บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓

แว่นตา กับ กิมจิ

ตื่นไม่สาย ตื่นเร็วไปด้วย ทำให้ต้องนอนต่อแล้วไม่ค่อยหลับ ก็เลยเกิดอาการบางอย่างไม่ค่อยดีกับร่างกาย คิดดูแล้ววันนี้ไม่มีนักไม่มีอะไร ไม่ไปสำนักงานดีกว่า หาทางเอาแว่นไปซ่อม ขาแว่นมันหัก ก็คงต้องเปลี่ยนกรอบใหม่

ต้องออกจากบ้านสักหลังสี่โมงเช้า เพราะไปเร็วร้านมันคงไม่เปิด

ว่าแต่ร้านไหนล่ะ

ฟาดข้าวราดหน้าเนื้อผัดสอดด้วยวุ้นเส้นชั้นกลาง มันเหลือมาจากเมื่อคืน พออิ่มก็จัดการธุระส่วนตัว เรียบร้อยออกไปเดินวนๆแถวสถานีหาร้านแว่น ก็ไม่มี

ออกเดินใหม่ คราวนี้ย้อนไปที่ไดเอะ ซูเปอร์มาร์เก็ต ขึ้นไปเจอที่ชั้นสอง ดูก็ร้านรับตัดแว่นตานี่แหละ มันก็ควรจะเปลี่ยนกรอบใหม่ให้เราได้ใช่ไหม

แต่อีกตาลุงพนักงานร้านแกไม่ยอมว่ะ งงๆ น้ากางคู่มือภาษาญี่ปุ่น แล้วบอกว่าจะซ่อมน่ะ แกก็ดูๆ แล้วพูดอะไรไม่รู้เรื่อง ก็เลยเอาให้แกอ่านตรงที่มันแปลว่าเปลี่ยนใหม่

แกก็บอกว่าไม่มี แปลกจัง ร้านแว่นไม่ยอมเปลี่ยนกรอบแว่นให้ลูกค้า

งงเลย หรือเขาคิดว่ราเราจะเปลี่ยนแต่ขาห้างที่หักข้างเดียว ก็บอกแล้วว่าพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ คิดหรือไงว่าจะให้เดินท่อมๆไปทั่วเมืองเพื่อหาร้านที่มันมีขาแว่นรุ่นเดียวกัน

ท่าทางไม่น่ามาเป้นพ่อค้าเลยพับผ่า แต่ไปทำอะไรเขาไม่ได้

เดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามที่ดี-มาร์ท เดินมันครบสามชั้น ไม่มีร้านแว่นตาในนั้น

ก็เลยต้องเดินกลับมาที่สถานีซับเวย์ใหม่ ขึ้นไปลงสถานีข้างหน้าคืออูรายาสุ เมืองมันใหญ่กว่า น่าจะมีร้านแว่นตาให้เลือกเยอะอยู่

แต่ก็เบลอๆนะ พอลงสถานีตัดสินใจเข้าไปในห้างเซยุเลย เดินสำรวจไปถึงชั้นสองก็เจอเข้าร้านหนึ่ง ร้านนี้ดีหน่อย ใหญ่กว่าร้านก่อนหน้านี้ และมีพนักงานผู้หญิงสาวๆคนหนึ่งด้วย

ผู้หญิงสาวชาวญี่ปุ่นมีความหมายยังไงเหรอ....มาๆ จะบอกให้ พวกเธอรู้ และอยากรู้ภาษาอังกฤษมากกว่าพวกผู้ชายน่ะสิ ในญี่ปุ่นเขาว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงญี่ปุ่นจะรู้ภาษาอังกฤษมากกว่า แล้วพวกนี้เรียนด้วยตัวเองด้วยนะ กระตือรือร้นที่จะเรียน

เอาละ คนนี้ถึงจะพูดภาษาอังกฤษเกือบไม่ได้เลย แต่เข้าใจบางคำ

ตอนแรกน้าก็เอาแว่นส่งให้ดู ชี้ให้ดูว่าขามันหัก พร้อมกับบอกว่า ผมไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น

เธอก็พยายามจะถามหาขาข้างที่หัก ก็มันหักไปแล้วจะเอามาทำอะไรหว่า เลยบอกไปว่าหาย เขาก็คงนึกว่าจะเปลี่ยนแต่ขาอีกเหมือนกัน เพราะเอาแว่นเดินไปถามช่างแล้วกลับมาพูดภาษาญี่ปุ่น น้าก็ ไฮ้ๆ ไปเรื่อย

ท่าทางจะไม่ได้เปลี่ยนกรอบแน่ คราวนี้เลยเอาใหม่ ไม่ฟังแล้ว บอกเขาโดยเอามือจับที่เลนส์แว่น คี้บ เลนส์ แอนด์ เชนจ์ ดี๊ส พร้อมกับเอามือไล่ไปตามกรอบแว่น

คราวนี้สาวน้อย วาการิมัส ก๋า เลย

เธอเดินไปหาแว่นที่รูปร่างใกล้เคียงกันมาให้ดู น้าก็พยักหน้า จากนั้นเธอก็เอาไปให้ช่าง เห็นอธิบายใหญ่

พนักงานคนหนุ่มคนนั้น ถือแว่นน้าไปเดินเลือกอยู่ตั้งนานเกือบสิบห้านาที กลับมาพร้อมกับแว่น ๖ อัน มาถึงก็วางลง แล้วหยิบสองอันบน ออกมาแยกไปต่างหาก เอาเครื่องคิดเลขมาจิ้มๆ บอกว่าสองอันนี้ราคาาเท่านี้ ประมาณสักสามพันกว่าบาท

ที่ต้องจิ้มเพราะเขาคำนวณเอาค่าเลนส์ออกน่ะ เราจะเอาแต่กรอบ

อีกสามอันราคาราวๆห้าพันกว่าบาท

น้าเลือกเอาไอ้ห้าพันกว่าบาท ไม่ใช่ว่ารวยหรอก แต่มันดูเหมือนเดิม สองอันที่ราคาถูกกว่ามันสีแปลก ไม่เหมาะกับวัยโจ๋อย่างน้า

เสร็จสรรพเขาก็บอกว่าอีกชั่วโมงหนึ่งได้

ตอนนั้นมันเที่ยงเข้าไปแล้ว

เขาเอากระดาษมาจะให้กรอกชื่อ เลยควักนามบัตรที่มันมีภาษาญี่ปุ่นให้เขาไป พนักงานผู้หญิงหัวเราะใหญ่หันไปพูดกับพนักงานผู้ชาย คงว่ามีนามบัตรภาษาญี่ปุ่นด้วยวุ้ยอะไรทำนองนี้

หลังจากนั้นก็ไปเดินเล่นๆในห้างดูโน่นดูนี่ เห็นกิโมโนสำหรับผู้ชาย น่าซื้อมาใส่จัง แต่เสียดายเงิน เอาไว้กินเหล้า เอ๊ยทำอย่างอื่นดีกว่า

ขึ้นไปอีกชั้น ซื้อปากกาคัตเตอร์อันเล็กไว้ให้ลูกชาย เพราะแม่เขาบอกว่าตอนนี้หันมานั่งตัดสติ๊กเกอร์เป็นงานอดิเรก ส่วนใหญ่มันก็ทำเป็นรูปการ์ตูนนั่นแหละ สวยดี น้าชอบ

เดี๋ยวสิ้นเดือนคงฝากเจมหมีเอาของไปให้ลูกหลายอย่างเหมือนกัน

พอบ่ายโมงก็ได้แว่นตามา คราวนี้ฉันจะรักษาเธอสุดชีวิตละนะ แพงจะตายโหง กรอบอย่างเดียวตั้งห้าพันกว่า แว่นนี้ตัดจากเมืองไทย ก่อนจะมาญี่ปุ่นหลายเดือนเหมือนกัน เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าเริ่มอ่านหนังสือไม่ค่อยเห็น น้องบางคนที่ทำงานแซวว่า ดูพี่เขาสิ อ่านหนังสือพิมพ์เหยียดซะสุดแขนเลย

ทั้งกรอบทั้งเลนส์ที่เมืองไทยแค่สองพันแปดเอง

ถึงแม้ร่างกายภายนอกจะดูจ๊าบ แต่สิ่งต่างๆก็เป็นไปตามสังขาร เลขสี่ขึ้นหน้า สายตาก็จะเริ่มยาว นี่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

สายตายาวก็มีประโยชน์ อย่ามาหัวเราะเยาะนะเฟ้ย แน่จริงมาแข่งอ่านป้ายระยะไกลกันไหม อะธ่อ ทำเป็นหัวเราะ

ได้แว่นมาก็ลงชั้นล่างสุด เป็นซูเปอร์มารร์เก็ต ซื้อของกินนิดหน่อย ได้กิมจิ ผักกวางตุ้งหรือผักขมก็ไม่รู้มาด้วยกล่องหนึ่ง เอามาจิ้มน้ำพริกตุ๊กแกกิน อร่อยดี

ใช่แล้ว ไม่ไปทำงาน มาถึงหอก็โทรศัพท์ไปแจ้งความ แล้วเดาได้เลยว่า พรุ่งนี้มันต้องมาอบรมน้าอีก

พูดถึงกิมจินี่ก็สนุกนะ มันเป็นอาหารของเกาหลีเขา แต่ญี่ปุ่นรับมาจนขาดไม่ได้แม้สักมื้อ

อูชิยามะซังเคยบอกว่ากิมจิกลายเป้นอาหารประจำมื้อทุกมื้อของคนญี่ปุ่นไป ในขณะที่คนเกาหลีรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยสนกิมจิ

จริงไม่จริงไม่รู้

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ประมาณสักปีสองปีก่อน เคยอ่านข่าวข้อพิพาทระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นเรื่องกิมจิ เพราะบริษัทญี่ปุ่นบางบริษัทเริ่มเข้ามาทำกิมจิสำเร็จรูปแบบอุตสาหกรรมสนมัยใหม่ ใส่แพกเกจอย่างดี

พวกเกาหลีเขาประท้วง เขาว่านี่มันอาหารประจำชาติของเขา เป็นอาหารซึ่งผลิตกันแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว มาทำงี้ได้ไง พูดง่ายๆคือมันคล้ายกับงานฝีมือน่ะ

ผลสุดท้ายออกมายังไงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันมีขายอยู่เยอะแยะไปหมด

ในโทรทัศน์เท่าที่ดูก็มีบ่อย ที่เอาร้านทำกิมจิมาออกรายการ พวกทำด้วยมือน่ะ แล้วรู้สึกว่า ที่เด็ดสุดน่ราจะเป็นผักกาดขาวชะโลมพริกแดงเถือก มีสารคดีออกมาเรื่อยเลย

ไม่รู้ว่าเขาดองผักกันยังไงเหมือนกัน มันไม่ออกเปรี้ยวอย่างบ้านเรา แต่ละมุนลิ้นดี

แล้วไอ้ผักกาดขาวชะโลมพริกนี่ เวลากินเข้าไปก็ไม่มีอะไรพิเศษนะ

แต่ดูเขาทำแล้ว เออ มันซับซ้อน พริกแดงบด ผสมกับ มีโซะ หรือ ถั่วเหลืองแหยะอะไรของญี่ปุ่นเขา ส่วนน้ำที่ใช็ก็ไม่ธรรมดา เขาเอาปลาตัวเล็กกระจิ๋ว มาต้มในน้ำ กรองเอาแต่น้ำแล้วผสมไปในพริก ใส่เครื่องปรุงอะไรไม่รู้เข้าไปอีก แล้วก็เอาผักกาดที่ดองไว้ มาชะโลม

ด้วยมือนี่แหละ แต่ใส่ถุงมือเสียหน่อย

คนรักอนามัยบางคนเห็นแล้ว อาจจะบอกศาลากับกิมจิผักกกาดขาวนี่ก็ได้

แต่คนรักกินมากกว่าอนามัย ขอบอกว่า อร่อยดี

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก