บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๑๕-๑๖  กรกฎาคม  ๒๕๔๓      แฮรี่ พอตเตอร์  

วันเสาร์เป็นวันพักผ่อนหลังกลับมาจากยามากาตะ ใช่ว่าเหนื่อยอะไรมากมาย
แต่เงินไม่มีพอจะไปไหนต่อไหนได้ ก็เลยอยู่หอนั่งเขียนต้นฉบับ เขียนบันทึก 
กินๆนอนๆ อากาศร้อนนิดหน่อย เลยเปิดแอร์ แต่ดันไม่ปิดหน้าต่าง เพราะมันจะอับกลิ่นบุหรี่ 

พูดถึงเรื่องแอร์นี่ก็เบ๊อะบ๊ะดี มาอยู่ที่นี่ตอนแรกเมื่อเดือนมีนาคม น้าเปิดฮีตเตอร์บ้าง
ในบางคืน แต่ไม่บ่อย ส่วนใหญ่นอกจากไม่เปิดฮีตเตอร์แล้วยังเปิดหน้าต่างเสียอีก
เหมือนปกติ นอนหนาวเยือกแทบทุกคืน 

ทีนี้เข้าหน้าร้อน กลางคืนไม่เป็นไร เพราะน้าไม่ชอบแอร์ ที่บ้านไม่เคยติด 
เถียงกับภริยาบ้างในบางครั้ง เพราะเธออยากติด 

แต่กลางวันในห้องเล็กๆที่หอนี่ บางทีก็แย่เหมือนกัน ใจเราก็นึกว่านี่เมื่อไรผู้จัดการหอ
เขาจะมาเอาไอ้ฮีตเตอร์นี่ออกไป แล้วเอาแอร์ของดิฉันมาติดให้แทนเสียทีน้อ 
คิดอยู่อย่างนี้แหละ 

ไปถึงบางอ้อเอาก็ที่รีสอร์ตเมื่อคืนวันก่อน เพราะเขาเปิดแอร์เอาไว้ให้ในห้อง 
น้าหยิบรีโมทมากดเปิดโทรทัศน์ อ้าวนี่มันรีโมทแอร์นี่หว่า ปิดแอร์ไปเลย 
ในห้องมันมีแอร์ตั้งพื้นอยู่ตัวหนึ่ง กดรีโมทยังไงมันก็ไม่ทำงาน ลองไปเปิดๆ
จิ้มๆดู มันก็ไม่ทำงาน 

อีกตัวมันติดอยู่บนผนัง ไอ้นี่มันฮีตเตอร์ที่หอเลยวุ้ย ลองกดรีโมทดู อ้าวทำงานแล้ว
 ลดอุณภูมิลงมาได้ต่ำสุดที่สิบแปดองศา ....หายโง่เลยทีนี้ 

วันนี้เลยเป็นวันแรกที่ได้เปิดแอร์ตอนกลางวัน แต่มันเป็นแอร์ชั้นไม่ดี เสียงดัง
น่ารำคาญ เปิดพอไล่อากาศร้อนเสียหน่อยก็พอ 

หลับไปในรัตติกาลอันว่างเปล่า ตื่นมาวันอาทิตย์ ตอนสายมากๆ ไม่พูดพล่าม
ทำเพลงอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวออกจากหอเลย ไปหาข้าวกินถึงย่านกินซ่าโน่น 
แล้วย้อนกลับมาที่สถานีเคียวบาชิ ที่นี่มีร้านหนังาอต่างประเทศค่อนข้างใหญ่มีทางเข้า
จากซับเวย์ได้เลย ชื่อร้านมารูเซ็ง ชื่อพิกลดีว่ะ 

น้าเคยมาแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าจะต้องไปออกทางไหนถึงจะเจอร้าน เดินวนข้างใน
สถานีสำรวจมันทุกทางออกมีอยู่ ๘ ทาง ไม่คุ้นเลยสักทาง มีทางเดียวที่คลับคล้าย
คลับคลาเพราะมันไม่ใช่ทางออกไปข้างนอก มันเชื่อมต่อกับตึกอะไรสักตึก
เพียงแต่วันนี้ไม่เชื่อม เพราะเขาปิดประตูไว้ 

วันนี้วันอาทิตย์ มันคงปิด..หรือเปล่า 

ออกนอกสถานีไปเดินวนข้างนอกจนเป็นวงกลม ตึกรามแถวนี้ก็ปิดกันเกือบหมด 
เซ็งในหัวใจ เดินไปนั่งพักที่เขาทำจัดเอาไว้ จะซื้อ "แฮร์รี พอตเตอร์"อ่านเสียหน่อย
เด็กน้อยที่มีรอยแผลเป็นสายฟ้าบนหน้าผากและไม่รู้ว่าตัวเองมีอำนาจวิเศษ 

....จนกระทั่ง.. 

เห็นข่าวเด็กๆไปแย่งกันซื้อเล่มสี่ซึ่งเพิ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ได้อ่านรายละเอียด 
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไร มารู้เอาก็จากเว็บบุ๊คไซเบอร์นี่แแหละ มีคนมายั่วน้ำลายเอาไว้
เลยตั้งใจจะหามาอ่านให้ได้ 

และตั้งใจว่าถ้าอ่านแล้วติดใจจะแปลให้ลูกสองคนอ่านด้วย 

นั่งพักแล้วคิดแผนสองสามสี่ห้า เอาไงดี อยู่ก็วาบขึ้นมา ทำไมต้องมารูเซ็งด้วยเล่า 
ไปโน่นกลับไปกินซ่า เจ๊ "จีน่า" คงรอเราอยู่เหมือนเดิม จีน่าเป็นร้านหนังสือเจ้าประจำ
ของน้า ชั้นสามเป็นหนังสือต่างประเทศล้านๆ ไม่ใหญ่เท่ามารูเซง แต่ก็ไม่เลวเสียทีเดียว 

เดินวนรอบแรกยังงๆอยู่ จะกามันได้ยังไงกัน เพราะเขาเรียงหนังสือตามชื่อคนเขียน 
น้าก็ไม่ได้จำชื่อคนเขียนมาเสียด้วย ร้านมันเล็กก็เลยวนไม่นาน อ่อนใจ ไม่เอาก็ได้
แปลกดีเหมือนกันไม่คิดเลยว่าจะถามคนขาย นี่เป็นนิสัยไม่ดีอยู่อย่างของน้า ไม่ชอบถามใคร 
ชอบทำอะไรไปเอง 

เลิกวนแล้ว กำลังจะย้อนลงบันไดกลับ สายตาก็บังเอิญไปสะดุดเอา "แฮร์รี พอตเตอร์" 
ปกสวย เล่มหนาปึ้ก หนากว่า "โลกของโซฟี" ฉบับภาษาไทย ที่อุตส่าห์แบกมาอ่านอีก
แน่ะ วางอยู่ตรงชั้นที่ยื่นมาจากเคาน์เตอร์คิดเงิน สงสัยไอ้หนูพอตตอร์มันใช้พลังวิเศษ
เรียกน้าแหงๆเลยเชียว 

หยิบมาลูบคลำด้วยความดีใจ แล้วแง้มดูราคาหนังสือสามพันสี่ร้อยกว่าเยน ไม่เบา
เลยนะ ในกระเป๋าน้าตอนนี้เหลือเงินอยู่แปดพันกว่า แต่ยังไงก็ซื้อแน่นอน 

พอได้เล่มสี่ทีนี้ก็เลยลองเดินใหม่ รู้ชื่อคนเขียนแล้วนี่ เพราะคิดว่ามันควรจะอ่าน
เล่มแรกก่อน แต่ก็ไม่เจอ เลยลองไปดูตรงดิสเพลย์หนังสือขายดี มันรอดตาไปได้
ยังไงหนอ นี่เองมีครบทั้งสี่เล่ม น้าหยิบเล่มแรกมาสมทบ แล้วฝากรอยแค้นไว้กับ
เล่มสองเล่มสาม ไว้กดเงินได้จะมาชำระสะสาง 

ตกลงสองเล่มจ่ายเงินไปราวๆห้าพันเยน 

กลับถึงหอเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ในวันเด็ก ค่อยๆอ่านไป หน้าแรกมันซัวมัว
ไม่ประทับใจ เขาเขียนใช้ลูกเล่นยอกย้อนนิดหน่อยกว่าจะจับความได้..ทีนี้ก็ติดใจแล้ว
เยี่ยมจริงๆ ไม่ผิดหวังเลยครับพี่น้อง ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษก็รอฉบับภาษาไทย
เห็นน้องที่ประชาชาติธุรกิจเขาบอกว่ามีคนกำลังแปลอยู่ 

ซื้อของมากินสำหรับมื้อเย็น ทำให้เงินในกระเป๋าลดลงเหลือแค่พันกว่าเยน 

ใจถึงมะ...หนังสือมาก่อน พ่อสอนไว้

พันเยนในญี่ปุ่น เสี่ยงซะไม่มี 

พูดถึงหนังสือนี่อดไม่ได้ต้องเปรียบเทียบให้เห็นเสียหน่อย ถึงแม้ปัจจุบันคนญี่ปุ่น
จะอ่านหนังสือน้อยลง นี่ว่ากันตามสถิติ แต่เขาก็ยังอ่านกันมากแหลกราญ
เอาแค่ที่เห็นๆบนรถไฟหรือซับเวย์เนี่ยเพียบ บ้านเราอ่านหนังสือกันน้อยกว่าเขาเยอะเลย 

ยังไงก็ต้องขอบคุณขายหัวเราะ ที่ช่วยหนุนเนื่องวัฒนธรรมการอ่านเอาไว้อีกหนึ่งแรง 

และช่วยให้อย่างน้อยๆ ลูกชายเราก็อ่านหนังสือกับเขาเหมือนกัน อ่านขายหัวเราะไง 
หนังสือเต็มบ้านมีทั้งหนังสือวิชาการ หนังสือเด็ก หนังสือผู้ใหญ่ พี่แกอ่านแต่ขายหัวเราะ 

นี่ยังมีนิตยสารหนุ่มสาวของเก่าๆอยู่ เอาไว้กลับไปเจ้าน้ำมันอายุสิบสี่แล้ว จะแอบเอา
ไปโยนในห้องนอน ดูซิว่ามันจะอ่านไหม ส่วนคุณปรายของน้า พอไหว ยังอ่านหนังสืออย่างอื่นบ้าง 

เราไม่รู้ว่าจะทำให้เด็กรักการอ่านได้ยังไง เราเองก็ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วนา 
พาลูกไปร้านหนังสือก็บ่อย และไม่เคยเกี่ยงเลยถ้าลูกจะขอซื้อหนังสืออะไรในร้าน 
การ์ตูนก็ไม่ว่า อ่านมันเข้าไปเต๊อะ 

นี่แหละเขาว่า ลูกเต้า ไม่ใช่ดินเหนียวสำหรับพ่อแม่จะปั้นได้ตามใจชอบ

ทีนี้คนญี่ปุ่นเนี่ย เขาอยากปั้นลูกให้เป็นดาวกันมาก วันที่นั่งรถไฟกลับจากยามากาตะ 
น้าก็คุยเรื่องนี้กับทากากิซัง เขาบอกว่าพ่อแม่จะบีบลูกมากเรื่องการเรียนเรื่องการ
เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ไอ้นี่นำไปสู่การฆ่าตัวตายของเด็กญี่ปุ่นก็เยอะ 

คุณแอนบอกว่ามันโดดให้รถไฟทับตายกันไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่มีข่าว 

ตามสถิติปีล่าสุดคนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายสามหมื่นกว่าคน 
ก็ราวๆวันละร้อยคนเข้าไปแล้ว

บ้านเราพ่อแม่ก็คาดหวังจากลูกเหมือนกันแต่ไม่ถึงกับกดดันอย่างหนักแบบญี่ปุ่น
และเรายังมีคติทำใจแบบไทยๆอีก 

พอแล้วขี้เกียจโม้ 
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก