บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๗ มีนาคม ๒๕๔๓

วันเบาๆ

กลับมาถึงหอเมื่อสักประเดี๋ยวนี้เอง มาถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงละครับ พอต่อคอมพิวเตอร์เสร็จ ก็เอามะนาวลูกเขื่องที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตสถานีรถไฟออกมา ใหญ่กว่าลูกใหญ่สุดที่เขียนในบ้านเราหน่อย ลูกละ ๖๖ บาทถ้วนไม่รวมภาษีอีกห้าเปอร์เซ็นต์ หยิบมีดมาเฉือนอย่างทะนุถนอมออกเสี้ยวหนึ่งเล็กๆเอง โอ้โฮ ฉ่ำน้ำดีเหลือเกินแฮะ

บีบใส่น้ำปลาพริกป่นที่แห้งขอดไปแล้วเพราะอากาศเย็น เอาไม้จิ้มฟันคนๆลองชิมดู ใช้ได้เลยครับ ทีนี้ก็นั่งกินตับย่างจิ้มน้ำปลามะนาว ฮ่าๆๆ มือชั้นนี้แล้ว เดี๋ยววันหลังหาผักชีมาซอยใส่เข้าไปอีก

ชีวิตในญี่ปุ่นของคนไทยผู้ว้าเหว่....และโดดเดี่ยว พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่ลำบากลำบนนักหรอก ถ้ามีเงินซื้อละก็อยู่ได้ ข้าวของที่นี่ ขนาดเกรกอรี่ ฝรั่งอเมริกันแท้ๆ ยังส่ายหัวดิก ราคามันเหลือเกินจริงๆ

แต่อย่างว่า มันคงกินมากกว่าน้ามื้อละสามเท่าละมั้ง ถึงได้บ่นน่าดู คนเมืองหนาวมันกินกันจุจริงๆ อ้อ เกรกอรี่ มันชอบเมืองไทยด้วย มันบอกอยากไปอยู่หลายหนแล้ว

เพราะคนไทยสนุกสนาน

วันนี้เรียนหนังสือเสร็จกลับเข้าสำนักงาน ถอดเสื้อถอดผ้า โชว์เสื้อกั๊กเฟ้ย แม่ถักให้ตั้งแต่เกือบยี่สิบปีก่อน เพิ่งได้มาเมื่อวาน พี่ก้อยเขาส่งมาให้ พร้อมกับเสื้อยืดเห่ยๆอีกหลายตัว ผ้าพันคอ ถุงมือ ...สบายแล้ว ไม่ต้องเสียเงินด้วย ค่าส่งพี่เขาก็จ่าย

สบายทั้งกาย สบายทั้งกระเป๋าตังค์

นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ กำลังอ่านเรื่องรันทดของคนอยากมีบ้านในญี่ปุ่น แล้วซื้อเมื่อช่วงที่ลูกโป่งเศรษฐกิจกำลังพองสุดๆ

พอลูกโป่งแตก เงินเดือนลด จนถึงถูกปลดออกจากงาน บ้านที่ซื้อก็ต้องขายไปในราคาขาดทุน เอาเงินชดเชยที่ควรไว้ใช้ตอนชราไปจ่ายหนี้..เฮ้อ

ยังอ่านไม่จบ คุณโอมูระ ไดเรคเตอร์หรือผู้อำนวยการอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก ซึ่งจะเกษียณสิ้นเดือนนี้แหละ คนที่มากรุงเทพฯเมื่อปีก่อนโน้น แล้วเราเปลี่ยนคนกระทันหันน่ะ เรียกน้าขึ้นไป ลากแตะ ใส่เสื้อกันหนาวของทหาร เขาเรียกอะไรจำไม่ได้แล้ว ที่ไอ้นุ้ยเอามาขาย

ผมงี้ยาวประบ่า เนคไท ก็ไม่ได้ใส่

ตอนนั้นแกคอมเมนต์หมด ทั้งภาษาอังกฤษ การแต่งตัว ผมเผ้า

มาดขรึมอิ๊บอ๋าย

แต่ตอนนี้ไม่แล้ว น้ากำลังอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะปรกติพอเข้าสำนักงาน ต้องอ่านข่าวก่อนอย่างอื่น แกเดินมาถามว่า บ่ายนี้มีอะไรทำหรือเปล่า ไอ้เราก็ไม่มีครับๆ ความจริงควรจะรีบทบทวนบทเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะมันเริ่มทับถมมากขึ้น

ดันบอกว่าไม่มีแกก็เลยบอก ตรงนี้มีสวนเก่าแก่ ไปเดินกันดีกว่า น้าก็ เอ๊ะ มามาดผู้เฒ่านิฮองจิน จะสั่งสอนอะไรหรือเปล่าเนี่ย ดีว่ะ

ไปเลย คว้าโอเวอร์โค้ตสวมเดินกันออกไปสองคน หนุ่มหล่ากับแก่หล่อ ควงกันออกจากออฟฟิศ ตอนแรกแกจะพาขึ้นชั้นดาดฟ้าเพื่อชมทัศนียภาพของโตเกียว น้าก็ดันบอกว่าขึ้นไปแล้ว มาคิดตอนหลังว่าไม่น่าเลย ขึ้นกับแผนกต้อนรับเด็กๆ กับขึ้นกะคนแก่มากประสบการณ์ ย่อมแตกต่างกันมากโขเลยทีเดียว เสียดายจริงๆนะเนี่ย

เดินลงจากตึกไป แดดก็ดีนะ แต่อากาศเย็นมาก โอมูระ ใส่แค่สูทตัวเดียวเอง แกทนได้ไงไม่รู้ เข้าไปในสวน เสียค่าเข้าคนละ ร้อยบาท สวนนี้เรียกว่า ฮามา ริคิว มีอายุมากกว่าสามร้อยปีแน่ะ เข้าไปเดินเห็นต้นสนสามร้อยปี โห...ไอ้สามร้อยปีน่ะ ตอนเขามาซ่อมแซมนะ

แล้วก็ปีไหนก็ไม่รู้ส่วนนี้เป้นของส่วนตัวของจักรพรรดิ์ เพิ่งมาเป็นของรัฐบาลหลังสิ้นสงครามโลก เดินไปรอบๆ มันก็สไตล์สวนญี่ปุ่น มีหินมีเกาะ แต่ไม่มีบอนไซ เคยเห็นบอนไซแบบญี่ปุ่นไหม ในนี้รูปทรงมันแบบเดียวกัน แต่ขนาดมันยักษ์ใหญ่ อย่างสนสามร้อยปีนั่นเลย

เดินไป ผู้เฒ่าก็บรรยายไป ไม่มาก แกพูดน้อยแฮะ

ไปถึงตรงท่าเรือ แกก็บอกว่าตรงนี้ขึ้นเรือไป ไปเมืองโบราณของโตเกียว เขาเรียกว่าอะสะกูซ่า ก็ไปยืนดูตรงที่ขายตั๋วค่าเรือ เที่ยวเดียวราวๆสองร้อยกว่าบาท

ยืนเกะกะสักแป๊บ โอมูระซังไปฉี่ กลับมาดูตารางเรืออีกแป๊บหนึ่ง หยิบแผนที่ออกมากาง แล้วแกก็บอกว่า ลองนั่งเรือกันดีกว่า ไปตรงนี้อีกท่าเรือเดียว ห้านาทีเท่านั้น

ท่าเดียวเสียค่าตั๋วไปคนละสามสิบกว่าบาท พอขึ้นก็เดินออกมา ตอนแรกน่ะแกบอกว่าขึ้นท่านั้นแล้วก็เดินกลับอาซาฮี ชิมบุน พอเดินออกมานิดเดียว แกชี้ให้ดูรางรถไฟฟ้า เป็นแบบลอยฟ้าหรือสกายเทรนอย่างบ้านเรานั่นแหละ บอกว่านี้เป็นนิว ทรังค์ ไลน์ ไม่เหมือนกับรถไฟฟ้าอื่นๆ

น้าก็เล็งมัน เอ ตรงไหนไม่เหมือน

เดินไปที่สถานี ลมแรงจนถูกผลักถอยหลังเลย อากาศที่นี่แปรปรวนดีจริงๆ

ไม่มีคนเลยสักคน แม้แต่พนักงานประจำสถานี สมเป็นสถานีใหม่ กลิ่นสียังอวลอยู่ ตู้ขายตั๋วก็มีภาษาอังกฤษกำกับเป็นแบบอิเลกทรอนิกส์เลย

พอได้ตั๋วก็เดินผ่านเข้าไป น้าเห็นบันได้เลื่อน มันไม่เลื่อน ใจคิดว่า อ้อ สถานีเล็ก ไม่มีคน ประหยัดพลังงาน แต่พอเดินเข้าไปจะถึงบันได้เลื่อน เสียงดังอืดๆ บันได้เลื่อนเริ่มเลื่อน

บันไดเลื่อนอัตโนมัติน่ะครับ มันคงมีเครื่องเซนเซอร์ในระยะ พอเข้าเขตเครื่องเซนเซอร์ ระบบก็จะทำงาน น้าหัวเราะก๊ากเลย โอมูระซังก็หัวเราะด้วย บอกออโตเมติกหมดวุ้ย

แล้วอธิบายเพิ่มเติมว่า รถไฟฟ้าสายใหม่นี้ แตกต่างจากสายอื่นๆทั้งหมด คือ ไม่มีคนขับ คอมพิวเตอร์ควบคุมทั้งระบบ

พวกซับเวย์ที่น้าต้องนั่งไปโรงเรียน-ที่ทำงาน-บ้าน มันมีคนขับนะ บางทีก็ไปยืนดูเขาขับด้วย

แต่ไอ้สายใหม่นี้ไม่มีคนขับ

นั่งไปแค่สถานีเดียว แล้วเดินตามทางที่เขากั้นเฉพาะสำหรับผู้โดยสาร ไปออกตรงสถานีชิมบาชิ เป็นสถานีเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น จากตรงนี้ก็ขึ้นรถเมล์ไปอีกหน่อยถึงป้ายรถเมล์หน้าอาซาฮี ชิมบุน เลย

ระหว่างที่ร่วมทางมากับผู้เฒ่ายังได้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่อีกหลายอย่าง

วันนี้ดีจริงๆ

ถึงสำนักงานราวสี่สี่โมงเย็น ไม่เอาแล้ววุ้ยภาษาญี่ปุ่น เอาคอมพิวเตอร์ออกมาต่ออินเทอร์เน็ต พยายามจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สถานีพักริมทาง ที่เรียกว่า มิชิโนะ เอกิ โครงการของกระทรวงก่อสร้างญี่ปุ่น

สองชั่วโมงที่หา พร้อมกับคุยกับบางคนทางไอซีคิวไปด้วย ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลย คาโนะซังก็บอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่มีเอกสารเรื่องนี้เป้นภาษาอังกฤษที่ไหน มีแต่ที่แกจะเขียนให้น้า แต่แกบอกว่า น้าคงรู้นะว่าเขียนภาษาอังกฤษมันยากสำหรับแก

ใกล้จะหกโมงเย็น หิวบุหรี่ แต่ยังติดพันที่จะค้นข้อมูล ไม่ได้ไอ้ที่พยายามค้นแต่ได้อย่างอื่นก็ไม่เลวเสียทีเดียว

คุณโอโนะ พี่อ้วนโต๊ะข้างซ้าย คนนี้ซีเรียสน้อยกว่า พี่อ้วนข้างขวา เดินมาสะกิด บอกว่า เฮ้ยไปสูบข้างนอกกันดีกว่า เดี๋ยวไปด้วย พอออกไปนั่งโจ้กันตรงสถานที่สูบบุหรี่ ก็คุยกันไปเรื่อยๆ เรื่องเมืองไทยมั่ง เรื่องภาษาญี่ปุ่นมั่ง ภาษาไทยมั่ง

บอกโอโนะซังว่า ยากน่าดูภาษาญี่ปุ่น ตอนนี้ให้อ่านก็อ่านรู้เรื่องไม่น้อยนะ เท่าที่ได้เรียนมาน่ะแหละ ไม่อยากจะคุย วันนี้เรียน มะ มิ มุ เมะ โมะ เที่ยวเดียว แล้วทดสอบ ร้อยคะแนนเต็มเลยเพื่อน

เรื่องพูดก็ยากหน่อย แต่พอได้ ปัญหาคือฟังคนทั่วๆไปพูดไม่ออก ถามเขา เขาตอบมาก็ฟังไม่รู้เรื่อง

พี่แกบอกว่า วิธีเดียวที่จะจำได้ ฟังออกคือฟังให้มากๆเข้าไว้

แล้วแกก็นึกขึ้นมาได้ บอกว่าโทรทัศน์น่ะ เปิดเข้าไปสิ

เออน้ามาอยู่นี่สองอาทิตย์กว่าแล้ว เปิดโทรทัศน์ที่มีอยู่ในห้องนอนไม่กี่ครั้งเอง ตั้งแต่วันนี้จะเปิดมันทั้งคืน

แกบอกให้เอาหนังสือพิมพ์กลับมาบ้านด้วย ดูผังรายการทีวี บางช่องมันจะมีสอนภาษา แล้วก็ให้พยายามดูรายการเด็กๆ เพราะเขาจะพูดช้า ถ้าจะดูข่าวก็เอ็นเอชเค มันพูดชัดถ้อยชัดคำ

วันนี้ต้องขอบคุณพี่อ้วน

บางอย่างเราก็คิดไม่ถึง

อ้อ...มีอยู่เรื่อง เมื่อเช้าเพิ่งรู้ว่า ทำไมเมื่อวานไม่หนาว ทั้งที่ฝนตก ก็ปิดหน้าต่างเอาไว้น่ะสิ ปรกติจะเปิดหน้าต่างให้อากาศมันระบาย เมื่อวานซืนมันหนาวเน็บทนไม่ไหว เลยปิดหน้าต่าง

ก็ว่าแล้ว ทำไมแปลกๆ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก