บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๗-๑๘มิถุนายน ๒๕๔๓
ไม่มีบันทึก
ไม่มีบันทึก

๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๓

มีแต่เสียงเงียบงัน

เมื่อคืนก่อนนั่งทำอะไรก็อกแก็กไปไม่เป็นสาระ งานมีก็ไม่ยอมทำ แปลกไหม มัวแต่นั่งครวญเพลง ...ค่ำคืนนี้เงียบเหงา ๆ ...มีแต่เสียงเงียบงัน ๆ ๆ...มันน่าจะมีเครื่องแช่แข็งให้คนเข้าไปนอนเวลาไม่อยากจะทำอะไรนะ

แช่แข็งไปสักห้าวันสิบวันออกมาอาจจะดีขึ้น

วันนี้ตื่นเช้า ความจริงก็ตื่นเช้าทุกวัน ไม่รู้จะบอกทำไม แต่กว่าจะไปถึงที่ทำงานก็โน่น สิบเอ็ดโมง ว่าจะมานั่งเขียนบทความที่ทำงาน จัดเอกสารเข้ากระเป๋าแล้วเอามาไม่ครบอีก ขาดเอกสารสำคัญ

ทีนี้ก็เลยไม่ต้องทำกัน

ไม่ทำงานแล้วทำอะไร นั่งเล่นสิครับ เปิดเว็บค้นหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ได้เว็บไซต์น่าสนใจมาแห่งหนึ่ง อย่ารู้เลยว่าเว็บอะไร เพราะเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเรื่องก็โคตรหนัก น้าเอาไว้ใช้งาน

จำได้ว่ากูก้อยเคยขอให้แนะนำเว็บไซต์ดีๆให้หน่อย เดี๋ยวนี้น้าไม่ใใช่นักท่องเว็บแล้ว เป็นพวกเอาเว็บมาตอบสนองการงานอย่างเดียว เลยโยนเว็บไซต์ที่เข้าประจำไปให้สามสี่อัน

กูก้อยถอยกรูด

คนเรานี่ถ้าปล่อยให้ตัวเองว่างๆ บางทีมันก็จะคิดมาก คิดไปเรื่อยเปื่อยไปเป็นสาระ เรื่องดีๆไม่ค่อยเอามาคิดเท่าไหร่

ในสำนักงานวันนี้มีคนอยู่ห้าคนรวมทั้งน้าด้วย ไม่ค่อยได้พูดจากันหรอก อยู่กันเงียบ จะพูดกันทีก็เป็นเรื่องงาน ซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เราก็เลยเหมือนคนนั่งอมสาก ได้พูดด้วยก็แต่กับคนบนไอซีคิว

ขาดไอซีคิวในสภาพแบบนี้ฉันคงตายแน่

ไม่มีอะไรทำ แล้วก็ไม่มีแผนจะไปไหน มันขี้เกียจน่ะสิ อันนี้เป็นสันดานอย่างหนึ่งด้วย ช่วยไม่ได้

ทากากิซังถามตอนเจอกันเมื่อเช้าว่าวันนี้มีแผนอะไรไหม น้าก็ตอบว่าไม่มี มีแผนจะทำงานไง แล้วไม่ได้ทำ อารมณ์ก็อาจจะแปรปรวนเล็กน้อย

ตอนบ่ายอ่านหนังสือพิมพ์ เดอะ แจแปนไทมส์ เจอเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นเรื่องการใช้สารเคมีกับการเกษตรในญี่ปุ่น อ่านแล้วตกใจ มันใช้เยอะมากจริงๆ ไว้ว่างๆจะเขียนบทความเรื่องนี้ รอข้อมูลเพิ่มหน่อย

มีอีกเรื่องคือเขาแนะนำหนังสือชื่อ วอตอร์เวย์ เขียนโดย คอลัมนิสต์ของเขา เป็นเรื่องเกี่ยวกับ เส้นทางน้ำและภูเขาทางด้านตะวันตกของโตเกียว บวกกับประวัติศาสตร์เข้าไปด้วย น่าสนใจมาก มันเป็นหนังสือนำเที่ยวอย่างดีที่เหมาะกับนิสัยอย่างน้าเสียด้วย

แต่ไม่ได้มีขายทั่วไป วางขายแค่สามร้าน หรือจะติดต่อสั่งซื้อเอาทางอีเมล์หรือแฟกซ์ ก็เลยอาศัยให้อูเอโนะซังเธอทำแผนที่ไปร้านหนังสือที่ว่าให้ ไม่ไกลจากที่ทำงานเท่าไรนัก นั่งซับเวย์ไปสักหกสถานีก็ถึง

เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไป วันนี้ไม่มีอารมณ์

ประมาณห้าโมงครึ่งก็เก็บของกลับดีกว่า อยู่ไปก็ไลฟ์บอย รับกลับไปเขียนคอลัมน์ส่งประชาชาติด้วย พอถึงหอก็ไม่รอช้า

นั่งอ่านเอกสารกับไอ้ที่จดไว้เมื่อตอนไปคุยกับฟูจิตสึ

แย่เลย น่าจะเขียนตั้งแต่วันแรกที่ไปมาแล้ว ลืมไปเกือบหมด เพราะจดเอาไว้นิดเดียว

บริษัทมันใหญ่เรื่องราวมันเยอะ ทำให้ความคิดเรากระจัดกระจาย ยุ่งชิบโป้งเลย กว่าจะเขียนเสร็จ เหนื่อย แม้จะสั้นนิดเดียวก็เถอะ

พอเขียนเสร็จก็ต่อเน็ตส่งไป เปิดไอซีคิว ไอรี่ ร้องเรียกน้าจ๋ามาเลย ...หวานสิ จะเอาต้นฉบับนี่

ส่งไปแล้วจ้า

นั่งจิบเบียร์ กับ ข้าวปั้นห่อสาหร่าย แกล้มด้วยสาหร่ายแผ่นๆ ไอ้สาหร่ายแผ่นนี่ น้าก็เช้ยเชย ดูเหมือนญี่ปุ่นเขาไม่ได้เอามกินเล่นๆแบบเรา หรืออาจจะกินเล่นก็ได้ น้าไม่เคยเห็น

แต่ที่แน่ๆ เวลาไปกินข้าวตามร้าน เขาเสิร์ฟข้าวใส่ถ้วย แล้วก็มีสาหร่ายใส่ซองแบบในบ้านเรานั่นแหละมาให้ด้วยซองหนึ่ง ครั้งแรกเลยน้าไม่พูดพล่ามทำเพลง เห็นสาหร่ายก็ฉีกกินเข้าไปเลย

และก็ไม่ได้รู้อะไร

ตอนหลังๆถึงได้มาสังเกตุเห็นชาวบ้านเขาทำกัน ก็คือ เอาสาหร่ายออกมาบี้ๆ โรยลงบนข้าว

อ้อ...เอาไว้กินกับข้าวนี่เอง

สักพักเดียว อี-แฟมิลี ก็ออนไลน์มาบัดดี้โฟน น้ำบอกว่าแม่กับฟ้ากำลังอาบน้ำ รอหน่อย แต่ตัวมันเองเปิดแล้วไปดูการ์ตูน...ฟ้าโผล่มาเป็นพักๆ โผล่ครั้งแรกดูเหมือนเรื่องตุ๊กตุ่นตัวเล็กๆที่ซื้อมา ๒๐ ตัว แล้วเอาไปโรงเรียน

"พ่อรู้ไหมคนชอบตัวไหนมากที่สุด ปรากฏว่าตั้ง ๒๐ ตัว คนชอบแต่ไอ้ตัวนี้ มันเป็นหนู"

"ไม่ไหว..." พ่อเกลียดหนูจะตายใครก็รู้

"แต่พ่อเห็นตัวนี้แล้วจะต้องชอบหนู"

แม่ก้อยเข้ามาคุยด้วยเป็นตัวหลัก เลยบ่นเรื่องอยากกลับเมืองไทยไปให้ฟัง แล้วบอกว่าตอนนี้ตั๋วเครื่องบินไปกลับถูกนะ จะกลับไปเยี่ยมดีไหมเนี่ย แต่ถ้ามาหลายวันอาจจะเป็นปัญหากับทางนี้

แม่ก้อยบอกว่าทนๆไปหน่อยอีกสองเดือนเอง ส่วนน้ำอยากให้พ่อกลับอยู่คนเดียว พักหลังลูกชายชักคิดถึงพ่อมาก คงอยากไปไหนมาไหนทำอะไรหลายอย่าง แต่แม่เขาไม่สะดวกและเป็นห่วง

ส่วนปรายฟ้าบอกว่า "หนูอยากให้พ่อกลับมา แต่ถ้ามาแล้วมีปัญหา หนูไม่รู้ด้วย เรื่องของพ่อ"

ที่จริงเราก็ไม่คิดจะกลับหรอก แค่ชวนคุยเล่นๆ ถ้ากลับมันต้องกลับเลยถึงจะดี

สักเดี๋ยว ฟ้าโผล่มาแจ้วๆอีกเรื่องหนึ่ง "พ่อๆ หนูว่าพ่อกลับมานะ ขาพ่อต้องใหญ่แน่ๆเลย ใหญ่กว่าใครในบ้าน หลงเข้าไปได้ยังไง หลงใหญ่ เลยต้องเดินๆ"

แม่ก้อยอธิบายสาเหตุว่าเพราะวันหนึ่ง เดินกลับกันมาจากปากซอย แม่เขาบอกว่าขาลูกชายทำไมมันเล็กจัง ฟ้าก็เลยบอกว่า เนี่ยขาพี่น้ำเท่ากลับพ่อ แต่ตอนพ่อกลับมาพ่อต้องใหญ่กว่า เพราะพ่อเดินหลงเป็นประจำ

คุยกันจนหมดเรื่องคุย สัพเพเหระ หลังจากนั้นที่บ้านก็ปิดไป น้ามาคุยต่ออีกนิดหน่อยกับบางคน หลังจากนั้นก็ปิดเครื่อง แล้วนอน ยังแค่ห้าทุ่มเองแต่นอนเสียเลยดีกว่า

หลับแล้วก็จะไม่มีอะไรมาแผ้วพาน

จะว่าไปก็ไม่เงียบงันเสียทีเดียวหรอกนะสำหรับวันนี้

หรือไง...เจ้าหิ่งห้อยน้อยแสง

เจ้าคงเหงาเช่นกัน

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก