บันทึกจากญี่ปุ่น

๑ เมษายน ๒๕๔๓

ต้มหน่อไม้หมูสามชั้น

แม่ส้มหนีไปอาบน้ำคลายร้อน ทิ้งน้าให้นั่งหนาวอยู่คนเดียว บอกลาหมอกุ้ง แล้วออกมาเขียนบันทึกประจำวัน วันนี้คล้ายๆกับจะไม่มีอะไร เป็นวันเสาร์ที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้เลย ...พูดเอาเท่ ที่จริงก็ไม่ค่อยได้วางแผนอะไรกับเขาเท่าไรหรอก

ตื่นมาแต่เช้ามืด ที่นี่ตีห้าก็สว่างโพลงแล้ว เก็บข้าวของในห้องให้มันรกน้อยลงหน่อย แล้วลงไปกินข้าว

ปรากฏว่าวันนี้ไม่ได้สั่งเขาเอาไว้ ตารางมันของเดือนใหม่ ไอ้เราก็ไม่ทันได้คิด

แต่แม่บ้านกับลูกชายที่เป็นผู้จัดการหออยู่พอดี เขาเลยบอกว่าไม่เป็นไรๆ เอาถาดนี้ของคนอื่นไปก่อน เเดี๋ยวทำใหม่ได้

มื้อเช้านี้เป็นอาหารฝรั่ง ก็เลยกินตามฟอร์ม มีหมูแฮม ไข่ดาว สลัด..ขนมปังไม่แตะ เดี๋ยวเลี่ยนอีก

วันนี้เป้นวันเสาร์ แต่เป็นวันแรกของปีงบประมาณ มีเด็กหอใหม่ๆร่วมสิบคนใส่สูทสีดำเดินกันพล่าน สงสัยว่าจะไปอบรมพนักงานใหม่วันแรกกันมั้ง

พูดถึงเรื่องนี้เอาเกร็ดที่คุยกับโอโนะซังวันก่อนมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย เดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่บริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียงจะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ประจำปี บริษัทใหญ่ๆพวกนี้จะฮั้วกันเปิดรับสมัครงานและจัดสิอบวันเดียวกัน เพราะฉะนั้นเด็กๆที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยในเดือนมีนาคมจะต้องหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ก่อนว่าอยากจะทำงานกับบริษัทไหน

ส่วนบริษัทเล็กๆเขาก็รับสมัครไปตามปกติ

หนังสือพิมพ์ใหญ่ๆสมัยก่อนก็ฮั้วกันแบบนี้ แต่โอโนะซังบอกว่าเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว เปิดรับไม่พร้อมกัน

ที่พิเศษหน่อยก็คือปีนี้มีบริษัทที่หันมารับสมัครงานทางอินเทอร์เน็ตเป้นจำนวนมาก เพราะประหยัดค่าใช้จ่าย และพิศษอีกอย่างในปีนี้ที่อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ก็คือเด็กๆที่สมัครงานแลกเปลี่ยนข่าวสารกันผ่านทางอีเมล์ และเว็บไซต์

บริษัทไหนที่แบ่งแยกระดับมหาวิทยาลัย รับแต่เฉพาะมหาวิทยาลัยดีๆ ,ใช้วิธีการสอบหรือสัมภาษณ์ไม่เหมาะสม ถูกเด็กเอาไปแฉหมด มีคนหนึ่งบอกว่า กรรมการสัมาภาษณ์คนหนึ่งไม่ฟังเธอเลย เอาแต่นั่งหลับ อีกคนบอกว่าถูกถามว่าหน้าอกเท่าไหร่ เป็นต้น

เห็นบอกว่าส่วนหนึ่งของเด็กที่โพสต์ข้อความแฉเหล่านี้ ถูกเรียกตัวไปทำงานเลย เขาถือเป็นเด็กพิเศษที่มีแวว..อ้าว

อย่างไรก็ตาม ดูท่าว่าจะหางานกันยากมากหน่อย เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น อัตราการว่างงานล่าสุดสูงถึง ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ ทำลายประวัติศาสตร์เลย คนใหม่จบมาผสมกับคนเก่าที่ถูกให้ออกจากงาน ทำให้มีคนต้องหางานทำบานตะไท

โอกาสที่จะจ้างงานหรือตำแหน่งงานว่างมีแค่ครึ่งเดียวสำหรับคนพวกนี้ คือ มีร้อยคนไปสมัคร เขารับได้แค่ห้าสิบคนเท่านั้น

โอโนะซังบอกว่าบริษัทหันมาจ้างงานแบบชั่วคราวกันเยอะ เพื่อประหยัด

พแแล้ว โม้วิชาการมากเดี๋ยวหลับ

สักแปดโมงกว่าก็เอาผ้าไปซัก อาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าหุ้มผ้าห่ม ..ผ้าห่มนี่เขามีผ้าหุ้มมันอีกที เพื่อความสะอาดไง จะได้ถอดผ้าหหุ้มไปซักสะดวกกว่า เสร็จแล้วมานั่งเล่นรอผ้า กว่าจะเสร็จก็เที่ยงโน่นแน่ะ เมาสาเกไปเลย

ระหว่างนั้นก็คิดไปด้วยว่าจะทำอะไรดีวันนี้

ออกจากหอตอนเที่ยงนิดหน่อย ขึ้นรถไฟไปนากาโนะ ลองไปดูวัดไทยที่ว่าจะมีงานสงกรานต์ไว้ล่วงหน้าดีกว่า ถึงวันจริงจะได้ไม่เสียเวลาเดินหาอีก

ขึ้นรถต่อเดียวจากหอพักไปลงนากาโนะ สถานีมันเลยจากโรงเรียนไปสักสองสามสถานี ไกลเหมือนกันนะ ใช้เวลาเกือบชั่วโมง นั่งหลับไปครึ่งทาง

วันนี้คนน้อยนั่งหลับอย่างสบายอารมณ์ ด้วยท่าหลับแห่งชาติไทย ฮ่าๆๆ กางขายื่นออกไปแล้วเอียงหัวพิงราวเหล็กกั้นข้างขวา ไม่เกรงใจใคร

ไปตื่นเอาเกือบถึงนากาโนะแน่ะ

ออกจากสถานีก็เดินลงทางใต้ ตรงไปเรื่อยๆ เลือกซอยที่มันคึกคัก เดินไปสักพักก็เหนื่อย ดูป้ายเลขถนนแล้วไม่ค่อยใกล้เคียงกับวัดเลย ก็เลยเดินวนกลับมาสถานีขึ้นไปทางเหนือ ไปบรอดเวย์ดีกว่า หาซื้อของหน่อย

คราวนี้คนเยอะดี ถ่ายรูปมาด้วยสองสามรูป

ห้วข้าว แต่เพราะรีบร้อน เห้นร้านไก่ทอดเคนตั๊กกี่ เข้าไปต่อคิว พอถึงคิวก็จิ้มเมนูเข้าไป นึกว่ามันจะง่ายๆ แต่เขาดันถามอะไรก็ฟังไม่ออก เงอะงะ แม่สาวน้อยคนขายชักหงุดหงิด แต่คงรู้แล้วว่าไอ้หมอนี่กระเหรี่ยงแน่นอน หันไปหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนฉับๆ กำลังพยายามอ่านอยู่ ผู้หญิงที่ยืนรอไก่ทอดอยู่ข้างๆก็เลยช่วยเหลือด้วยการพูดภาษาอังกฤษว่า วอต ยู แคน ดริงค์

อ้อ เขาถามว่าจะเอาน้ำอะไรนั่นเอง พอถึงบางอ้อ ก็ โคคา-โคล่า ง่ายดี

ขอบคุณผู้หญิงคนนั้นเป็นการใหญ่

ไอ้ร้านฟาสต์ฟู้ดแบบนี้ ว่าไปแล้วก็ตลกดี คนขายมันจะพูดอะไรไปไม่หยุด ยิ่งถ้าเป้นร้านแบบคนเดินผ่านได้ ด้วย เสียงร้องเชิญชวนมีติดต่อกันตลอดเวลา

แล้วก็เหมือนๆเมืองไทย เวลาเราเข้าไปซื้อ เขาก็จะถามแบบระรัวยิงมาเป็นชุด สั่งตามเมนูแล้วก็ยังมาถามว่าอะจะเอาโน่นเอานนี่เอานั่นไหมอยู่นั่นแหละ

ในเมืองไทยน้าก็เป้นแบบนี้เหมือนกันคือ ฟังมันไม่ออกหรอกพวกนี้พูด ฟังออกแต่ครับกับค่ะตรงท้ายๆทุกที ทำไมไม่พูดแบบชาวบ้านชาวเมืองเขาพูดกันก็ไม่รู้ ฟาสต์เกินไปจริงๆ

กินไก่ทอดเสร็จ ก็ออกมาเดินช็อปปิ้ง

ตกลงที่ว่าจะซื้อเสื้อกั๊ก ไม่ได้ซื้อ เพราะใครไม่รู้เอาเสื้ออะไรมาแขวนบังไว้ มองหาไม่เจอ มาเจอตอนหลังจากซื้อแจ๊กกเก็ตเล็กๆมาตัว เอาไว้ใส่คลุมเสื้อเชิร์ตที่ขี้เกียจรีดนั่นเอง ตัวละหกร้อยกว่าบาท ก็เอาละ มาได้ครบเดือนแล้วยังไม่เคยรีดผ้าเลย

จากนั้นเดินเข้าร้านขายถ้วยชาม ซื้อชามมาใบ เอาไว้ทำกับข้าว ต้มจืดหน่อไม้กับหมูสามชั้นที่ซื้อมาเมื่อวานนั่นแหละ ต้องมีชามเข้าเตาอบหน่อย

นั่งยองๆลงไปเลือกชาม เทียบไปเทียบมา จนป้าคนขายแกหัวเราะใหญ่ พูดอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้ชามสีขาวๆมาใบหนึ่ง จ่ายเงินแล้วเดินตรงกลับสถานีขึ้นรถไฟกลับบ้าน

สิริรวมแวลาเดินทอดน่องวันนี้หมดไปสองชั่วโมงกว่า ขคึ้นรถไฟไปกลับอีกสองชั่วโมง

มาถึงบ้านเพลียเลย

ถามหมอกุ้งวิธีใช้ไมโครเวฟทำแกงจืด หมอเขาสอนมาแต่ยังไม่จบหลักสูตร มีคำถามที่ค้างอยู่ว่าแล้วจะทำยังไงให้หมูเปื่อย หมอเขาออฟไลน์ไปก่อนก็เลยไม่ได้คำตอบ แต่ไม่รอละ ลองทำดู เอาหน่อไม้กับหมูมาหั่นอย่างทุลักทุเลนิดหน่อย เพราะไม่มีเขียง

ใส่คะนอร์ซุปไก่เข้าไป ตามด้วยน้ำตาลทราย พริกไทย และน้ำปลา

อ้อ ปอกกระเทียมลงไปสามสี่หัวด้วย

เสร็จสรรพก็ลงไปข้างล่าง เอาถ้วยชามไปล้างด้วย แล้วรินน้ำร้อนใส่ชามหน่อไม้ เอาเข้าตู้อบ พักเดียวก็ร้อนควันกรุ่น เอาออกมาชิม เออ เข้าท่า ได้ทำกินบ่อยๆแน่

กลับมาที่ห้อง ลองตักหน่อไม้กิน

ว้า หน่อไม้อะไรของพี่ยุ่นเขา ไม่ค่อยมีกลิ่นหน่อไม้เลย แถมเคี้ยวเข้าไป มันเหมือนหน่อไม้กระป๋องมากกว่า สัมผัสเวลาเคี้ยวก็ไม่เหมือน ไปเหมือนอะไรสักอย่างคล้ายๆยอดมะพร้าวอ่อนทำนองนั้น

วันหลังไม่เอาแล้วหน่อไม้ ถ้าจะกินต้องเอาแบบหน่อไม้สด แต่นึกถึงเอามาปอกแล้วต้ม ก็ต้องถอย

คุยกับ "ของจ๋า" แห่งเมืองลับแลไป กินต้มหน่อไม้แกล้มเบียร์ไปสักพัก น้าอ๊อดส่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องแรงงานไทยในต่างประเทศ และแรงงานต่างประเทศในไทย จะเอาไปให้พี่อ้วนน่ะ วานน้าเขาให้เด็กๆค้นให้ หัวข้อมาเพียบเลย

วานน้าเขาหาเพลงสงกรานต์ของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ให้อีกด้วย

เจอใครก็อาศัยไหว้วานเขาไปทั่วเหมือนกัน

ตกเย็นก็สิ้นสติสมประดี

ตื่นมาอีกทีเที่ยงคืน หิวใจจะขาด เอาต้มหน่อไม้ กับ ข้าวสวยไปอุ่นข้างล่าง เด็กๆนั่งชุมนุมซดเบียร์กันหลายคนเลย

กินข้าวตอนเที่ยงคืนก็อร่อยดี แล้วต่อเน็ต เจอหมอกุ้ง เพิ่งจะตอบวิธีทำให้หมูเปื่อย สายไปแล้วหมอ ต้องเที่ยวหน้า หมอเขาบอกสูตรแกงส้มหมูมาให้อีก เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินเนี่ย

แต่จะไปเอาพริกแกงมาจากไหน ประมาทชีวิตจริงๆ น่าจะขนมาให้เพียบ อีตอนหมอเขาไปเที่ยวอเมริกาแค่เดือนบอกว่าเอาพริกแกงไปตั้งสองกิโล

อิอิ ส่งข้อความให้ลูกชายบอกป้าติ๋มจัดการให้ แต่กลัวไม่ได้เรื่อง เลย เมล์ไปให้ยุ้ยช่วยเหลือ ได้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้

เห็นแม่ส้มเข้ามาเกะกะทางไอซีคิวก็เลยชวนคุยด้วยสักประเดี๋ยว

คุยกับศิลปิน มันต้องมีศิลปเข้ามาเกี่ยวข้องมั่ง อาทิตย์หน้าบอกให้แม่ส้มเขาอิจฉาเล่นๆ มีงานประมูลภาพศิลปของศิลปินใหญ่หลายคน เช่น ดาลี,ปิกัสโซ่,วาร์โฮล เป็นต้น...ที่จริงนึกว่าวันนี้เสียอีก

น้าจะไปดู แต่ไม่รู้จะไปวันเปิดประมูลหรือเปล่า เพราะเสาร์หน้าไปฮานามิ คงเหมาแอ๋กลับบ้าน วันอาทิตย์ไม่แน่ว่าจะมีแรงตื่นไปไหนได้

คุยกันแป๊บเดียวแม่ส้มหนีไปอาบน้ำแก้ร้อน จะตามไปก็กระไรอยู่

จะไปซาวน่าแก้หนาวก็ขี้เกียจจะลุกออกไป

น้าเลยหนีเข้านอนดีกว่า

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก