บันทึกจากญี่ปุ่น

๑๙ มีนาคม ๒๕๔๓

ขึ้นรถไฟไปโอซาก้า

ก่อนจะมาญี่ปุ่น เจ๊หุย ซี้ปึ้ก ทางไอซีคิว และไม่ไอซีคิว โทรศัพท์มาสั่งเสีย ตามประสาคนมีประสบการณ์ เจ๊หุย แกพูดภาษาญี่ปุ่นได้ นอกจากสั่งเรื่องข้าวของใช้ที่จำเป็น ซึ่งเอาเข้าจริงๆไม่มีอะไรจำเป็นเลย เพราะมันมีทุกอย่างให้หมด ยกเว้นของกินจากเมืองไทย กับของใช้ส่วนตั๊วส่วนตัว

แต่ส่วนตัวขนาดสบู่ ยาสระผม หรือยาสีฟัน และแม้แต่น้ำหอมดับกลิ่นกายเขาก็มีบริการ ฟรี

หออะไรมันจะดีขนาดนี้ น้ำ กาแฟ ชา(หลายแบบซะด้วย)ก็ฟรีเหมือนกันยี่สิบสี่ชั่วโมง สบู่หอมตรานกแก้วที่ติดมาเลยไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ก็เอาออกมาวางตามมุมห้องสร้างกลิ่นหอมในห้องแทน ดีแฮะ ส่วนยาสระผมมะคำดีความ ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แล้วคิดได้จะบอก

เจ๊หุยสั่งเสียไว้หลายอย่าง กับอีกอย่างก็คือ ขึ้น ชิงกันเซ็น ให้ได้นะ

ชิงกันเซ็น คือ รถไฟความเร็วสูง ไอ้หัวจรวด หรือที่หัวรถไปเหมือนกับเครื่องบินนั่นแหละ ความเร็วมาสองร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมงเชียว

น้าไม่ตื่นเต้นอะไรกับเจ๊หุยหรอก ชิงกันเซ็นกันเซิน

แต่วันนี้เช้าต้องไปโอซาก้า มีนัดกับคนที่นั่น ขึ้นชิงกันเซ็นไปกับ อูชิยามะซัง

สถานีมันใหญ่โตมโหฬาร เป็นช็อปปิ้งมอลขนาดใหญ่

ก่อนขึ้นรถไฟถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเสียหน่อย วิวไม่งามเท่าไหร่ แล้วก็เข้าไปซื้อข้าวปลาอาหารสำหรับกินในรถ เพราะขึ้นตอนสี่โมงกว่า กว่าจะไปถึงก็บ่ายโมงสิบห้า กินกลางวันบนรถไฟไปเลย

เดินไปรอบๆร้าน อูชิยามะมันก็พยายามจะหาข้าวให้น้า น้าดูแล้ว ตาละกล่องใหญ่ๆ กินแล้วคงทุลักทุเล เลยซื้อขนมจีบกล่องเล็กๆ แค่หกอัน กับน้ำชาจีนขวดหนึ่ง

ความจริงบนรถเขาก็มีพนักเงินเดินเข็นรถขาย ไม่ซื้อก่อนขึ้นรถไปซื้อในรถก็ได้

สมัยก่อนบนชิงกันเซ็น มีห้องอาหารที่จะไปแด๊กกันให้มันในอารมณ์ด้วย แต่ไม่กี่ปีมานี้ เขายกเลิกไป คนเดินทางมันเยอะ ก็เลยเอาห้องอาหารมาสร้างที่นั่งเพิ่ม

อาจจะมีเหตุผลอื่นๆด้วย แต่น้าไม่รู้ รู้แค่นี้

ระหว่างที่รถไฟแล่นไป อูชิยามะซัง ก็อธิบายสถานที่โน่นนี่ไปเรื่อยๆ

ญี่ปุ่นที่ว่าอึดๆอมๆ ไม่ค่อยแสดงออกแล้วทำให้คนไทยเราบางคนรู้สึกอึดอัดน่ะนะ ชิดซ้ายไปเลย เจอน้าเข้า แม้แต่ญี่ปุ่น นิฮองจิน ที่พูดน้อยยังทนไม่ไหว

ฮ่าๆๆ

อูชิยามะซัง พูดกับน้าในชิงกันเซ็น จำได้ว่า ครั้งนี้เป้นครั้งที่สาม ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ครั้งสองก็เมื่ออาทิตย์แรกที่มาที่นี่ และครั้งนี้เป้นครั้งที่สาม

พี่แกบอก...ถ้าเป้นภาษาไทยแบบคนกันเองก็น่าจะ เฮ้ย มึงพูดมั่งซีวะ กูกับคนอื่นๆเขาจะได้รู้จักมั่ง เล่นไม่พูดเลย พาคนอื่นๆเขาเซ็ง ไม่รู้จะเอายังไง

ฮา อีกที

น้าฟังมันพูดอย่างเข้าใจ กำหมัดแน่น ไอ้เวรตะไล

ที่จริง อูชิยามะซัง ให้เหตุผลประกอบด้วยว่า น้าควรจะแสดงความคิดความรู้สึกออกมา คนอื่นๆจะได้รู้ เขาจะได้รู้ว่า น้าชอบแบบไหน อยากทำอะไร จะได้วางแผนให้น้าไปทำ ในเซคชั่นที่เหมาะสม

มันอ้างเหตุผลไปงั้นแหละ จริงๆญี่ปุ่นคนนี้เจอคนไทยที่หนักกว่าญี่ปุ่น ทำให้อึดอัด ฮ่าๆๆๆ

เพราะแผนที่จะให้น้าไปทำอะไรนั้น ความจริง ก็บอกไปแล้ว เรื่องเศรษฐกิจธุรกิจ เป้นงานปกติ ถนัดเป็นพิเศษเรื่องไอที และอินเทอร์เน็ต สนใจนอกเหนือจากนั้น คือ เกษตรกรรม และชีวิตในชนบท

นี่บอกไปมากกว่าครั้ง แล้วยังจัดไม่ได้อีกหรือไงไม่ทราบ เฮ้อ เดี๋ยวบอกเพิ่มซะเลยว่าปัญหาสังคม กับปัญหาวัยรุ่นก็โคตรสนใจ แล้วยังมีเรื่องเพลง ดนตรี อีก

ความจริงมีความลับอะนะ ที่ไม่ตอบ

นิสัยนั้นอย่างหนึ่ง ถ้ามันนอกเหนือความสนใจแล้วก็เหมือนไม่ได้ยิน

พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่องนั้นก็อย่างหนึ่ง นั่งรถไฟน่ะ มีเสียงรถไฟ มีเสียงคนอื่นๆคุยกัน แล้วพี่แกเป็นคนพูดเบา ไม่ค่อยชัด และความลับสุดๆคือ ปากแกเหม็น มันมีกลิ่นอะไรด้วยก็ไม่รู้ ไอ้เราจะเอียงคอไปฟังก็ทนไม่ค่อยได้

เรื่องก็เป้นอย่างนี้แหละครับ

ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องจะให้ต่อความยาวสาวความยืดไปได้ยัง งงว่ะ ครั้นจะบอกไปตรงๆ ก็เกรงใจ เขชาอายุเยอะ เป็นถึงไดเรคเตอร์ อุตส่าห์สละเวลามาดูแลเราก็ดีเท่าไหร่แล้ว

ปล่อยมันด่าไปก็แล้วกัน เพราะเดือนหน้าก็จะมีคนอื่นมารับช่วงแล้ว เป็นคนใหม่ เบอร์สองจากอูชิยามะซัง

พอไปถึงโอซาก้า ไปต่อแท็กซี่หน้าสถานี นั่งไปแค่สิบกว่านาทีก็ถึงตึกสำนักงานอาซาฮี ขึ้นไปในห้องที่เขาประชุมกันอยู่ มีเด็กนักเรียนมัธยมเกือบยี่สิบคน มหาวิทยาลัยสองสามคน ที่เหลือก็เป็นครูกับผู้ประสานงาน นี่เป็นการประชุมทำความเข้าใจเที่ยวสุดท้ายของเด็กพวกนี้ก่อนจะเดินทางมาประเทศไทย เอารถล้อเข็นที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วมามอบให้เพื่อแจกจ่ายให้คนพิการในประเทศอาเชียน

โครงการซ่อมรถเข็นนี่สนับสนุนโดยองค์การสวัสดิการสังคมอาซาฮี ชิมบุน เริ่มมาได้เจ็ดแปดปี แล้ว ตอนแรกเขาทำขึ้นเพื่อให้คนพิการช่วยตัวเองได้ ฝึกฝีมือในการซ่อมแซมรถเข็น

ทำไปทำมาแล้วได้บายโพรดักต์คือรถเข็นที่ซ่อมเสร็จแล้ว แต่เข้าไม่ได้ใช้กัน เพราะของเขามันเปลี่ยนใหม่ทุกห้าปี ก็เลยบริจาคไปในประเทศต่างๆ

อีกโครงการหนึ่ง เรียกว่าเป็นโครงการลูกก็ได้ ครู ไปรับอาสาสมัครจากนักเรียน มาปลูกสำนึกในเรื่องรีไซเคิ่ล ทีนี้รถล้อเข็นแต่ละปีที่ทิ้งเนี่ยมันเยอะ เขาก็เลยไปแเอามาซ่อมแซม เสร็จก็ส่งมาที่อาซาฮี เอาไปบริจาค

แล้วจากประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นมา มันไม่ใช่รีไซเคิ่ลอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างจิตสำนึกให้เด็กรุ่นใหม่ซึ่งในญี่ปุ่นปัจจุบันขาดแคลน เช่น ความเอื้อเฟื้อต่อผู้อาวุโส ซึ่งนับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ

เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะ

ก็ไปยืนดูเขาประชุมกัน ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤาได้เลยสักคน คนที่ดูแลโครงการมาคุยด้วยเป้นพักๆ อูชิยามะซังคอยแปล เสียงมันก็ตีกันน่ะสิ ส่วนคนที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ทั้งมาช้า แล้วมาแป๊บเดียวก็ไป

น้าก็ต้องทนดมลมหายใจอูชิยามะซัง เพื่อจะรู้เรื่องให้ได้ เออว่ะ เจอร์นัลลิสต์ แอท ฮาร์ต ก็ได้ๆ

สามชั่วโมงที่ทุลักทุเลสำหรับน้าที่จะเอาเรื่องเอาราวของเขามาไว้ในหัวสมอง

ส่วนใหญ่ยืนซะด้วย

ได้เวลาก็อำลา ต้องกลับแล้ว ขึ้นชิงกันเซ็น มาโอซาก้า เพื่อจะมายืนฟังอะไรเขาพูดอะไรกันไม่รู้เรื่องสามชั่วโมงเนี่ยนะ เจ๋งมาก

อูชิยามะซัง บอกว่าพวกเขาคงจะดีใจกันมากถ้ามีรายงานนี้ออกในมติชนก่อนที่พวกเขาจะมากันวันที ๒๖ มีนาคมนี้

โด่..เอ๊ย มีหน้ามาพูด

ออกจากตึกก็ขึ้นแท็กซี่สิบนาทีถึงสถานี เที่ยวกลับนี่เพิ่มเวลาไปอีกชั่วโมง เพราะมันแวะหลายสถานี ไม่เหมือนตอนมา

ก็เหมือนเดิม พอขึ้นรถไฟเสร็จสรรพ อูชิยามะซังก็เริ่มคุย น้าก็คุยโน่นคุยนี่ด้วย(ไม่ถึงกับคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกน่า)

ตอนหนึ่ง เขาพูดถึงซูโม่ กว่าจะฟังออกว่าคือ ซูโม่ นี่นานนะ เป็นสิบนาทีเลย เพราะเขาเรียกว่า สะโม แต่รู้แล้วก็งั้นๆ เพราะเราก็ไม่ได้สนใจเท่าไร อูชิยามะซัง พูดเรื่องสถานการณ์แชมเปี้ยนซูโม่ให้ฟังอยู่ราวๆเกือบชั่วโมง

พอดีพนักงานรถไฟเดินมาขายของ แกก็สั่งกาแฟ

น้าได้โอกาสระหว่างที่แกจัดการกับกาแฟ เอนลงไปนอนทำท่าหลับเลย

ทำท่าหลับอยู่จนแกหลับไปจริงๆนั่นแหละ น้าถึงตื่นมาชมวิว ฮ่าๆๆๆ

เล่นกะใครไม่เล่น

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก