บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๑๘ กรกฎาคม  ๒๕๔๓      พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  

	สิบโมงเช้าโทรเข้าสำนักงานแจ้งความประสงค์ไว้กับอูเอโนะซัง
 เพราะท่านผู้คุมไม่อยู่  เธอบอกว่างั้นสายๆหรือบ่ายๆโทรฯเข้ามาอีกทีก็แล้วกัน 
	ไม่มีปัญหา อาบน้ำเสร็จก็เผ่นออกจากหอ แต่งตัวมอซอสวมกุงเกงขายาว
	พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ชื่อจริงๆของเขาเป็นอย่างนี้ 
อยู่เมืองอิชิคาวะ  ไม่ไกลจากสถานีที่หอพักนัก นั่งไปราวๆหกเจ็ดสถานีเท่านั้น 	
	แต่ต้องเดินจากสถานีที่ลงไปอีกสักกิโลสองกิโลนี่แหละ ก่อนออก
จากสถานีแวะกินข้าวเสียก่อน มันเที่ยงพอดี กินกันตายไม่ต้องสนใจอะไรมาก
	หลังจากอิ่มหนำ เดินออกไปก็เจอะเข้ากับร้านรวงแบบบ้านนอก  
ร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง มองเข้าไปผ้าบาติคแบบโหลๆอย่างที่เราชอบใส่  
ก็คงน่าจะมาจากเมืองไทยนั่นแหละ เหมือนกันยังกับแกะ แต่เขาทำแบบเสื้อ
ผู้หญิงราคาขายก็สามร้อยกว่าบาท
	ร้านขายผักร้านหนึ่งราวๆสามคูหา กินพื้นที่ถนนออกมาแบบบ้านเรา
 ประจันหน้ากับเซยุที่อยู่ตรงกันข้ามเลย ถนนมันเล็กชนิดรถเกือบสวนกันไม่ได้เสียด้วย
	เรากำลังเดินขนานทางรถไฟไปทางทิศเหนือ แล้วไปเลี้ยวซ้ายแยกที่สอง
ข้างหน้าข้ามสะพานข้ามคลอง เลี้ยวขวาไปอีกเลี้ยวอีกสองเลี้ยวก็ไปถึงพิพิธภัณฑ์ใน
ที่สุด ดูใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว ไม่เสียเงินเสียด้วย วันนี้ไม่มีนิทรรศการอะไรพิเศษ 
ลองเดินๆดู ไม่นานก็หมด เพราะมีอะไรต่ออะไรน้อย และอะไรต่ออะไรที่มีมันมีแต่ภาษาญี่ปุ่น
	นอกจากนั้น จะว่าไปแล้วมันเหมือนกับสวนสนุกทางวิทยาศาสตร์สำหรับ
เด็กมากกว่า แต่ละอย่างเขาจะทำแบบคล้ายๆอินเทอร์แอ๊คทีฟ ให้คนดูต้องกดปุ่ม 
เกือบทุกอันนั่นแหละ
	มีอยู่อันหนึ่งที่ชอบก็คือ สาธิตให้เห็นการก่อตัวของอายุทอร์นาโด
 แจ๋วจริงๆ แต่ไอ้ที่หมุนอยู่ในตู้กระจกนั่นเป็นควันนะ ไอน้ำน่ะ  และอีกอันหนึ่ง
เป็นแขนหุ่นยนต์  เอาไว้แข่งกับคนจัดไม้รูปต่างๆลงบล็อค  น้ากดให้มันทำให้ดู
 แต่ไม่ได้แข่งกับมันหรอก เจ้าหุ่นนี่พอมันต่อของมันเสร็จมันจะยื่นมาดูของเราด้วยนะ น่ารักดี
	เดินดูไปไม่นานนักก็หมด บอกแล้วมันมีไม่เยอะ อ้อ มีพวกที่ดูๆ
แล้วน่าจะเป็นพี่เลี้ยงเด็กเล็ก พาเด็กมาเล่นมันอยู่ในนั้นแหละ เหมือนสวนสนุกของเด็กจริงๆ
	ที่น่ารักยิ่งกว่านั้น น้าขึ้นชั้นสองไปเดินดูมันก็มีนิดเดียวอีกเหมือนกัน
บนนี้ แต่มีอยู่จุดหนึ่งหลุดจากส่วนแสดงงานมาแล้ว มันมีเตียงเด็กตั้งอยู่ 
ผู้ที่นอนมีหมอนผ้าห่มเสร็จสรรพ ตอนแรกเดินผ่านไปแปลกใจนิดหน่อยว่า
นี่มันเกี่ยวอะไรกันตรงไหน
	ไม่ได้ใส่ใจนัก วนหาทางลงแล้วมันไม่มีก็เลยย้อนกลับมาผ่านเตียงนี่อีกที 
คราวนี้รู้แล้ว เตียงมันตั้งอยู่หน้าห้องน้ำ คนที่พาเด็กเล็กมา เวลาจะเข้าห้องน้ำสามารถ
เอาเด็กใส่เตียงไว้ได้  แค่นี้เอง
	พระเอกของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นี้ก็คือ โรงหนังสามมิติไอแมกซ์ 
ต้องเสียเงินสองร้อยบาท รอบละราวๆ ๑ ชั่วโมงไม่ได้เข้าไปดูหรอก ไอ้สามมิติอะไรนี่
ดูแล้วเวียนหัว
	มองจากพิพิธภัณฑ์ออกไปเห็นตึกแปลกอีกตึก อยู่ในบริเวณเดียวกัน 
มีคนเดินกันขวักไขว่ไม่น้อย ก็เลยไปยืนเล็งๆ นั่งพักมองไป ห้องสมุดนี่เอง 
ห้องสมุดของอิชิคาวะ ซิตี้
	ลองเข้าไปเยี่ยมดูเสียหน่อย เริ่มจากส่วนของเด็กที่เขาแยกไว้
ต่างหาก อยากนะ อยากให้มีห้องสมุดเด็กแบบนี้ในใมืองไทย มีให้มันบานไป
ทั่วประเทศเลย ทำยังไงดีเนี่ย
	เดินดูหนังสือ ความจริงแอบสังเกตุคนมากกว่า มีแม่ๆพาลูกมายืมหนังสือ 
เป็นหอบเชียว  แล้วเขายังมีส่วนที่เป้นห้องสำหรับเล็กไว้เกลือกกลิ้งได้อีก  
	ระบบการยืมหนังสือ ก็ง่ายๆ มันเป็นบาร์โค้ด ส่วนการคืนเขามีช่องรับคืน
อยู่ข้างตึก แค่หยอดมันเข้าไปในช่องเหมือนทิ้งขยะ เป็นอันเสร็จพิธี  ยกเว้นพวกซีดีหรือ
เทป ยังต้องเอาไปคืนที่เคาน์เตอร์
	จากแผนกหนังสือเด็กก็ข้ามมาอีกซีก เขายังแยกเป็นชั้นหนังสือสำหรับเด็กโต
ไว้ด้วย คนมาใช้บริการในห้องสมุดเยอะแฮะ น้าเดินไปดูตรงชั้นหนังสือต่างประเทศ
 แหมะอยู่ที่หนังสือภาษาอังกฤษ  ลองไล่ดูเผื่อมีของบางอย่างที่พยายามจะหา แต่ก็ไม่เจอ
	เอาละได้เห็นได้รู้ ได้ลูบคลำหนังสือจนหมดทุกชั้นแล้ว ไปได้
	ขากลับเดินอีกทางขึ้นไปบนห้างสไตล์ คอมมิวนิตี้ มอล  ชื่อ คอลตัน 
หรือไงจำได้ไม่ถนัด ห้างสแตนด์อโลน และมีพื้นที่โล่งๆแบบนี้หาไม่ค่อยเห็นในญี่ปุ่น  
เดินดูนิดหน่อยเพื่อลัดไปออกอีกทาง พอถึงสถานีรถไฟก็ลอดใต้ไปสำรวจถนนอีก
ฝั่งว่าเขามีอะไรกันมั่ง เดินยาวเหยียดไป เมืองนี้เดิมน่าจะบนถูเขาดูจากลักษณะถนน 
	เดินไปแล้วเดินกลับมาครึ่งทางเลี้ยวซ้ายไปอีก เห็นต้นไม้แต่ไกล 
เดาๆว่าน่าจะเป็นสวนสาธารณะ แต่เข้าไปใกล้มองเห็นแนวต้นไม้อยู่ด้านหลัง 
พยายามจะหาทางเข้าไปด้านหลัง แต่หามันไม่เจอ ก็เลยเดินกลับเลี้ยวแวะเข้าวัดในซอยวัดหนึ่ง
	สังเกตุดูบ้านบางหลังแถวนี้  แปลกดี จะว่าเป็นวัดก็ไม่เชิง แล้วทำไม
มันอยู่ใกล้กันตั้งหลายหลัง คงความเป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ได้เยอะเลยทีเดียว
	ย่านที่อยู่อาศัยอย่างแถวหอน้านี่ไม่มีหรอกของแบบนี้
	เดินสำรวจจนพอใจทีนี้ก็ได้เวลากลับกันแล้ว มาขึ้นรถไฟหนึ่งสถานีแล้ว
เปลี่ยนไปซับเวย์ถึงมินามิเกียวโตขุ  รู้สึกขาล้าไปเฉยๆ เท่าก็เจ็บนิดหน่อย ไม่น่า
เป็นไปได้เลยเดินแค่สี่ชั่วโมงกว่า กับระดับความอึดของน้า  
	หรือสุขภาพพักนี้แย่ลง กินไม่ได้นอนไม่หลับ
	ใช่ครับตอนนี้อาการกินไม่ลงกำเริบอีกแล้ว เบื่อตัวเองเหลือทน
	ยังโชคดีอยู่บ้างที่เจอข้าวปลาไหลย่าง ซึ่งกินแล้วรู้สึกอร่อย  
เลยเลี้ยวไปแวะที่ไดเอะซื้อมาซะกล่องหนึ่ง แล้วกินลงแต่ข้าวนี่แหละ
 อาศัยพริกแห้งเคี้ยวไปด้วยเพิ่มรสชาติ  อย่างอื่นที่ซื้อมา ข้าวโพดปิ้ง  
แตงโม ผักขมดอง ไม่ได้แตะเลย
	แม้แต่ซุปหอยที่เคยซดหมดเกลี้ยงวันนี้ก็ไม่หมดอีก
	ก็ยังดีที่กินข้าวลง
	บัดดี้โฟนไม่เวิร์กอีกแล้ว  ต้องอาศัยฟังเอา แล้วพิมพ์กลับไป  
เจ้าน้ำเป็นคุณไม่รู้จะคุยอะไรเหมือนเดิม พอใช้วิธีนี้มันก็เลยฝืดเต็มที  
คุณปรายวิ่งมาเล่าอะไรให้ฟังฉอดๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของน้องหมา
หรือของตัวเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน ที่ตอนนี้มันเฉยๆไม่ทำอะไร ทำนองนั้น
	แม่นักเล่านิทานตัวยง 
	เป็นคนที่เล่าอะไรใส่อารมณ์ตามเรื่องตลอด เหมือนแม่ไม่มีผิด 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก