไฟถึงฟูจิตสึ คาวาซากิ ตอนสิบโมงเศษๆ

นี่เป็นบริษัทที่สองซึ่งเอาระดับบริหารที่ไม่ใช่ประชาสัมพันธ์มาคุยด้วย บริษัทแรกคือ เทรนด์ ไมโคร เออ มันต้องแบบนี้สิ อยู่กับฟูจิตสึทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น

โคตรเหนื่อยเลย เหนื่อยเพราะอดนอนเองน่ะ ไม่ใช่โปรแกรมเขาทำให้เหนื่อยหรอก

ช่วงเช้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท พอเที่ยงก็กินอาการกลางวัน เป็นอาหารฝรั่ง เมนคอร์สคือสเต๊กเนื้อ

กินอยู่ดีๆ ต้องลุกพรวดไปถ่ายท้องหน่อย เวรกรรมจริงๆเลยนะน้าเนี่ย

พอบ่าย คนที่ดูแลทางด้านกิจการฮาร์ดดิสค์ไดรฟ์ ก็มาคุยด้วย เพราะเขามีโรงงานอยู่ในเมืองไทย เรียกว่าเป็นโรงงานแรกในต่างประเทศของเขาเลย ราวๆสิบปีมาแล้ว

เขาตั้งเป้าไว้สูงสำหรับปีนี้ กะว่าจะโค่นควอนตัมซึ่งเป็นอันดับสองของโลกให้ได้ เพราะควนนตัมกำลังมีปัญหามากทางการเงิน ส่วนแบ่งตลาดก็เริ่มลด

แต่ธุรกิจนี้ไม่ค่อยมีกำไร เพราะการแข่งขันมันสูง เขาระบายแบบเราอ่านความรู้สึกออกเลยว่าถูกกดดันจากฝ่ายบริหารคือเพรสสิเดนต์มากว่าให้ทำให้มันมีกำไรให้ได้

น้าลองถามว่าทั้งๆที่โอกาสทำกำไรยาก แล้วทำไมอยากขึ้นไปที่อันดับสอง

เขาบอกว่าอันดับหนึ่งกับสองเท่านั้นที่จะมีโอกาสกำไร แต่เราไม่ได้ถามกลับว่าก็ควอนตัมมันอันดับสองทำไมมันเจ๊ง

แหะ ๆ ความจริงน่าจะถาม

หลังจากนั้นก็ออกเดินทางกลับเข้ามาในโตเกียว ไปที่สำนักงานที่เอบิสุ คุยกับคนซึ่งดูแลทางด้านต่างประเทศ หนักไปทางโซลูชั่น พูดไปก็เข้าใจยากเย็น

และน้าฟังเขาก็ยากเย็นด้วย เขาพูดออกสำเนียงญี่ปุ่นแต่เร็วมาก โคตรเร็วเลย

แต่เพราะมีประสบการณ์มากับไอบีเอ็มหลายทีแล้ว ก็เลยเข้าใจไม่ยาก มันเหมือนกันเกือบทั้งหมดเลย ยุทธศาสตร์ของเขา เรียกว่าถ้าเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นไอบีเอ็มเราก็แยกไม่ออกแล้ว

และก็แน่นอนคู่แข่งตัวฉกาจของเขาทางด้านโซลูชั่นคือไอบีเอ็ม แต่มีด้านอื่นๆอีกด้วย

เป็นบริษัทแรกของญี่ปุ่นที่ปรับยุทธศาสตร์เข้ากับยุคอินเทอร์เน็ต ภายใต้คำขวัญ Everything on Internet

มันทุกอย่างจริงๆ แม้แต่ตัวบริษัทเขาเอง เอาง่ายๆ แต่ละชั้นๆของตึกสูงของเขานี่ แทบไม่มี เลขาฯสำนักงาน พวกเล่นใช้อินเทอร์เน็ตมาจัดการงานเลขาฯเกือบหมด พนักงานแต่ละคนจัดการเอาเองจากแป้นพิมพ์และหน้าจอ

เขาว่ามันตลกที่ต้องให้เลขาฯมานั่งกรอกตัวเลขค่ารถของพนักงานลงบนกระดาษแล้วกดเครื่องคิดเลข นับเงินจ่าย ...ทุกวันนี้ใครไปไหนมาก็กรอกเข้าคอมพิวเตอร์เอา ทุกอย่างมันคำนวณแล้วจัดการให้แบบอัตโนมัติ

หลังจากเขาเล่าอะไรให้ฟังอย่างรวดเร็ว ก็เปิดโอกาสให้ถาม

ถามไปไม่มากนักเพราะสังขารมันไม่ไหว อีกอย่างธุรกิจเขามาแตะกับคนเดินดินอย่างเราๆน้อย เล่าไปก็อาจจะไม่สนุก ไม่เล่าซะเลยดีกว่า

มีอยู่หนึ่งอย่างเมื่อเช้า ที่เขาพาเดินดูผลิตภัณฑ์ต่างๆของบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เสียเยอะ แต่มีอันหนึ่งเป็นซอฟต์แวร์ชื่อ วอยซ์ คลีนิค เขาให้น้าลองพูดคำว่า ไอเลิฟยู ใส่ไมตะโกน

พอพูดไปมันบันทึกเสียงแล้ววิเคราะห์ มันแนะนำน้าว่า เสียงก็ฟังดูดี แต่ควรไปฝึกใช้กล้ามท้องเสียหน่อย จะได้หนักแน่นชัดเจน

แล้วมันก็ทำนายนิสัยจากเสียงออกมา ประชาสัมพันธ์เขาบอกว่ามันอาจจะโกหก

น้าอ่านดูผลแล้ว ดีวุ้ย..เลยบอกเขาว่าไอ้โปรแกรมนี้น่าเชื่อถือจริงๆ ไว้ใจได้เลย

ไม่เอาผลมาเฉลยหรอก เป็นความลับเฉพาะตัว

เก็บเอาไว้นั่งยิ้มคนเดียวไง ประมาณห้าโมงเย็นก็หมดแรง ตัดบทไปเองว่า ผมหมดคำถามแล้วครับ โอเค เซย์ กู๊ดบาย แล้วนั่งซับเวย์กลับหอ

ฝนตกทั้งวัน แต่ฝนญี่ปุ่นไม่ค่อยหนัก ตอนนี้เป็นหน้าฝนของที่นี่ มันจะตกอย่างนี้ไปราวสามอาทิตย์เท่านั้นแหละ เขาบอกมานะ

แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มร้อนอับ เหงื่อไม่ระเหย ทำไม่ดีข้าวของขึ้นราได้ง่ายถ้าไม่ติดแอร์ อันนี้ฮุ้ยเขาบอกมาเมื่อวันก่อน

เออ..นี่พิมพ์ไปก็รำคาญไปนะ เมื่อวานซักผ้า พอปั่นแห้งเสร็จไปหอบกลับมาในห้อง โยนลงไปที่พื้นแล้วมันติด ก็เลยดึงๆ มันกระชากเอาก้านแว่นหักไปแลย ยังไม่มีเวลาไปหาร้านเปลี่ยน

ไม่ใส่ตาจะลายมองไม่ชัด สายตายาวน่ะ

ก็มันแก่แล้วน่ะสิครับ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก