บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓

คิดถึงบ้าน

หลายวันมานี้สมองชักเฉื่อยเนือย โรคคิดถึงบ้านกำเริบแน่นอน เห็นหน้าไอ้บอกอ กับ ผู้ช่วบบอกอ อาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์ ที่ไปฝึกงานมาด้วยสองอาทิตย์ก่อนแล้วเซ็ง มันไม่กล้ามองตาน้า ทำไมของมันก็ไม่รู้

ห่างบ้านมาสามเดือนครึ่งแล้ว ธรรมดาของคนไกลบ้าน มันต้องคิดถึง เพียงแต่ว่ามันพาลหงุดหงิดเอากับเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ง่ายๆ

คนไม่กล้าสบตาก็ไปโกรธเขา ดูเอาเถอะ ทำไมไม่ร้องเพลงช่างมันมั่ง ไอ้หัวหน้าข่าวหนังสือพิมพ์เกาหลีห้องข้างๆนั่นก็อีกคน แม่ง...เกิดมา ยิ้มไม่เป็นหรือยังไง

สู้ลูกน้องไม่ได้ สวนกันทีไรยิ้มหวานทุกที

พักนี้คิดอะไรไม่ออกว่าจะไปไหนยังไง มีอยู่ที่หนึ่งที่อยากจะไป แต่ไปแล้วต้องค้าง ยังหาที่ทางไม่ได้ มันเป็นที่ที่จะไปดูหิ่งห้อย และพวกแมลงเรืองแสงตอนกลางคืนน่ะ

เอาไว้ค่อยว่ากัน มันจะมีอยู่ในช่วงเดือนนี้

นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งสมัยเด็กๆ มันชอบออกไปนอกเมือง (จากตัวเมืองเดินไปไม่ถึงสิบนาทีก็นอกเมืองแล้ว บ้านเกิดน้าน่ะ) ไล่จับหิ่งห้อยตอนกลางคืน บอกว่าจะเอามาทำยาสลบ

เมือคืนทำแห้วอะไรไม่รู้ นอนตั้งตีสาม แล้วตื่นเช้า นอนต่อ ไม่ค่อยหลับ กว่าจะออกจากหอก็เกือบเที่ยง ไปถึงที่ทำงานประมาณบ่ายโมง ระหว่างทางตอนเดินก็พยายามสอดสายตาหาร้านแว่นตา จะเปลี่ยนก้านแว่นเสียหน่อย แต่ยังหาไม่เห็น

นั่งอ่านหนังสือพิมพ์แบบยืดออกไปสุดแขน พออ่านได้ เหมือนกัน

ไม่นานก็ลงไปกินข้าวกลางวัน แล้วกลับมานอนต่อ

บ่ายสามครึ่งออกเดินทางไปกับพ่อจอมชี้ ทากากิซัง เดี๋ยวนี้ชี้น้อยลงแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อย

ปลายทางคือ โซนี คอมพิวเตอร์ เอนเทอร์เทนเมนต์ ไปก่อนเวลาเลยต้องนั่งรอข้างนอก จนอีกสิบนาทีเข้าไปข้างใน ในไหนก็ไม่รู้ พี่แกหาไม่เจอ มาผิดตึก เดินต่อไปอีกตึก ก็ไม่ใช่อีก เขาบอกว่าต้องไปอีกตึก

คนเบ๊อะบ๊ะกว่าน้าก็มีทากากิซังนี่แหละ มันเบ๊อะจนบอกไม่ถูกเหมือนกัน

ไปถึงบริษัท เข้าห้องนัดหมาย คล้ายฟูจิตสึเมื่อวาน คือเขาตัดงานบริการออกหมด ไม่มีพนักงานมาคอยดูแลอะไร ไม่มีการเสิร์ฟอะไรทั้งนั้น ของฟูจิตสึนั่น รับกุญแจจากเคาน์เตอร์แล้วไปเปิดห้อง อยากได้กาแฟก็ออกไปเอามาเอง เสร็จแล้วก็จัดการเอาไปคืน ทำห้องให้เเรียบร้อย

ส่วนโซนี ไม่มีอะไรเสิร์ฟ

พนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเขามาคุยด้วยสองคน ล่อกันเรื่องเพลย์สเตชั่นอย่างเดียว เขานัดให้ได้แค่นี้ เราจะไปทำอะไรได้

คนหนึ่งเป็นญี่ปุ่น อีกคนอเมริกัน ยังเด็กๆทั้งคู่

ตอนแรกหนักเลย เพราะมาถึงก็เอาเอกสารให้สองสามชุด บอกให้อ่านๆดู แล้วมีอะไรจะถามก็ถามมา

น้าไม่ได้อยากรู้เรื่องเพลย์สเตย์ชั่นนักหรอก เพราะนี่มันเลยเวลาที่จะรู้มาเยอะแล้ว ในแง่ข่าวแทบไม่มีอะไรเลย ใหม่สุดมันก็แถลงข่าวไปแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน ไอ้พีเอส วัน แบบพกพา เพื่อรักษาตลาดซอฟต์แวร์เกมเก่าเอาไว้ ก่อนที่เพลย์สเตย์ชั่นทูมันจะเคลื่อนเข้าไปแทนจนหมด

พกพาแต่ไม่มีแบตเตอรี่ มันจะพกไปทำไมก็ไม่รู้

มันมีที่น่าสนใจอยู่หมือนกัน อย่างแรกคื่อ กลุ่มประชากรของเพลย์สเตชั่นทู เทียบกับเพลย์สเตชันเฉยๆ ปรากฏว่าเพลย์สเตชั่นทู กลุ่มอายุผู้ซื้อกระจัดกระจายมาก พอๆกันตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงอายุเกินสี่สิบ ขณะที่เพลย์สเตชั่นเฉยๆ น้ำหนักกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์มากรุะจุกอยู่ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปี

เพราะเพลย์สเตชั่นทู มันไม่ใช่เครื่องเล่นวิดีโอเกมเหมือนเดิมแล้ว มันเป็นทั้งเครื่องดูหนังฟังเพลงด้วย แถมราคาถูกกว่าเครื่องเล่นดีวีดีด้วย

ลองถามเขาเรื่องความรุนแรงจากเกม

เขาบอกว่า มันก็มี แต่เป็นสัดส่วนเล็กๆเท่านั้นของตลาด เกมยอดนิยมตอนนี้เป็นเกมแข่งรถ

นั่งคุยกันอยู่แค่ครึ่งชั่วโมงก็หมดกรุ

มีข่าวมาฝากนักเล่นเกมแค่ว่า เพลย์สเตชั่นทู ยังไม่มีแผนจะวางตลาดในแถบบ้านเรา เพราะรายได้หลักของเขามันมาจากการขายซอฟต์แวร์ แต่แถวบ้านเราคือเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น ปัญหาเกมก็อปปี้มันเยอะมาก

ช่างมันเถอะนะ

เพลย์สเตชั่นทู อิส นอทธิ่ง อิน มาย โอพีเนียน

แต่เพราะเป็นนักข่าว นอทธิ่งไม่ได้เลยสักอย่าง ...น่าเซ็งไหม

ออกจากโซนี เดินผ่านซอยหอพักเจมหมีอย่างละเหี่ย ขึ้นซับเวย์กลับหอ มาถึงสถานีใกล้หอ ไปเดินสำรวจดูหาร้านเรือนไทยอีกที คราวนี้เจอแฮะ ร้านเล็กๆ เข้าซอยไปหน่อย

แต่ดันแขวนป้ายปิดเสียนี่ เลยไม่ได้เข้าไป

แวะซื้อข้าวกล่องปากซอย

เข้าหอ แล้วเข้าห้อง ออนไลน์สนทนากับแม่ส้มแป๊บนึง ส่งรูปวาดใหม่ไปให้ดู ก็นั่งวาดมันเมื่อคืนนั่นแหละ ไอ้ตุ๊กมันสั่งมาให้วาดสีน้ำ แต่เราขี้เกียจ เลยวาดมันบนคอมพ์แทน

แม่ส้มเขาบอกว่าสวย...เออ ชมกันมั่ง

ไม่ชมมีรายการหัวโน

หลังฝนตก อากาศเย็นสบาย หรีดหริ่งเรไรประสานเสียง คิดว่าน่าจะมีอึ่งอ่างคางคกบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็น

ฝนตกทุกวันแบบนี้ คิดถึง กบ

กบย่าง กบยำ กบพล่า กบผัดกระเพรา

หวังว่าคืนนี้จะได้บัดดี้โฟนกับที่บ้านมั่ง...ก็มันคิดถึงน่ะสิ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก