บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๑๔ กรกฎาคม  ๒๕๔๓      ขบวนการประชาชน 

เมื่อวานตอนกลางคืนนอนหลับค่อนข้างสบาย แต่ตื่นเร็วไปนิด
ราวๆตีสอง แล้วก็นอนไม่ค่อยหลับมาจนตีสี่ สว่างแล้วครับตอนนี้ 

เปิดหน้าต่างมองออกไป อย่าบอกใครเลยเชียวสายน้ำไหลเชียวข้างล่างนั่น
ไหลเลี้ยวหายไปจากสายตา ฝั่งตรงข้ามเป็นภูเขา หมอกลงไล่เล่นกันเป็นชั้น
อยู่ข้างหน้าและตามยอดเขา 

นกกระสาสามสี่ตัวกับเหยี่ยวออกมาบินแต่เช้ามืด

ยืนชมความงามและเล็งดูสักแป๊บก็แปรงฟันแล้วใส่ชุดนอนญี่ปุ่นนั่นแหละ
ออกไปเดินสำรวจ เริ่มจากลงไปที่ลำธารแช่น้ำเล่น น้ำเย็นเฉียบเชียว 
เหยี่ยวบินโฉบมาดูแล้วทยานห่างออกไป 
น้ำไหลแรง และค่อนข้างขุ่น คงเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาในช่วงนี้ 
จากนั้นเดินลงไปอีกที่หนึ่ง เก็บหินมาสองสามก้อน ละเมิดกฏนักอนุรักษ์หน่อย 
ไม่เป็นไร ไม่ถือ 

เดินหน้าเลาะไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเส้นที่แม่น้ำหักเลียวหายไปตรงนั้นคือ
ทะเลสาปใหญ่ มีนกเป็ดน้ำดำผุดดำว่ายอยู่ตัวหนึ่ง มองเห็นไม่ค่อยชัดนัก
 เพราะหมอกมันลงเยอะ กล้องดูนกก็ไม่ได้ติดมือมาเพราะหมอกมันเยอะอีกนั่นแหละ 
กลัวความชื้นมันจับ 

เดินหน้าต่อไป เพิ่งสังเกตุว่านี่มันคือสนามกอล์ฟ เรามาเดินอยู่ขอบนอกของมัน
 สนามกอล์ฟญี่ปุ่น หญ้าเขาไม่เรียบเหมือนบ้านเรา แถมจุดที่เริ่มตีในแต่ละหลุม
เขาใช้แผ่นหญ้าปลอมวางไว้เลย ไม่ได้ตีจากพื้นหญ้าจริง 
เดินไปจนถึงสะพานข้ามลำธารเล็กๆอีกสาย แต่มันอยู่ข้างล่างลึกลงไปมาก
ข้ามไปสำรวจอีกฝั่ง เห็นมีรถคนมาจอดกางเต๊นท์นอนอยู่คันหนึ่ง 

ลองข้ามถนนใหญ่ไปอีกฟาก มีเวลาเหลือไม่น้อยพอปีนเขาได้สบายๆสองชั่วโมง 
แต่เสียดาย หนึ่งคือใส่เกี๊ยะของโรงแรมมาเดิน ทรมานเท้า สองคือ 
ทางขึ้นตรงนั้นเขาปิดเอาไว้ ไม่กล้าเข้าไป

ย้อนกลับข้ามมาฝั่งเดิม เดินเข้าไปดูในบริเวณซึ่งเขาทำไว้เป็นที่แคมปิ้ง 
ดูเข้าท่าเลยทีเดียว เพราะเขาทำสนามหญ้า แบ่งเป็นหย่อมๆ
 สำหรับรถเข้าไปจอดกางเต๊นท์โดยเฉพาะ มีอาคารห้องน้ำรวม และห้องครัวเสียด้วย 
มีที่สำหรับทิ้งขยะทำไว้มุงด้วยตาข่าย คงไว้กันแมลงและสัตว์ 

ดูเหมือนว่าแถวนี้เขามาแคมปิ้งแล้วล่องเรือเล่นกัน เพราะบริเวณรีสอร์ท
ที่น้าพักเห็นมีเรืออยู่เยอะเลย ทั้งแบบเรือแจวที่มันใหญ่ๆหน่อย
แบบหลายคนแจว และเรือแคนู 


อย่างไรก็ตามตอนนี้คนที่มาพักที่รีสอร์ทมีแต่คนแก่ๆ ดูท่าว่า
ไม่มีใครมีแรงเล่นเรือไหวแน่นอน 

เดินเล่นจนเหงื่อซึมกลับมาที่พักราวๆหกโมงเช้า อาบน้ำอาบท่าแต่งตัว
เจ็ดโมงครึ่งลงไปกินข้าวกับคาโนะซังและคุณแอน ทากากิซังอาบ
น้ำเสร็จมาตอนแปดโมงมานั่งโซ้ยด้วยอีกคน มื้อนี้กินข้าวได้เกลี้ยงเกลา 
แปดโมงครึ่งเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เป้าหมายแรกคือ จำไม่ได้แล้วแฮะ 
มันหลายวันเข้า  

เอ้า ไม่รู้เป้าหมายแรกหรือเปล่า เอาเป็นว่าเราไปที่เมืองนาไกก็แล้วกัน
 เมืองนี้สถานะเป็นซิตี้ ก็ใหญ่กว่าทาวน์ขึ้นมาหน่อย มีประชากรราวๆ
 ๓๐,๐๐๐ กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ไปถึงก็เข้าไปนั่งในห้องซึ่งเป็นร้านค้า
ของกลุ่มเกษตรกรของเมือง มีผู้หญิงแก่สามคน เป็นผู้นำชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่
ของเมืองคนหนึ่งมานั่งบรรยาย 

เขาบรรยายกระบวนการรีไซเคิ่ลขยะของเมืองนี้ ซึ่งมีความเป็นมายาวนาน
 และริเริ่มขึ้นโดยชาวบ้าน ประสานกับทางการ ที่เราใช้คำว่า
ขบวนการประชาชนนั่นแหละ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้เขาใช้เวลานานถึงสิบปีเศษๆ
 เป็นชบวนการที่เริ่มมาจากการมองหาอนาคตของเมืองว่าจะไปทางไหน 

รีไซเคิ่ลขยะนี่มันแค่ส่วนเดียวเท่านั้น แต่มันโดดเด่นและชาวบ้านมีส่วนร่วมมาก
 เพราะทุกคนต้องทิ้งและแยกขยะจากที่บ้าน เขาเรียกว่าอะไรนะ คิทเช่น คอนเนค ทู ฟาร์ม 
เศษขยะจากครัวถูกนำไปเข้าโรงผลิตปุ๋ยร่วมกับพวกมูลสัตว์ทั้งหลาย 
และเอาบีเอ็มดับบลิวมาใช้ด้วย ได้ปุ๋ยมาก็ขายให้เกษตรกรไปในราคาถูกมาก 
 ไม่พอขายหรอก 

ไปดูที่โรงงานแปรรูปขยะ เขาให้ดูพวกเศษขยะอื่นๆที่ปะปนมา เช่น พลาสติค ,
เหล็ก อะไรพวกนั้นมีน้อยมาก เดือนหนึ่งยังไม่เต็มตะกร้าใบเล็กๆเลย 

คาโนะซังบอกว่าถ้าเป็นโตเกียววันเดียวก็มากกว่านี้หลายร้อยเท่า

โครงการโรงปุ๋ยชาวบ้านนี้ก็กำลังมีการประสานงานกับกลุ่มชาวบ้านที่ขอนแก่น
ด้วยเหมือนกัน ผู้นำชาวบ้านคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวจริง ผู้ชายซึ่งเข้ามาสมทบทีหลัง
เล่าให้ฟัง เขาเคยมาเมืองไทย พักกับพี่โย(บำรุง คะโยธา) พอเราบอกรู้จักดี
เมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว ก็เลยจับไม้จับมือกันนิดหน่อย 
และชาวนาไทยก็เคยมาอยู่กับเขาสี่ครั้งแล้ว เป็นการประสานงานกันโดยผ่าน
เอ็นจีโอบางหน่วยงาน 

โรงงานปุ๋ยหมัก และ การรีไซเคิ่ลขยะของเขาไม่มีอะไร มันก็งั้นๆ 
แต่กระบวนการของมันนี่สิ และก็ไม่ใช่ง่ายๆด้วย กว่าอะไรต่อมิอะไรมันจะลงตัว
อย่างที่ได้ไปเห็นมานี้ก็เพิ่งเมื่อสามปีที่ผ่านมานี้เอง และเมื่อลงตัวแล้วเขาก็เริ่มคิด
กันอีกว่าแล้วอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร 

ชาวบ้านเขาคิดกันนะครับ ไม่ใช่ราชการมาสั่งๆๆ รัฐบาลท้องถิ่นเขาเพียง
เข้ามาสนับสนุน ทำอย่างไรในบ้านเรามันจะมีจิตสำนึกชุมชนแบบนี้ ไม่ง่ายเหมือนกัน 


เลิกจากโรงปุ๋ยก็ไปกินข้าว เรากับคุณแอนสั่งเหมือนกันคือข้าวหน้าปลาไหลย่าง
 อ้าว..หน้าร้อนนี่ญี่ปุ่นต้องกินปลาไหลกัน เขาบอกว่ามันดีต่อสุขภาพ 
การกินของญี่ปุ่นนี่ส่วนหนึ่งเขายังรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมเอาไว้ได้ หน้านี้
มีนั่นหน้านั้นมีโน่น แต่ละอย่างมีคำอธิบายที่สืบทอดกันมาแต่โบราณทั้งนั้น 
เหมือนการกินของคนไทย แต่ของเราเดี๋ยวนี้น้าเองก็ไม่ค่อยได้ยินใครอธิบาย
กันอีกแล้ว น่าเสียดายที่การกินของเราจะกลายเป็นแค่การบริโภคอย่างไร้ศิลปเข้าไปทุกที 
เห็นอาหารที่ทากากิซังสั่งมาแล้ว อยากกินมั่ง มันเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เส้นใหญ่ 
..เออ เส้นใหญ่เลยแหละ 

วันนี้น้ากินเรียบ อร่อยดีข้าวปลาไหลย่าง 

กินเสร็จดูเหมือนจะไม่มีโปรแกรมล่วงหน้าแล้ว ไปดูทุ่งดอกไม้เมืองนาไก 
มันเหี่ยวไปหมดเสียแล้ว ตอนบานมันจะเป็นล้านดอกเลย เสียดาย แต่ไม่มาก 

จากนั้นทากากิซังบอกให้กลับไปทางเมืองทากาฮาตะ เพื่อไปดูโรงไวน์ 
ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร แต่ก็ยังอุตส่าห์หอบไวน์ติดมือมาขวดหนึ่ง ทั้งที่เงินทองร่อยหรอเต็มที 
ออกจากโรงไวน์ไปแวะพิพัณฑ์อีกแห่ง น่าสนใจมาก เขาสร้างขึ่นมาเพื่อเป็น
อนุสรณ์สำหรับ ฮิโรสุเกะ ฮามาดะ นักเขียนนิทานสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงมากของญี่ปุ่น 

เพราะเหตุที่ฮามาดะ เกิดในครอบครัวเกษตรกรในเมืองทากาฮาตะนี่เอง 

ตรงนี้คือสิ่งที่น่านับถือน่ายกย่องและน่าเลียนแบบจากญี่ปุ่น เพราะเขายัง
เคารพในสิ่งที่เขามี ภูมิใจกับมัน และหาทางให้คนจดจำมัน 

อย่าลืมว่านี่ค่อเมืองเล็กบ้านนอกที่มีคนอยู่แค่หมื่นคนเศษๆ แต่มีพิพิธภัณฑ์อย่างนี้ 
และเด็กๆทั่วญี่ปุ่นก็รู้จักดี พวกเขาจะส่งก้อนหินทาสีมายังพิพิธภัณฑ์ เพื่อรำลึกถึงฮามาดะ 


ออกจากพิพิธภัณฑ์ ก็ตรงไปสถานีรถไฟ คาโนะซังกับทากากิซัง
จะไปแช่บ่อน้ำร้อนสาธารณะในสถานี นับเป็นไอเดียที่เข้าท่า ลงรถไฟมา
เหนื่อยๆก็แวะแช่เสียหน่อย หรือแช่ให้แช่มชื่นก่อนขึ้นรถไฟ 

น้ากับคุณแอน แยกไปดูวัดชินโตแถวนั้น เดินขึ้นไปแค่สามร้อยเมตร อากาศร้อน
แต่ก็สดชื่นเพราะข้างบันไดทางขึ้นมีสายน้ำรินลงมาตลอดทางเดิน 

รองน้ำมาลูบแขน เย็นเฉียบเลย 

ขากลับคุณแอนช่วยบอกที่ที่น่าจะไปหลายที่ในโตเกียว 
เธอบอกว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่เยอะ ถ้ารู้จักที่ไป 

เล่าถึงด้านที่ไม่ดีของคนญี่ปุ่นให้ฟัง แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ถึงด้านดี
หลายอย่าง เป็นหลายอย่างที่น่าสนใจ การสืบทอดภูมิปัญญาเก่าๆเอาไว้นั้น
ก็หนึ่งอย่าง เมื่อคืนน้าดูสารคคดี มีคนแก่ทำลิ่มสำหรับงานก่อสร้าง เผาเหล็กตี
กันเป็นตัวๆ เลยครับ 

แล้วเอาไปสร้างวัดจริงๆ 

บ้านเราใครมานั่งเผาเหล็กตีเหล็กทำอย่างนี้อยู่ อดตายไปเลย แต่ของเขา
มันทรงเกียรติ เจ้าของลิ่มไปดูการตอกด้วยตัวเองด้วยในสถานที่ก่อสร้าง 

ลิ่มทำเองด้วยมือแบบนี้เวลาตอกไปเจอตาไม้มันโค้งหลบได้ แต่ลิ่มจาก
โรงงานจะดันดึงตรงเข้าไปจนไม้แตก 

นี่คือตัวอย่างเล็กน้อย ลองไปดูผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เขามีกันสิครับ มันเยอะแยะ
มากมายหลากหลายแตกต่าง และที่สำคัญหีบห่อของเขาสวยงามไม่แพ้พวก
สินค้าบริษัทใหญ่เลยแม้แต่ร้อน 

กลับมาจากวัดมานั่งรอพ่อจอมชี้อีกพักหนึ่ง จิบเบียร์ไปพลางๆ ได้เวลาก็
ขึ้นรถไฟกลับ นั่งซดเบียร์คุยกับทากากิซังมาเกือบตลอดทาง 

ความรู้เรื่องกินกับเรื่องดื่มของทากากิซังนี่ หาตัวจับยากมากจริงๆ อ้อ 
ไม่ใช่ความรู้อย่างเดียว การกินการดื่มของแกก็เหลือรับประทาน 
ทั้งจุและรวดเร็ว ครึ่งชั่วโมงสาเกสามขวด ไม่เหลือสักหยด นี่แหละเขาละ 
ขนาดมีเบียร์นำร่องมาก่อนนะ 

มาถึงโตเกียวสองทุ่มแยกทางกับคาโนะซังและคุณแอน กลับถึงหอเหน็ดเหนื่อยกาย 

แต่ไม่เหนื่อยใจ 

ยังมีโปรแกรมออกบ้านนอกเหลืออยู่อีกหนึ่งโปรแกรม วันยังไม่ระบุ
 แต่ตอนนั้นคงไม่สนุกนัก เพราะไปไปกับอูชิยามะซัง ต้องยอมรับว่าเบ๊อะบ๊ะอย่างทากากิซังมันสนุกกว่า 

ไอ้ผู้คุมเรานั่นมันชอบถามคิดยังไงยันเต... 
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก