บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๔ มีนาคม ๒๕๔๓

ประสบการณ์อันเลวร้าย(อะคิๆ)

เพิ่งกลับมาถึงบ้านได้สักสิบกว่านาที สี่ทุ่มสามสิบห้าเข้าไปแล้ว อากาศก็เย็นเหมือนเดิมแหละนะ ขี้เกียจจะบอกแล้ว วันไหนมันเลิกหนาวค่อยรายงานดีกว่า ที่กลับดึกก็เพราะวันนี้มีงานปาร์ตี้เล็กๆ ของอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก ตอนหกโมงครึ่ง

เลิกงานปาร์ตี้ออกจากสำนักงานขึ้นรถกลับบ้าน ช่วงอีกสองสถานีจะถึงหอพัก รถไฟมันแล่นช้าๆ พอจอดสถานีคะไซ หรืออะไรนี่แหละ เสียงพูดจากลำโพงเป้นภาษาญี่ปุ่น ยาวผิดปกติ สังเกตเห็นคนขยับกันหมดทั้งโบกี้ รวมทั้งโบกี้อื่นๆที่ติดๆกันทั้งสองข้างด้วย

มันเล่นตูอีกแล้วเที่ยวนี้ ฟังไม่ออกแต่เดาออกเลย มันไล่คนลงจากรถไฟหมดขบวน เคยเจอมาแล้วหนหนึ่ง ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน จะว่ารถเสียก็ไม่เชิง เพราะมันยังแล่นขบวนเปล่าๆไปได้เลยนี่

คราวนี้รอนานกว่าคราวที่แล้ว ตอนลงจากรถไปเห็นคนยืนออกันอยู่ที่สถานีมากผิดปกติ คิดว่าขบวนก่อนหน้าก็คงโดนไล่ลงเหมือนกัน คนเต็มไปหมด หันมองไปรอบๆ จะหาคนที่ดูหนุ่มสาวพอจะสปี๊คอิงลิชสักคนก็ไม่มี มีแต่คนอายุเยอะๆ

ตอนที่รถเคลื่อนขบวนออกไป คนแก่ข้างๆชี้ให้ดู มีคนหลับคาเก้าอี้ค้างอยู่คนหนึ่ง ฟังเขาไม่รู้เรื่องหรอก

ช่างมันวะ พรุ่งค่อยไปถามเอาที่สำนักงานว่าเกิดอะไรขึ้น รออยู่สักสิบนาทีกว่าๆ รถก็มาอีกขบวน คนเยอะพอสมควร แต่ยังไม่ถึงกับแน่น มันแล่นช้าๆเข้ามาเทียบสถานี พอประตูเปิดคนส่วนหนึ่งก็ลง อีกส่วนหนึ่งก็นั่งอยู่ตามปกติ แต่เดี๋ยวเดียว เสียงจากลำโพงดังมาอีก ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ปรากฏว่าคนที่ยังนั่งอยู่ในโบกี้ทั้งหมด ลุกขึ้นลงจากรถไฟหมดเลย มาเบียดกันแน่ขนัด แต่ยังไม่ทันเข้าที่เข้าทาง มันประกาศอะไรอีกก็ไม่รู้

คนทั้งหมดก็เฮโลกันขึ้นกลับไป จอดอยู่นานจนคนขึ้นจนเกลี้ยง รถก็เริ่มออก แค่สองสถานีน้าก็ลง เดินกลับหอด้วยใจไม่เบิกบาน เพราะซากุระยังไม่บาน

แต่นี่ยังไม่ใช่ประสบการณ์อันเลวร้ายหรอกจะบอกให้

ถ้าจำได้บันทึกฉบับก่อนบอกไว้แล้วว่าวันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก มีบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์อาซาฮีเป็นประธานคณะกรรมการ กรรมการคนอื่นๆก็อาวุโสงั่กกันหมด มีคนเดียวที่หนุ่มหน่อย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น เห็นว่าชื่อเสียงโด่งกดังมาก ถนัดเรื่องการเมืองจีน

ในการประชุมเที่ยวนี้ พิเศษแบบทริปเปิ้ล เพราะสต๊าฟของอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก ก็เปลี่ยนกันใหม่ สองคนที่นั่งข้างๆน้าต้องเข้าประชุมด้วย คุณโอโนะ บอกว่านี่ครั้งแรกนะเนี่ยที่ขึ้นมาในห้องนี้

โอโนะคือผู้ชายหัวไม่ค่อยมีผม เพิ่งกลับจากเมืองไทยได้วันสองวัน

น้าต้องพรีเซนต์ตัวเองให้กับคณะกรรมการชุดนี้เขาฟัง ความจริง อูชิมายะซังบออกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องออกไปพูด

น้าก็เตรียมตัวไปตายแล้วเรียบร้อย เพราะถ้าใครรู้จักน้าดีจะรู้ว่าไอ้นี่เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่กลัวที่สุด ไม่เคยทำได้เลย

กลัวแสนกลัว แต่มันเลี่ยงไม่ได้

เมื่อคืนครูส้มก็อุตส่าห์ช่วยบ้าง แต่ช่วยอะไรไม่ได้ คนเรามันต้องมีขีดจำกัดบ้างว่ามั้ย หลังจากกลับจากโรงเรียน ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กิน เข้าสำนักงานนั่งเขียนเลย เขียนเป็นภาษาอังกฤษบนกระดาษ กะเอาเข้าไปอ่าน ค่อยง่ายขึ้นหน่อย ใช้เวลาราวๆ ห้านาทีก็เรียบร้อย พับใส่กระเป๋า จากนั้นออนไลน์ คุยกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ ทำอะไรอย่างอื่นไม่ไหวหรอกครับ อารมณ์ขนาดนี้

หลายคนเขาก็ให้กำลังใจ มีครูส้มคนเดียวที่หัวเราะเยาะ เจ็บใจชิบโป้ง

ใกล้ห้าโมงเย็นเอากระดาษออกมาอ่านอีกรอบ เพื่อความมั่นใจ แต่ปรากฏว่าเป้นการทำลายความมั่นใจเข้าไปอีก ถึงเวลาก็ขึ้นไปชั้นสิบห้า เข้าห้องประชุม เขาจัดเก้าอี้ให้นั่งต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวกับโต๊ะประชุม รอเข้าประชุมกันไปถึงเวลาก็ได้รับเชิญให้ออกไปพูด

อยากรู้มั้ยว่าเอาอะไรไปพูด หรือที่จริงคืออ่าน จะลอกที่เขียนให้อ่านนะ ไม่แปลละ ใครแปลไม่ออกก็ข้ามไปได้เลย อ้ออีกอย่าง ไวยากรณ์ผิดๆถูก อย่าได้เอาไปเป็นแบบอย่างเลยทีเดียวเชียว

Good afternoon sir,

Pardon me for my quite poor English and pardon me if I say something wrong because I'm not a good speker.I never do like this before ...to present mydelf in front of several people. It's the frist time in my life to do something like this. Well,first of all I'd like to say "thank you very much" to Asahi Shimbun which let me have a chance to come to Japan. The important thing for me is to learn from Asahi Shimbun's people as much as possible. Amd also to learn Japanese way of life and Japanese way of thought. Now I and my friend in Aasahi Asia Network didn't create a plan for me to do after I fininish language school . But don't worry, I'm a journalist at heart. I was born to be a journalist who're ready to learn everything all the time.

Thank you very much.

อีตอนเขัยนเสร็จก็กรี๊ดกร๊าดไปในใจ เออเข้าท่า ผิดมั่งก็ช่างมัน

ถึงเวลาที่เขาเรียกออกไปยืนพูดจริงๆ ทั้งๆที่จกมาอ่านนี่แหละเพื่อน อ่านไปไม่ครบทั้งหมดหรอก มีขาดมีเกิน ตะกุกตะกัก แล้วก็ตัวสั่นงั่ก ยังกับลูกนกตกน้ำ

ใจงี้เต้นโครมๆแทบระเบิด

พอแทงคิ้วเวรี่มัชเสร็จก็เผ่นเลย เดินสะดุดขาตัวเองออกประตูไป ลงลิฟต์เข้าห้องทำงาน หัวใจยังไม่หายเต้นดี ปวดมวนท้องและเจ็บหน้าอกขึ้นมา กว่าจะปกติได้เกือบครึ่งชั่วโมง

จะบอกอะไรให้ คนจะตายอยู่แล้วยังมีคนแอบหัวเราะเยาะ

นั่งออนไลน์หาที่ปรึกษา สักพักรอเวลาที่จะต้องไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็นอีก ใจอยากกลับหอจะขาดดิ้น แต่ไม่ได้ เลี้ยงต้อนรับแบบญี่ปุ่น ก็แบบญี่ปุ่นน่ะแหละ คล้ายๆค็อกเทล แต่ก็ไม่เชิง เพราะไม่มีใครมาเดินเสิร์ฟอะไรให้

เริ่มงาน บอกอบอหอ ของอาซาฮี ชิมบุน ซึ่งจัดเป็นอันดับสองรองจากประธานบริษัท ก็ขึ้นพูด แล้วก็คนอื่นขึ้นพูด มีการแนะนำสต๊าฟใหม่ สต๊าฟเก่า

เสร็จแล้ว เหมือนว่าชาติก่อนไปแกล้งใครเขาเอาไว้ อูชิยามะซัง ซึ่งเป็นโฆษกของงาน เรียกข้าพเจ้าขึ้นเวที แล้วเขาก็ส่งไมค์ให้ มีคนมายืนรอแปล

โอ้โฮ ไม่บอกล่วงหน้า เล่นกันสดๆ เลยเนี่ย

เจ๊งสิครับ เจ๊งลูกเดียว กว่าจะพูดอะไรออกมาได้แต่ละประโยค มันยากเย็น เหมือนเขาจะส่งไปประหารยังงั้นแหละ ทีแรกก็กะแล้ว ตายแน่งานนี้ พอเขาบอกให้พูด น้าก็เล่นทริคเลย แทงคิ้วเวรีมัช ฟอร์ เอเวอรี่ ธิง แล้ววางไมค์ ทำท่าจะลงจากเวที

พี่อ้วนซึ่งเป็นคนคอยแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่ยอมให้ลง บอกบทให้พูด

โอ้ยเล่าไปก็ไม่เห็นภาพหรอก

ทุเรศทุรังยังกะตัวตลก คนเขาสมเพชและเมตตา เลยหัวเราะกันครื้นเครง

มารู้ตอนหลังจากอูชิยามะซังว่าเป็นไอเดียของบอกอบอหอเขา ไอ้ที่เราไปอ่านตะกุกตะกักน่ะ บอกอท่านว่าดีวุ้ย เข้าประเด็นเผง ให้มันพูดอีกก็แล้วกัน ...โด่ แล้วไม่บอกก่อน จะได้เอากระดาษแผ่นเดิมมาอ่านอีก

เสร็จจากโดนเชือดบนเวที ก็ปาร์ตี้ จริงๆ กินกันไปคุยกันไป กับคนโน้นคนนี้ เออกันเองแบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย หลายคนเคยมาทำงานเมืองไทย สนุกสนานดี โดย

ได้รู้จักกับ นักข่าวหนังสือพิมพ์เกาหลีคนหนึ่ง ชื่อ ลี เป็นนักข่าวประจำโตเกียว

เธอเป้นผู้หญิง สาว หน้าตาดี และ เรามีนัดไปดูดอกซากุระบานกันวันที่ ๘ เมษายนซะด้วย ฮ่าๆๆ พี่ก้อยอ่านมาถึงตรงนี้ หัวใจหล่นตุ้บไปถึงใต้ตาตุ่ม

เรื่องของเรื่องก็คือ คุณอะไรสักหน่อ จำชื่อแกไม่ได้ ทำงานที่อาซาฮี ชิมบุนเหมือนกัน เข้ามาคุยด้วยอย่างยินดี คะเนว่าหน้าตาท่าทางสงสัยจะขี้เหล้าพอกัน คุยนั่นคุยนี่ และ คุยเรื่องครอบครัว แกมีลูกสามคน คนโตก็ราวยี่สิบ เรียนมหาวิทยาลัย คนกลางมัธยมปลาย ส่วนคนเล็กฟังไม่ถนัด แถวๆประถมปลายหรือมัธยมต้น ไม่ค่อยแน่ใจ

เอ๊ะ คุยชักถูกคอ แกก็ชวนบอกว่า ไว้มีเวลา ไปเยี่ยมที่บ้านเลยนะ น้าก็ว่าวิเศษ เกร๊ตๆๆ ไปค้างด้วยเลยก็ดี อยากรู้เหมือนกันมันอยู่กันยังไง

ทีนี้น้าก็เปิดประเด็นใหม่ เรื่องซากุระบาน เออ มันจะเปลี่ยนฤดูเป้นฤดูใบไม้ผลิในเร็วๆนี้ และจะเป็นช่วงของดอกซากุระบานซึ่งสำคัญมากสำหรับคนญี่ปุ่น( เมื่อวานคุณคาโนะบอกว่ามันคือสัญญลักษณ์แห่งความเบิกบานของชีวิต เป็นอะไรที่ออกมาหัวใจของคนญี่ปุ่น)

แกก็อธิบายแล้วบอกว่ามันจะบานเดือนเมษายน แล้วต่อว่า เออ เดือนเมษายนนั่นแหละ ไปเที่ยวบ้านแก อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว แต่เป้นย่านที่ซากุระบานงามมาก

เสร็จสรรพแกก็หันไปเรียกนักข่าวสาวเกาหลีให้มาทำความรู้จักกับน้า แล้วชี้แจงแถลงไข เราก็ได้แต่โค้งคารวะ แกหันไปบอกอูยาชิมะซัง ฟังไม่ออก หรอก คงคล้ายๆกับว่า อั๊วจะพาลูกน้องลื้อไปเที่ยวบ้านนะ

แล้วก็หันมาพูดกับคุณลีเป้นภาษาญี่ปุ่นที่น้าฟังไม่รู้เรื่อง แป๊บหนึ่งก็บอกน้าว่า เนี่ย ไปด้วยกันพร้อมกันเลย วันเสาร์ที่ ๘ เมษายน นะว่างหรือเปล่า

มีหรือจะไม่ว่าง (ฮา)

เรื่องก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ไม่มีอะไรน่าหล่นลงไปอยู่ใต้ตาตุ่มหรอก

หัวใจเราท่านต่างอยู่ที่เดิมทั้งสิ้น มนฝังที่นั่นมานานเกินกว่าจะไปขุดย้ายถิ่นย้ายที่เสียแล้ว

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก