บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๓ มีนาคม ๒๕๔๓

ทำไมเพลียจัง

เสร็จภาระกิจตอนเช้าไปตามปรกติ วันนี้ดึงเวลาให้ออกไปช้าหน่อย จะได้ไปถึงโรงเรียนพอดีๆ ออกจากบ้านราวเก้าโมง เดินทอดน่องแบบพี่ไทยดีกว่า ชีวิตจะได้น่าอภิรมย์ขึ้น ก็ยังอุตส่าห์ไปถึงโรงเรียนก่อนเวลาอีกตั้งยี่สิบนาที

โชคดีที่ไม่ทอดน่องหนักไปกว่านี้ เพราะเกิดอุบัติเหตุบนรถไฟ ปวดอึน่ะสิครับ ทั้งที่เช้าก็ถ่ายไปเรียบร้อยแล้วรอบหนึ่ง

ใกล้ๆจะถึงสถานีหน้าวัดอารายักคชิ ยืนหนีบขาซะแน่น พอลงรถไฟ เห็นห้องน้ำของสถานี แต่ไม่เอาละกลั้นใจอีกนิด ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา เกิดมีปัญหาเรื่องกระดาษชำระขึ้นมายุ่งแน่ เพราะไม่มีพกติดตัว

รีบจ้ำอ้าวแบบไม่กล้วก้าวเท้ายาวเกินไป มันต้องหนีบๆไว้ด้วย ถึงโรงเรียนก็พรวดเข้าห้องน้ำไปเลย ค่อยโล่งหน่อย เสร็จสรรพก็ได้เเวลาเรียนพอดี

วันนี้เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง เพลียๆชอบกล แปลกใจตัวเองไม่หายว่าทำไมมันเพลีย แถมพอทบทวนของเก่าไปได้สักพัก ขึ้นบทใหม่อีก

เอาละสิ วันนี้หลังจากเรียนมาได้หลายวัน ตอนนี้นับเลขเป็นแล้ว จำได้ครบ ปรากฏว่าคุณครู บอกว่า ไอ้ตัวเลขที่หนูจำได้แล้วนั้น หนึ่งถึงสิบ อิชิ นิ ซัง ยอง....มันเป็นวิธีนับแบบจีน ซึ่งถ้าเอาไปใช้กับของยาวๆ ต้องต่อท้ายด้วยอะไรก็จำไม่ได้ ถ้าใช้กับของบางๆเป็นแผ่นๆ ก็ต่อท้ายอีกแบบ และถ้าของใหญ่ก็อีกแบบ

ถ้าจะให้สะดวกละก็ต้องใช้หนึ่งถึงสิบแบบญี่ปุ่น เช่น สามอัน แทนที่จะเป็นซัมบัง ก็กลายเป็น มิตทสึ

ให้ตายเถอะโรบิน ต้องกลับไปท่องกันใหม่อีกแล้วหรือนี่

เริ่มโกรธภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาแล้ว

หลังจากเบรคก็เรียนต่อ แต่มันเนือยๆชอบกล จำไม่ค่อยได้ สงสัยสมองจะเอาไปกังวลกับตัวเลขมากเกินไป คุณครูยังทักว่า เป้นอะไรไป เหนื่อยหรือ

อ้อ วันนี้ระหว่างเรียน มีสาวสวยคนหนึ่งเข้ามาในห้องใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ครูเลยให้ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น ซ้อมกับของจริง ปรากฏว่าเธอถามชื่อแบบที่ครูไม่ได้สอนอีก รู้สึกว่าจะถามว่า โอ นาเมอิ๊ ? อึกกอักอยู่ตั้งนาน ที่เรียนมาเขาไม่ได้ถามแบบนี้นี่หว่า คล้ายๆว่าไอ้นาเมอิ นี่มันคือชื่อ แต่ก็ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะเธอสวยจนตะลึง..ฮ่า

ครูก็เลยแปลให้ พอสาวไป ได้ประโยคคำถามใหม่มาอีกสามสี่ประโยคง่ายขึ้นหน่อย

เรียนจบให้การบ้านมาคัดญี่ปุ่น คงได้คัดหรอกครูจ๋า

เรียนเสร็จขึ้นรถไฟมาสำนักงานตามเคย วันนี้ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่ก็เดินเข้าไปในตลาดขึ้นชั้นสองของตึกไปแม็คโดนัลด์ เอานิ้วจิ้มๆ ไปที่เมนู ได้ชีสเบอร์เกอร์มาอันหนึ่งนั่งกินแบบอยากอ้วกไปพร้อมๆกัน กินไปก็มองโน่นนี่ไป เออ ที่นี่เขาต้องเอาถาดเถิดทั้งหมดไปทิ้งเองในถังขยะที่ร้านเตรียมไว้ให้ ไม่ใช่กินแล้วทิ้งเปรอะเต็มโต๊ะ

ก็ดีเหมือนกัน

ที่เห็นอีกอย่างก็คือ คนญี่ปุ่นนี่มันสูบบุหรี่กันอร่อยเหาะ ถนนหนทางขี้บุหรี่เกลื่อนไปหมด ในร้านแม็คโดนัลด์ ก็สูบบุหหรี่ได้ ร้านอาหารไม่ว่าจะมิดชิดแค่ไหน สูบได้ทั้งนั้น

สบายน้าไปเลย

กลับมาถึงสำนักงานเหมือนกับคนไร้อารมณ์ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์สักพัก แล้วต่ออินเทอร์เน็ตหาสีส่งหน้าโอเอ พอได้ก็ไล่อ่านอีเมล์ คุยกับพรรคพวกทางไอซีคิวสองสามคน

อยู่ที่นี่แย่อยู่อย่าง ข่าวสารอะไรในญี่ปุ่น จะรู้ช้ากว่าอยู่เหมือนไทยด้วยซ้ำ เพราะอ่านหนังสือพิมพ์เขาไม่ออก หนังสือพิมพ์ อาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์ ที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็มีข่าวในญี่ปุ่นน้อย ส่วนใหญ่ข่าวมันมาจากสำนักข่าวใหญ่ๆ กับนิวยอร์กไทมส์ มากกว่า ไม่มันในหัวใจ

แล้วเชื่อไหมว่ามาได้สองอาทิตย์แล้ว ยังมองหาไอ้ร้านที่มันขายหนังสือพิมพ์หรือแมกาซีนภาษาอังกฤษไม่เจอเลย

แต่ก็อย่างว่า เวลาที่จะไปเดินยังน้อยเกินไป อีกอย่างพี่อ้วนข้างๆ มันก็ไม่อยากให้ไปไหนด้วยช่วงนี้ พี่แกว่าต้องทุ่มเทกับการเรียนภาษาก่อน เพราะเอาหลายอย่างเดี๋ยวไม่ได้สักอย่าง แน่ะ สอนซะด้วย

บ่ายแก่ๆสักหน่อย คุยกับครูส้มทางไอซีคิว คุยไปคุยมา ก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เพลียมากเพราะเมื่อคืนนอนไปได้แค่สองสามชั่วโมงก็ตื่นขึ้นมาราวๆเที่ยงคืนกว่า แล้วก็นอนเท่าไหร่มันก็ไม่หลับ จนเช้า

แต่ดันจำไม่ได้เสียนี่

อ่านอะไรต่ออะไรบนเน็ตไปอย่างเนือยๆ ห้าโมงเย็นก็ได้เวลา ไปเจอกับ คุณคาซาโกะ คาโนะ ตามนัด เธอทำงานอยู่กับ ธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เคยมาอยู่เมืองไทยสามปีกว่า

ไปเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าชื่ออะไรจำไม่ได้อีก เขามีการนำเอาผลผลิตของชาวบ้านในชนบทมาออกร้าน เดินดูไปก็ไม่มีอะไร พอเจอคาโนะก็ไปนั่งในร้านสั่งเครื่องดื่มคนละแก้วแล้วคุยกัน ความจริงไม่ได้คุยกันหรอก คาโนะเป็นคนพูด เธอพูดมากจริงๆ อธิบายถึงโครงการที่ทำในญี่ปุ่น ฟังไปแล้วในใจก็นึกว่าเยี่ยมยอดเลยทีเดียว

เอาไปคร่าวๆก็แล้วกัน มันเป็นโครงการที่เรียกว่า โรด ไซต์ สเตชั่น ประจำหมู่บ้าน แบบว่าคนขับรถไปเที่ยวบ้านนอก ก็ไปวะพักริมทางอะไรแบบนี้ สถานีริมทางนี่จะมีผลผลิตของชาวบ้านมาวางขาย มีห้องน้ำห้องท่าอะไรต่ออะไร สร้างงานในชนบทไปในตัว แม้จะริเริ่มจากความช่วยเหลือขององค์กรไม่แสวงกำไรและรัฐบาล แต่หลายแห่งชาวบ้านก็ทำขึ้นมาเอง เพราะโครงการแบบนี้ต้องให้ชาวบ้านสำนึกที่จะทำและเข้ามามีส่วนร่วม

คาโนะพูดอะไรอีกเยอะ เราเห็นด้วยค่อนข้างมาก

แต่ปัญหาคือ เธอพูดภาษาอังกฤษเสียงดัง แต่ฟังไม่ชัดว่ะ ... สำเนียงอังกฤษแบบญี่ปุ่น นี่ถ้าเกิดพูดเบาแบบอูชิมายะซังก็เลิกกันเลย ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ไม่มีปัญหาเพราะเธอพูดน้ำไหลไฟดับ

เอกสารเป้นภาษาอังกฤษสักแผ่นก็ไม่มี

หลังจากคุยกันเสร็จ คาโนะซังพาเดินอธิบายผลผลิตของชาวอีกรอบ เธอเดินไปคุยไป ควักเงินจ่ายไป สไตล์ผู้หญิงน่ะแหละ ช็อปปิ้งพะรุงพะรัง เสร็จจากนี้ก็ลงไปข้างล่าง ใจนึกอย่างกลับบ้านแล้ว หมดแรง แต่คาโนะพาไปหากินข้าวอีก กว่าจะได้ร้านที่ถูกใจ ไม่รู้ถูกใจใครเหมือนกัน

เพราะน้าหมดแรง และหมดความต้องการ แต่คาโนะซังเธอมีสไตล์แบบรีบเร่งและเลิกลั่ก แบบที่น้าบอกเชอรี่ว่าเบ๊อะๆบ๊ะๆน่ะ

เดินบนถนนแทนที่จะเดินธรรมดา เธอวิ่งเอาว่ะ เราก็งงๆ จะวิ่งทำไม ข้าวของก็พะรุงพะรังขนาดนั้น นึกภาพหนังญี่ปุ่นดูนะ ผู้หญิงซอยเท้า(แต่คาโนะเธอตะแคงด้วย) วิ่งไปชะโงกตรงนั้นที ตรงนี้ที ฮ่า นี่ถ้ามีอารมณ์จะแซวให้เข็ดเลย

ตกลงว่าในที่สุดก็ได้ร้านกินข้าวแกงกระหรี่คนละจาน กินไปคุยไปเกือบชั่วโมง ได้ความรู้ใหม่ๆมาอีกหลายอย่างจากคาโนะ เพราะความช่างพูด และเอาใจใส่ของเธอ

เป็นเพื่อนใหม่ที่ยอดเยี่ยม แม้จะเบ๊อะบ๊ะก็ไม่เป็นไร

หลังจากนั้นมาขึ้นรถไป น้าบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปต่อเอง เพราะรู้ทางแล้ว เธอก็ไม่ยอมอุตส่าห์มาส่ง อีตอนจะขึ้นรถไปเปลี่ยนขบวน เธอก็ปุเลงๆ มองหาขบวนที่มันถูกต้อง วิ่งไปวิ่งมา น้าก็ปล่อยแกวิ่ง เพราะน้าน่ะจำได้แล้ว เดี๋ยวจะเสียน้ำใจ ฮ่าๆๆ

กลับมาถึงหอราวๆสามทุ่ม ต้องปั่นต้นฉบับให้โอเออีก ไอ้บัวดันบ่นว่าวันนี้ส่งช้า โธ่ เร็วกว่าปรกติตั้งวันแล้ว

คุยเฮอากับชาวประชาชาติธุรกิจที่เมืองไทย พร้อมกับหารือกับบางคนเพราะพรุ่งนี้เย็นต้องไปพรีเซนต์ตัวเองในงานประชุมบอร์ด ให้ทำอย่างนี้เป็นภาษาไทยในเมืองไทยยังยากเลย นี่กับญี่ปปุ่น แล้วต้องใช้ภาษาอังกฤษ

ครูส้มแนะนำแบบเข้ากับนิสัยว่า พรุ่งนี้ไปซื้อเมาธ์ออร์แกนสักอัน(เพราะน้าบอกแกไปว่าอยากได้ ไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย) แล้วก็เป่าๆมันเข้าไป ไม่ต้องไปเตรียมอะไร ถึงเวลาก็ไปพูดเลย เอ๊ะ เข้าท่า

แหะๆ ...ไอ วอส บอร์น ทูบี อะ เจอร์นัลลิสต์ ..น็อต อะ สปีคเกอร์

พูดแบบนี้มันจะไล่กลับไหมเนี่ย

เที่ยงคืนแล้วนอนดีกว่า

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก