บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๕ มีนาคม ๒๕๔๓

ด้วยหัวใจห่อเหี่ยว

วันนี้ห่อเหี่ยวพิกล ใจเหี่ยวหน้าไม่เหี่ยวนะ เพลียจากเมื่อคืนที่นอนดึก ขากลับลงจากรถไฟเดินเหมือนคนซังกะตายเพื่อจะกลับมาหอ แต่ยังมีกะใจเดินแวะดูสภาพร้านรวงใต้สถานีรถไฟอีกแป๊บหนึ่ง เออเพิ่งรู้ว่าตอนค่ำๆ อย่างนี้บางร้านเขาทำอาหารใส่แพกมาวางขายหน้าร้านเลย

บางร้านก็มีคนมายืนตะโกนเรียกคนซื้อไปด้วย

เห็นเจ้าหนึ่ง ดูมันน่ากินเชียวแหละ วันนี้หิวมากด้วย เป็นข้าวแล้วมีเนื้อโปะอยู่ข้างบน กล่องขนาดน้ากินสองมื้อได้สบาย แต่เห็นราคาแล้วตั้งสามร้อยสามสิบกว่าบาท

ไม่เอาดีกว่า แพงเกินฐานะ เพราะที่บอกว่าน้ากินได้สองมื้อน่ะ เป็นคนอื่นเขากินกันมื้อเดียวยังไม่อิ่มเลย ไม่มีอะไรในโลกที่จะทำให้ท้องอันบอบบางของข้าพเจ้าอัดข้าวได้เป็นชามโคมเท่ากับปลาร้าหลน กับผักสดหรอก พี่น้องที่รักทั้งหลาย

วันนี้แวะผิดหวังพี่อ้วนไม่ขายหมูปิ้งอีก เสียแผน เดินมาถึงร้านเอเอ็มพีเอ็ม ก็เลยแวะเข้าไปดูๆ คว้าข้าวสวยมากล่องหนึ่ง แค่ห้าสิบบาทเอง

ใช่...ข้าวสวยกล่องเล็กๆนี่แหละ

วิธีขายของเขาน่าสนใจ เขามีแผงที่มีรูปอาหารสารพัดตั้งเอาไว้ เป็นพวกข้าวราดกับข้าวบ้าง บะหมี่บ้าง อะไรพวกนี้แหละ แต่ละรูปก็จะมีช่องวางกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมผืนห้า เท่าบัตรเอทีเอ็ม มีราคาอยู่บนกระดาษ เสียบๆไว้ในแต่ละช่อง

น้าก็ไปเงอะๆงะๆ มันอะไรกันวะนี่ แบบว่าจะซื้อน่ะจะทำยังไง

แคชเชียร์ ที่แต่งหน้าประหลาดๆ แบบหลุดมาจากนอกโลกกำลังคิดเงินให้คนอื่นอยู่ แต่อดไม่ได้ต้องจ้องมาที่น้า ก็เลยชี้นิ้วแล้วหยิบไอ้กระดาษช่องข้าวสวยกล่องเล็กขึ้นมา แล้วก็ทำท่าคล้ายๆถาม

คุณหนูก็เลยเรียกน้องหนูอีกคนให้มาจัดการ ชี้นิ้วให้ไปที่ช่องเก็บเงินอีกที่ ถึงตอนนี้ก็พอรู้แล้วละว่าจะยังยังต่อ เอากระดาษที่มีราคาติดอยู่ส่งให้เขาเขาก็จิ้มจึก ๆ ที่เครื่องคิดเงิน ควักเงินจ่ายให้ไป ได้ใบเสร็จมาใบ

งงๆ เหมือนกัน แล้วข้าวตูอยู่ไหนหว่า

น้องหนูคนนั้นหยิบกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกันแต่ใบนี้โทรมกว่า และยาวกว่า มีตัวเลขติดอยู่

ฮ่าๆๆ ยังไม่หายเงอะงะหรอก มองไปรอบๆ ใจก็คิดว่าต้องเอาไอ้ใบนี้ไปแลกข้าวที่ไหนหรือเปล่าเนี่ย ไม่มากเรื่องเกินไปเหรอ แต่พอมองกลับมาอีกที อ้อนั่นไง ข้างหลัง เตาอบไมโครเวฟเพียบเลย เตาหนึ่งตัวเลขกำลังนับถอยหลัง

เห็นคนข้างๆเขาก็ซื้อไอ้ข้าวกล่องเหมือนกัน พอเขาจ่ายเงินรับบัตรยาวๆมา เขาก็คว้าแล้วเดินรอบร้าน

ข้าพเจ้าเพิ่งเข้าใจ

แป๊บนึงได้ข้าวมาร้อนๆจับยัดใส่กระเป๋าโอเวอร์โค้ต แล้ว ก็เดินอย่างซังกะตายต่อ จนมาถึงหอพัก ไม่มีพัสดุตามเคย

ขึ้นห้องได้เปลี่ยนเสื้อผ้า เปิดคอมพิวเตอร์มาอุ่นเครื่อง

เอาผ้าห่อกล่องข้าวซึ่งยังร้อนๆ เพื่อเก็บความร้อนเอาไว้ ยังไม่ถึงเวลากิน เวลานี้ยอดข้าวต่างหาก

จากนั้นก็เอากระเทียมที่ซื้อมาหลายวันแล้วออกมานั่งแกะอย่างใจลอย คิดโน่นนี่ไปเรื่อยๆ แกะเสร็จ เอามีดหั่นให้เป็นชิ้นชนิดไม่มีรูปทรงอันแน่นอนเพราะไม่มีเขียง ใส่ถ้วยแล้วใส่น้ำปลาตราหอยนางรมยี่ห้อโปรด เอาถุงพริกป่นมาเทลงไปราวๆสักช้อนคาวเห็นจะได้ เดี๋ยวเล่นข้าวสวยกับข้อไก่ทอดที่ซื้อมาไว้ในตู้เย็น จิ้มน้ำปลาพริกป่น

ลองแบบไม่ใส่มะนาวก่อน ถ้าทนไม่ไหวเดี๋ยววันหลังก็ไปซื้อมะนาวมา ไม่เห็นแปลก

วันนี้เมื่อเช้าไปเรียนภาษา เรียนไปหาวไป ก็มันเพลียนี่หว่า จะให้ทำไง หลังจากพักช่วงแรกกลับมาช่วงที่สอง ครูก็เปิดฉากการสนทนาว่า อยากจะเรียนเพิ่มให้มันนานขึ้นอีกวันละชั่วโมง

น้าคิดแบบไม่ต้องคิดว่า เอา ..เอาเลย วันละสามชั่วโมง ผมสมัครใจครับ

เดี๋ยวตั้งแต่จันทร์หน้า เอ๊ย...อังคาร เพราะวันจันทร์เป็นวันหยุดของเขา ก็จะเริ่มเรียนวันละสามชั่วโมง ไหนๆเขาก็จ่ายให้เรียนแล้วเดือนละตั้งหลายหมื่นบาท ก็เรียนมันซะให้เข็ด อยู่บ้านเราก็ได้แค่คิด การเดินทางมันสะดวกต่างกัน

เดินมากก็สุขภาพดี จะมีอะไรซะอีก

วันนี้ตอนบ่ายเข้าสำนักงานด้วยความอ่อนเพลีย กะจะกินข้าวหน้าตลาดปลา หรือ สึกิจิ ใกล้ๆสำนักงาน วันก่อนเดินผ่านตอนบ่ายโมงกว่าเล็งไว้แล้ว วันนี้เขานึกอะไรของเขาไม่ทราบ แค่บ่ายโมง ปิดหมดเกลี้ยงเลย

ก็เลยไม่กินตามนิสัยปกติ

นั่งทบทวนภาษาญี่ปุ่น ที่ชักมากและเยอะขึ้นทุกที ราวสองชั่วโมงก็เปิดคอมพิวเตอร์ออนไลน์

ตอนนี้โหดหน่อยครับ กับพี่น้องที่แอดเข้ามาทางไอซีคิว เพราะต้องทำงานและใช้ในเรื่องจำเป็นๆ ใครไม่มีอินฟอร์เมชั่นให้รู้จักเพียงพอ จะถูกละเลย และใครที่ชอบถามว่าชื่ออะไร ทำงานอะไร ประเภทนี้ ช่วยรู้จักวิธีดู ยูสเซอร์ดีเทล กันซะมั่ง เขียนไว้พอสมควร แต่ละคำถามมีค่าทั้งนั้น ก็แค่เอาลูกศร ไปแหย่ตรงชื่อน้าหรือชื่อใครก็ตามที่อยากรู้จัก คลิกขวา(บางคนอาจจะซ้าย ) เลื่อนลงมาที่ยูสเซอร์ ดีเทล แล้วอ่านเข้าไปซะ จะได้ไม่ต้องมาถามกันอีก

คนที่ไม่ได้ใส่ดีเทลหรือรายละเอียดส่วนตัวไว้ในไอซีคิว ถ้าไม่ช่างพูดหรือไม่แนะนำตัวให้มันละเอียดๆ ก็จะละเลยเหมือนกัน ยิ่งประเภทพอแแอดมาก็ส่งเวบเพจมาเลยนี่ รายละเอียดก็ประหลาด ชื่อไม่เหมือนมนุษย์ ส่วนใหญ่ส่งเข้าอิกนอร์ลิสต์หมดนะครับ แกรมม่งแกมมี่อะไรนี่ เลิกกันไปเลย

ระหว่างที่ออนไลน์อยู่วันนี้ มีคนแอดเข้ามาเยอะ บางทีก็รำคาญ ถามอะไรไม่รู้จักเข้าไปอ่านซะมั่ง

บางคนก็น่ารักดี

แต่ก็ไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่ สถานการณ์ของผมไม่ปกติอยู่น่ะนะ

คิดเอาว่าเดินผ่านตลาด คนโน้นทัก คนนี้ทัก แวะคุยกับคนนั้นแป๊บนึง คนโน้นหน่อยหนึ่ง ไปชะโงกดูคนนู้นอีกหน่อย ถึงบ้านจำใครไม่ได้แล้ว เป็นต้น

อ้อ แต่บรรดาหนูๆ ของน้าทั้งหลาย ขาประจำไม่ต้องห่วง ไม่มีวันลืมอยู่แล้ว

ออนไลน์แล้วก็เข้าไปหาข้อมูล ที่จะต้องทำงานให้โต๊ะโอเอ กว่าจะได้เป้นชั่วโมงเลย ระหว่างนั้น อูชิยามาวัง ก็เข้ามากวนเป็นระยะๆ เพราะกำลังจัดทำแผนที่จะไปโอซาก้าวันอาทิตย์นี้

ขึ้นชิงกันเซ็นไปเชียวนะ ไอ้ บุลเล็ตเทรนนี่แหละ

เห็นเขาง่วนกันแล้วค่อยมีความสุขขึ้นมาหน่อย ง่วนเรื่องเราเสียด้วย ฮ่าๆ อูชิยามาซัง แค่หัวหน้าเลขาฯแล้วตอนนี้ ไม่มีใครเขามีเวลามาเอากะเรานี่หว่า เป็นหัวหน้ารับใช้ลูกน้องมั่ง คงไม่เป็นไร

เรื่องเศร้าก็คือ ไปโอซาก้า แกจะไปด้วย เพราะเป็นห่วงว่าจะไปคนเดียวแล้วมีปัญหา

แล้วแกก็บอกว่า โอซาก้า มันใกล้กับ เกียวโตนะ เมืองเก่าโบราณ น่าไปดูเลยเชียว อยากดูมั้ย (อีตอนนั้น ไม่ได้บอกว่าจะไปด้วย) น้าลังเลใจอยู่พักหนึ่ง ไปก็ดี แต่แค่วันเดียว มันจะไปเห็นอะไรนักหนา

แกบอกว่า ถ้าอยากดู ก็จะไปค้างโรงแรมที่โอซาก้าคืนหนึ่ง แล้วเช้าก็ไปเกียวโต

ฮั่นแน่ เข้าทาง....ทางใครก็ไม่รู้

คิดเบ็ดเสร็จอีกที ตัดสินใจบอกแกไปอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ไม่เอาครับ มันเร่งรีบเกินไป ไว้วันหลังมีโอกาสค่อยไปดีกว่า

โปรแกรมของวันอาทิตย์ก็เลยออกมาว่า ขึ้นรถไฟมหาจรวด ชิงกันเซ็นไปโอซาก้า เข้าไปคุยๆ สัมภาษณ์ๆ ค่ำก็ขึ้นชิงกันเซ็นกลับ

ไม่ต้องค้าง

ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอ คุณมาลี เพื่อนจากไทยเมล์ที่นั่นหรือเปล่า เพราะไปแว้บๆ และยังหาเบอร์โทรศัพท์ไม่เจอ

เสร็จจากการทำโปรแกรมโอซาก้า หกโมงเย็นออกจากสำนักงานมากับอูชิยามะซังอีก แกพาไปดูสถานีนัดพบ

พบกันเช้าวันอาทิตย์ที่สถานีนิออมบาชิ จะได้ไม่หลง

บ๋ายบาย

อ้อ วันนี้ หลังจากสิบสี่วันผ่านไป เพิ่งเจอกับเกรกอรี่ ที่ออฟฟิศและนั่งคุยกันตรงที่สูบบุหรี่ แกไม่ได้สูบหรอก แต่เท่าที่คุยกัน แกบอกว่าเหนื่อย ถ้าจะให้พูดเป็นไทย ต้องบอกว่าเหนื่อยชิบหายเลยว่ะ

วันนี้มันเขียนข่าวตั้งสี่ห้าข่าว

เกรกอรี่มันเก่ง และน้าอิจฉามันตรงที่มันพูดและอ่านภาษาญี่ปุ่นได้

ถามว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ มันบอกว่า เขียนสารคดีเรื่องคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ใต้ดิน ใต้รางรถไฟ ซับเวย์อะไรนี่แหละ

มันบอกว่าคนญี่ปุ่นเองยังไม่รู้เลยว่ามีคนพวกนี้อยู่ ในโตเกียวนี่แหละ

แกล้งไม่รู้กันหรือเปล่า ไอ้พวกนี้

เกรกอรี่ ไปคุยกับคนพวกนี้มา แต่คนแก่ๆน่ะ พูดภาษาญี่ปุ่นไม่เหมือนกัน ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง มันต้องเอาเทปไปอัด ตรงไหนไม่รู้เรื่อง ก็เปิดให้นักข่าวอาซาฮีฟังเพื่อจะแปล

บางคำบางจ้อความก็ไม่มีอะไร แต่บางข้อความ สำคัญมาก

รออ่านมันอยู่เนี่ย อ่านอย่างอิจฉา ใครอยากมาญี่ปุ่น ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเลยไป๊

ไม่งั้นเราจะเห็นแต่ผิวๆ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก