บันทึกจากญี่ปุ่น

๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓

ไปตามสายน้ำ หมายเลข ๗

กะแล้วว่ามันต้องออกมาอีหรอบนี้ ไอ้เบียร์สี่กระป๋อง ฉลองครบรอบสี่เดือนในญี่ปุ่นเมื่อคืน กับ คลอเฟน ๒ เม็ด ล้วนแต่เป็นเรื่องเกินปกติ ธรรมดามันต้องไม่เกินสามกระป๋อง และ ยาก็ไม่ควรเกิน ๑ เม็ด

ปรากฏว่าตั้งใจตื่นแต่เช้ามืด ก็ตื่นจริงตอนตีห้าครึ่ง แต่ลุกขึ้นมาไม่ไหว เหมือนมีอะไรบวมตันอยู่ในกระโหลกจนแน่นตึ้บ เลยนอนต่อไป

ตื่นมาอีกทีเกือบสิบโมง

ไปโอคุทามะไม่ได้แน่ๆ เพราะนั่งรถไฟหลายชั่วโมงกว่าจะถึง และเส้นทางเดินมันต้องทั้งวัน กลัวจะไปมืดกลางทางก่อนถึงที่พัก มันจะยุ่งและวุ่นวายกับตัวเองมากไปหน่อย

คนเดียวกลางป่าโดยไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยนี่ มันน่าเป็นห่วงเหมือนกันนะครับ

ก็เลยหยิบเอาหนังสือ วอเตอร์ วอล์กมาเปิดดูใหม่ เลือกเอาที่มันขึ้นรถไฟไปไม่ไกลนัก

มีอยู่สองที่น่าสนใจ ที่หนึ่งใกล้ๆนี่เอง เลยจากอิเคบุคุโร่ไปไม่กี่สถานี มีน้ำตกด้วย เส้นทางเดินก็สั้นๆแค่ชั่วโมงครึ่ง

กับอีกที่หนึ่งไปทางเดียวกับโอคุทามะ แต่ขึ้นรถไฟไปแค่ราวๆครึ่งหนึ่งเท่านั้น เส้นนี้เขาว่าเดินสามชั่วโมง

ตัดสินใจว่าจะไปเส้นแรก ต้องจัดเป้ใหม่ เอาเสื้อผ้าออกหมด ไม่ใช้แล้ว เอาหนังสือยัดเข้าไปแทน แค่หนังสือเท่านั้นพอ จากนั้นก็เอาของที่จะฝากไปให้ลูกมาจัดๆลงถุงพลาสติค ว่าจะออกไปแวะที่หอเจมหมีก่อน

แต่พอโทรศัพท์ไปคุยกัน แผนเปลี่ยนอีก นัดเจอกันเย็นวันพุธโน่นเลย

อาบน้ำเสร็จราวสิบเอ็ดโมง แต่งตัว แย่ชะมัด ไม่มีมีกางเกงขาสั้นแล้ว ยังไม่ได้ซัก จะใส่ไอ้ตัวนี้ไปก็เกรงจะเน่าเสียก่อน จำเป็นต้องนุ่งขายาวไปอีก

เดินจากหอไปขึ้นซับเวย์ก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง ว่าจะไปเส้นไหนดี

ขนาดวางแผนแล้วนะเนี่ย

แต่ก่อนอื่นไปแวะกินซ่า ซดบะหมี่รองท้องเสียก่อนดีกว่า ระหว่างนั่งซับเวย์ก็เอาหนังสือมากางดูอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าเอาเส้นทางแรกดีกว่า เดินสักสามชั่วโมงให้มันชุ่มปอด

เข้าไปกินบะหมี่ร้านเดิม ร้านอาหารในญี่ปุ่นนี่มันเล็กๆนะครับ ยืนกินเอา เบียดๆกันหน่อยน้ายืนกินหันหลังให้เคาน์เตอร์คนขาย หลังสีกันไปมากับคนที่กินอยู่อีกด้าน

กินเสร็จก็ยกชามหันกลับไปส่งให้คนขาย แกเห็นหน้าน้าแล้วชี้ แล้วก็หัวเราะก๊าก เหงื่อน้าแตกพลั่กยังกับไปตากฝนมางั้นแหละ บะหมี่ร้อนๆขับเหงื่อไล่พิษออกจากร่างกาย

เดินออกจากร้านกลับมาที่สถานีซับเวย์ ได้หนังสือมาอีกเล่ม คู่มือการล่าและอ่อยเหยื่อสำหรับเด็กสาว มันเป็นนิยายที่ลองเปิดๆดูแล้วน่าจะเบาสมองดี อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก ก็เลยซื้อมา

ไม่ผิดหวังเท่าไร คนเขียนเป็นผู้หญิง ลีลาน้องๆ "หลายรักของโดบี้" เลยทีเดียว

จากกินซ่าต่อไปที่ชินกูจุ เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟ สายโอคุทามะเหมือนกัน แต่ไปแค่ครึ่งทางก็ลงที่สถานีฮามามูระ ไปถึงเกือบบ่ายสอง ที่เขาเขียนบอกเอาไว้ จุดแรกเป็นวัดใกล้สถานี วัดเล็กๆมาแอบอยู่กลางเมือง

เข้าไปล้างหน้าล้างตาแล้วเดินย้อนกลับมาอีกด้าน มุ่งตรงลงไปปลายทางคือแม่น้ำทามะ

เปลวแดดแผดเปรี้ยง

ก่อนจะถึงแม่น้ำ มันจะมีคลองเล็กๆซึ่งเขาขุดขึ้นระบายน้ำจากแม่น้ำเอาไว้หล่อเลี้ยงโตเกียวคลองก็ขนานก็ไปกับแม่น้ำนั่นแหละ

เดินข้ามคลองไปที่แม่น้ำ ตรงนั้นเป็นเขื่อน มีคนมาปิ๊คนิคกันพอสมควร เล่นน้ำบ้าง ผึ่งแดดบ้าง ตกปลาบ้าง และเมากันบ้าง ถ่ายรูปมานิดหน่อย วิวไม่สวย แต่ถ่ายเก็บบรรยากาศไว้

เล็งๆอยู่สักพักก็เดินลงไปที่แม่น้ำ ดูคนโน้นคนนี้ ล้างหน้าล้างตากันอีก ร้อนจริงๆพับผ่า

มองไปตามน้ำไหล ดูว่าพอจะเดินเลียบไปได้หรือเปล่า นี่กำลังแหกแผนเขาอีกแล้ว เขาให้มาเดินเลียบคลอง ดันจะผ่ามาเลียบแม่น้ำ

ไม่เป็นไร แผนเขามีไว้ดูคร่าวๆ เราต้องประยุกต์ แค่ยึดทิศเอาไว้เท่านั้นน่าจะได้

เวลามีน้อย เพราะเดินสามชั่วโมงเชียวนะ น้าเลยออกเดินต่อ แกล้งเฉียดไปดูสองสาวใส่บีกินนีแอบมาเล่นน้ำห่างไกลผู้คน สาวญี่ปุ่นนี่ จะหาไอ้ที่หน้าตาสวยๆยากจริงๆแฮะ

เดินไปเรื่อยๆตามแม่น้ำ ไปสุดเอาปลายเขื่อนอีกด้าน มองไปมองมา จะเลี้ยวกลับขึ้นสันเขื่อนก็ไม่ได้ เพราะน้ำมันขวางอยู่ เหมือนเดินไปสุดปลายของแหลมน่ะ จะย้อนกลับก็ไกลแล้ว ข้างหน้านี่ก็น้ำ

ยืนพิศคนเล่นน้ำตกปลาข้างหน้าและอีกฝั่งน้ำ

พร้อมกับเล็งทะลุผิวน้ำลงไป ตื้นนิดเดียว มีแต่หินเต็มไปด้วยตะไคร่ แต่เอาละไหนๆก็ไหนๆ ถอดร้องเท้าถุงเท้า เอาเชือกผูกรองเท้ามัดเข้าด้วยกัน พาดไหล่ไว้ พับขากางเกงขึ้นมา เดินลุยน้ำลงไปเลย อ๊ะ ลื่นนิดหน่อย ฝ่าหินลื่นไปยืนแช่น้ำบนเขื่อน

ไม่โรแมนติคเลย ร้อนเหลือเกิน ถ่ายรูปเก็บไว้อีกสองสามรูป จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายขึ้นฝั่ง เดินไปบนถนนลาดยางเล็กๆ เขาทำไว้ให้คนกับจักรยาน เดินไปอีกหน่อยมีทางเลี้ยวลงแม่น้ำอีก เลยลงไปดู ตรงนี้มีแต่คนแก่มาชุมนุมตกปลากัน

ดูแล้วไม่มีอะไรน่าดู เพราะเขายังไม่ตกปลา นั่งคุยกันส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงไปช้อนๆอะไรไม่รู้

งัดคู่มือการเดินออกมาดู อ้าวนี่เราพลาดเดินข้ามแม่น้ำไปดูพิพิธภัณฑ์เสียแล้ว ช่างมันดีกว่า เดินต่อไปหาทางเลี้ยวซ้ายขึ้นไปอีก เพื่อไปเดินเลียบคลอง

คราวนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะทางเลียบคลองแม้จะเป็นทางดินเปียกๆ แต่เหมือนเดินในป่า กลับมาสดชื่นได้อีกครั้ง ทางเดินนี้ด้านติดคลองเขาเอาตะแกรงเหล็กกั้นเอาไว้ คงเพราะนี่มันเหมือนคลองประปา ไม่ให้คนเข้าไปทำสกปรก

มองผ่านเข้าไปในคลอง น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายวนไปมา น่ากินจัง ตัวเบ้อเร่อเลย

มันทำอะไรกันก็ไม่รู้ ไม่ได้ว่ายวนหรอก แต่ว่ายทวนแถกเข้าไปในตะไคร่น้ำ อาการแปลกๆ เหงาหรือเปล่า เป็นแบบนี้ทุกตัวเลย

เลิกดูปลาก็เดินต่อไป ได้ยินเสียงฟ้าคำราม ฝนจะตกหรือไงกันนี่

ใกล้สุดทางแล้ว ตามแผนเขาบอกว่าสุดทางให้เลี้ยวซ้าย แล้วอย่าเพิ่งดิ่งไปสถานีรถไฟ แต่ให้ไปแวะกินกาแฟกับแซนด์วิชก่อนแถวๆนั้นมีอยู่ร้านหนึ่ง

เราไม่นึกอยาก เดินไปถึงสี่แยก กะเถลไถลต่ออีกหน่อย เพราะเดินมานี่ยังไม่สามชั่วโมงเลย แต่แล้วก็เลี้ยวเข้าร้านหนังสือตรงสี่แยก

เดินดูหนังสือ เอ๋า เจอชั้นหนังสือภาษาอังกฤษเข้าอีก ติดมือหนังสือสอนคันจิมาอีกเล่ม กับหนังสือที่เป็นโปสการ์ด ดีนะนี่ซื้อมาเพื่อจะเขียนส่งให้คุณนุ้ยโดยเฉพาะเลย

ออกจากร้านหนังสือก็ไม่มีอะไรแล้ว กะว่าถ้าเจอร้านที่มันขายกาแฟเย็นๆ จะแวะเสียหน่อย ก็ไม่มี ไปถึงสถานีฟูซ่า สี่โมงเย็นกว่าๆ

กลับดีกว่า

ขากลับไปลงที่ชินกูจุ แล้วเดินวนไปวนมา สองขาเมื่อยแทบตาย แต่ยังเดินอยู่ที่นั่นตั้งชั่วโมง

สาเหตุน่ะเหรอ ไม่ใช่เพราะพิสมัยอะไรกับหนอนประหลาดที่ออกมายั้วเยี้ยกันแล้วตอนนี้หรอก แต่ว่ามันจำไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนไปซับเวย์ยังไง ยังกับมันเปลี่ยนเลย์เอาท์ในสถานีใหม่ทุกวันงั้นแหละ มาทีไรต้องได้หลงทุกที

เลยออกมาข้างนอก แล้วก็เดินๆ อีกตามธรรมเนียมของคุณเบ๊อะ

คราวนี้เดินชมผู้คนแล้ว ไม่ได้เดินหาซับเวย์ เดี๋ยวมันก็เจอเองแหละ

ราวๆหกโมงเย็นกับอีกนิดหน่อย ก็หาทางกลับบ้าน ไม่ยากถ้ามาตั้งหลักจากข้างนอก ระหว่างนั่งซับเวย์ ข้างๆมีสาวยุ่นคนหนึ่ง เอาหนังสือเรียนภาษาอังกฤษมานั่งอ่าน เอเข้าท่าจัง จะผูกมิตรกับเธอยังไงดี จะได้แลกภาษากันไง

คิดประโยคที่จะพูดให้มันเข้าทีอยู่ตั้งนาน ยังไม่ทันได้พูด เงยหน้าขึ้นมาอีกที อ้าวนี่มันเลยทางกลับบ้านแล้วนี่หว่า

ไม่เอาแล้วมิตรภาพ ลงสถานีหน้านั่งย้อนกลับไปเปลี่ยนขบวนกลับหอดีกว่า

ทุ่มกว่าๆก็ถึงหอพัก อาบน้ำเย็นเฉียบก่อนอื่น สระผมให้สบาย

เสร็จสมอารมณ์ สายน้ำหมายเลข ๗

อาทิตย์หน้าหวังว่าไม่ตื่นสาย

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก