บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๓

อบรมบ่มนิสัย

ท้องฟ้าแจ่มใส แดดดี และไม่มีนัดที่ไหน ปลอดโปร่งโล่งสบายและอารมณ์ดี มีภาระติดค้างอย่างเดียวคือบทความมติชนรายวัน ไปถึงสำนักงานราวสิบโมงครึ่ง เปิดหนังสือพิมพ์อ่านด้วยแว่นตากรอบใหม่ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร วันนี้มันเล่นแต่ข่าวเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้

หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นนี่ไม่จ๊าบเลย ให้ตายสิ

แต่ของบ้านเราก็จ๊าบเกินไป โดยเฉาะพาดหัวนิยมจับคนขึ้นไปตรึงกางเขนเป็นประจำ

ต่ออินเทอร์เน็ต แต่ไม่ได้ทำงานการอะไรหรอก ตามดูข่าวสารไอทีนิดหน่อย พักนี้ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆเหมือนกัน อ่านเจอบทความหนึ่ง เขาเขียนลงในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นน่ะนะ เขียนเรื่องเอ็นซี หรือ เน็ตเวิร์ก คอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ที่ไม่ต้องมีระบบปฏิบัติการ อาศัยการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ไม่ว่าจะภายในองค์กรหรือภายนอกแย่างอินเทอร์เน็ต

เป็นแนวคิดของลารี่ เอลลิสัน แห่ง ออราเคิ่ล คู่กัด บิลเกตส์

เอลลิสันเสนอเรื่องนี้มาเมื่อปี ๒๕๓๘ ตอนนั้นน้าก็เชียร์อยู่เหยงๆ ไปๆมาๆ มันแห้วยังไงไม่รู้ ไม่ตายแต่ไม่ติดตลาดตามที่คิดไว้ คงเป็นแนวคิดที่มาก่อนกาลเวลามากไป

คนเขียนเขาบอกว่าคล้ายกับว่าเอ็นซีจะตาย แต่กลับปรากฏว่ามันเกิดขึ้นในรูปแบบอื่นๆเยอะแยะมากมาย ถึงตอนนี้ก็มีหลายบริษัทที่ผลิตเอ็นซีตามแนวคิดเอลลิสันออกมา

ทีนี้เข้าก็ไปโค้ดคำพูดเอลลิสันมาให้อ่าน

"วิธีของไมโครซอฟต์เวลาใครมีแนวคิดอะไรใหม่ๆ มีอยู่ ๔ ขั้นตอน ขั้นแรกเลย ไมโครซอฟต์จะบอกว่า แนวคิดอะไรหว่าสุดแสนจะงี่เง่า พอผ่านไปเข้าสู่ขั้นที่สอง ก็จะพูดว่า แนวคิดงี่เง่านะ แต่มีบางอย่างน่าสนใจ

"ขั้นที่สาม อ๋อ แบบที่พูดกันน่ะเราก็มีของเราเหมือนกัน และขั้นที่สี่ ของเราดีที่สุดเลย นี่แหละนวัตกรรมของไมโครซอฟต์"

เจ็บจริงๆ เอลลิสัน เป็นคนที่พูดอะไรเจ็บๆเสมอเมื่อเกี่ยวกับไมโครซอฟต์หรือบิล เกตส์

ส่วนคนเขียนบทความเขาบอกว่า ถ้าพูดถึงเอ็นซีแล้ว ตอนนี้ ไมโครซอฟต์มาถึงขั้นที่สามแล้ว

อ่านแล้วก็เพลินดี เพราะเรามีทุนเดิมหมั่นไส้ไมโครซอฟต์อยู่แล้ว กำไรต่อยอดขายของมันน่าเกลียดน่าชังมากเกินเหตุเมื่อไปเทียบกับบริษัทไอทีอื่นๆ

แล้วเล่นขายแพง แล้วก็หาว่าพวกเราชอบละเมิดลิขสิทธิ์

นั่งคุยไอซีคิวไปด้วยนะ เพลินดี แม่ส้มเขาบอกว่าวันนี้น้าอารมณ์ดี อือ ก็จริง เรื่องที่จะเขียนมีแล้ว เดี๋ยวกระดิกนิ้วไม่กี่ทีก็เสร็จ ตอนนี้คุยกันไปก่อน ค่าโทรศัพท์ฟรีนี่ ใช้จากที่ทำงาน

มีเด็กคนหนึ่ง บอกว่ามาจากอุรุกวัย อายุ ๑๕ คุยกันไปเรื่อยๆ เขาบอกอะไรมาเราก็เชื่อนะ ไม่รู้จะโกหกกันไปทำไม ถามอะไรมาก็ตอบไปหมด ภาษาอังกฤษเธอไม่ดีนัก บอกว่าเป็นเจอร์นัลลิสต์ก็ไม่รู้จัก ต้องอธิบาย

อีกคนหนึ่ง เป็นคนจีน เป็นพนักงานขายของเว็บไซต์หนึ่งในจีน พวกอีคอมเมิร์ซทั้งหลาย คุยไปคุยมาบอกว่าไม่ชอบคนญี่ปุ่น เราก็ถามว่าทำไม เขาตอบว่าญี่ปุ่นเคยฆ่าคนจีนมากมายในช่วงสงครามแล้วป่านนี้ยังไม่ยอมขอโทษ

อือ บ้านใกล้เรือนเคียงนี่มันชอบทะเลาะกันนะ

ก็เหมือนกับเกาหลีที่มันเกลียดคนญี่ปุ่น

แล้วเราล่ะเกลียดไหม

ตอบว่าไม่เกลียด แต่ไม่ต้องกับรสนิยมเท่านั้นเอง

คุยไอซีคิวจนบ่ายโมง ไปกินข้าวที่โรงอาหาร วันนี้ไม่บะหมี่แล้ว กินข้าวผัด กับแกงจืดวุ้นเส้น ข้าวผัดญี่ปุ่น ไม่รู้เขาเลียนแบบมาจากไหน รสชาติก็ใช้ได้ แต่ข้าวมันแฉะหน่อย

ว่าไปว่ามา อะไรมันจะอร่อยเท่ากับในเมืองไทย ข้าวผัดในยุโรปหรืออเมริกานั่นก็ร่วนเกินเหตุ เหมือนคนหุงข้าวดิบแล้วเอามาผัด

แกงจืดที่กินเข้าไป แหม เราเห็นต้นหอมลอยเป็นเทือก เขียวเชียว ตักมาถ้วยหนึ่ง หนอย ไม่ใช่ต้นหอม ดูเหมือนจะเป็นไอ้ที่เขากินกับผัดไทยน่ะ ต้นอะไรหว่า มีการเอามาใส่แกงจืดด้วย

กินเสร็จก็กลับมากระดิกนิ้วเขียนบทความส่งมติชน จืดไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร ส่งงานได้ก็แล้วกัน

อูชิยามะซังเดินเข้ามาคุยด้วย เอากำหนดการโอกินาว่ามา

สี่ห้าวันเชียวนา แหมมันจะยัดสงครามและสันติภาพใส่มันสมองน้อยๆของน้าทั้งสี่วันเลย ไปดูฐานทัพอเมริกันงี้ ไปดูสุสานงี้ โอ๊ย...น่าจะไปชายหาดมากกว่า

จบจากอธิบายงาน

ก็ต่อด้วยบทเรียนว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน

ข้อแรก เมื่อวานนี้ ทีหลังจะไปไหนมาไหน ขอให้บอกก่อน ไปได้ เชิญไป คุณมีอิสระถ้าไม่มีโปรแกรมนัดอะไรล่วงหน้า แต่ขอให้บอก โทรศัพท์มาบอก

เขาเป็นห่วงน่ะ อันนี้เราเข้าใจ แต่ด้วยนิสัยของน้า มันก็เลยเกิดปัญหา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ

เพราะเขาต้องรับผิดชอบชีวิตของเราตลอดเวลาที่มาอยู่ที่นี่ เกิดโดนสาวยุ่นฉุดไปเป็นตัวประกัน ฮ่าๆๆ

นี่คือนิสัยไม่ดีของน้า อย่าเลียนแบบเชียว ไปไหนไม่ค่อยบอกใคร นึกจะไปก็ไป

บทเรียนที่สอง เวลาจะออกจากที่ทำงานกลับบ้านหรือไปไหน ถ้าพูดแบบคนไทยขี้รำคาญ อูชิยามะซังคงจะพูดว่า "มึงช่วยบอกทีได้ไหม เขาจะได้รู้กัน อยู่ๆก็หายไป เดี๋ยวนึกว่าไปสลบอยู่ในห้องน้ำ"

เราก็เข้าใจอีกน่ะแหละ เพราะบางทีมันมีโทรศัพท์มาถึง เขาก็ตอบไม่ได้ว่าเราไปไหน อยู่ไหน จะกลับมาเมื่อไหร่

ชีวิตเรามันไม่มีตาราง หรือ อาจจะมีก็ไม่ค่อยบอกใคร

ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องตอบให้ได้ทุกคำถามนี่นา

แต่ก็ต้องยอมรับและพยายามปรับตัว

สี่โมงครึ่ง ออกจากที่ทำงานไปร้านหนังสือ ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม หมดไปสองพันกว่าบาท กลับมาถึงหอ ผู้จัดการเขาเอาเบียร์คลอสเตอร์ กับ สิงห์โกลด์ มาให้ อย่างละขวดเล็ก

จิบเบียร์ แกล้มแซนด์วิทช์ ทำโฮมเพจเสร็จ คุยกับคนไปพลางๆ

สามทุ่มกว่า ลูกชายบัดดี้โฟนเข้ามา วันนี้เข้ามาก็ไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่รู้เขาทำอะไรกันอยู่ เลยส่งนิทานของแม่ส้มที่มีต่ออีกสองตอนให้เข้าไปอ่าน

คุณปรายไม่ว่างอีกแล้ว บอกว่าเอาไว้อ่านวันหลังได้หรือเปล่า แม่ก้อยกับน้องน้ำอ่านแทน

ไอ้หมวยส่งข้อความเข้ามากวนทีนเล่นๆ แล้วเล่าเรื่องสารพัด ตั้งแต่ผู้ว่ากทม. ไปจนถึงจิตร ภูมิศักดิ์ และ ข้อความเบื่อเมียของบางคน

ไอ้พิมทิ้งข้อความไว้ว่า หนูไม่ได้เข้ามานานแล้ว พยายามจะฝึกเป็นแม่บ้านที่ดี

อ้อ นังเจมส์ โยนโฮมเพจ ไทยเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์เข้ามาอีก เพิ่งทำใหม่....ผีดิบคืนชีพ กำลังหากิจกรรมครั้งที่สี่ ไอ้ไทยเอ็กซ์นี่ เราเป็นสมาชิกตัวปลอม รู้จักไปโม้ด แต่ไม่เคยไปร่วมกิจกรรมเลย วันอาทิตย์น่ะวันครอบครัวแท้ๆ ไปไม่ได้สักที

สุดท้าย...แม่ส้มเขาบอกว่าง่วงก็ไปนอนซะ...ความหมายคือ ไล่ไปนอนไง

ก็นอนสิ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก