บันทึกจากญี่ปุ่น

๑ มีนาคม ๒๕๔๓

ชีวิตที่ปลอดเน็ต

ออกเดินทางจากบ้านที่บางบัวทองแต่เช้า อมรกับติ๊น อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามารับ วันนี้ต้องบินไปญี่ปุ่น หวั่นใจนิดหน่อยว่าจะไปเจออะไรข้างหน้า แต่ที่คิดมากก็คือเรื่องอินเทอร์เน็ตจากที่พัก คิดค้างมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเรื่องใหญ่คือต้องส่งต้นฉบับกลับมาที่ประชาชาติธุรกิจ เรื่องอื่นๆเป็นเรื่องรอง

อ้อผมต้องจากบ้านมาฝึกงานอยู่กับหนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา หกเดือนเต็ม อาซาฮี ชิมบุน นี่เปรียบไปก็เหมือนกับมติชนรายวันนี่แหละครับ

มาถึงสนามบินนาริตะราวๆสี่โมงเย็นตามเวลาที่นี่ ตกใจกับอุณหภูมิเหมือนกัน ตอนใกล้จะถึงกัปตันเครื่องบินบอกว่า อุณหภูมิข้างล่าวราวๆ สิบองศา ตกใจเลย นึกเสียดายโอเวอร์โค้ตราคาสองพันบบาทที่กรมส่งเสริมการส่งอออกขึ้นมาทันที

ลงเครื่องก็เดินตามๆเขามา ที่นาริตะนี่ไม่เหมือนที่อื่น ต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปเทอร์มินัลเช็คกระเป๋าอีก ต้องมั่ววัดดวงน่ะครับ เคยมาแล้วหนหนึ่ง แต่ยังไม่หายตกใจ แล้วกระเป๋าตูอยู่ไหนเนี่ย แต่ก็ขึ้นตามเขาไป ได้กระเป๋าในที่สุด

ต.ม. ญี่ปุ่น ตรวจเข้มตามเคย ไปประเทศอื่นยังไม่เคยถูกตรวจเท่านี้ จำได้ว่าครั้งแรกที่มาฟูกูโอกะ มันก็แบบนี้แหละมัน เปิดเกระเป๋า หยิบของอื่นๆที่ไม่ใช่เสื้อผ้ามาถามแทบจะทุกชิ้น

เที่ยวนี้คล้ายๆกัน แต่มันต้องงง เพราะครั้งนี้ไม่ได้จัดกระเป๋าตามแบบที่ควรจะเป็น เขาเรียกยัดมากกว่าจัด แล้วในกระเป๋าสองใบ มีอาหารเพียบ ทั้งมาม่า น้ำปลา พริกป่น ซอสศรีราชา พริกเผา มันก็ดูๆ แล้วถามบ้าง สุดท้ายคงเหนื่อย เลยเอาคู่มือออกมาให้อ่าน ในนั้นมีหลายภาษา เปิดหน้าภาษาไทย อ่านได้ความว่า มีของอะไรที่เอามาฝากคนอื่นหรือไม่ น้าก็บอกว่า ไม่รู้จักคนไทยที่นี่เลย

สงสัยมันคงขี้เกียจเห็นอะไรเละๆ ก็เลยให้ผ่านมาโดยดุษณีย์

กว่าจะออกจากสนามบินก็ห้าโมงเย็นเศษๆแล้ว อูชิยามะซัง และ อูเอโนะซัง จากอาซาฮี ชิมบุนมารับที่สนามบิน นั่งรถตู้ออกจากสนามบิน คุยกับอูชิยามะซังไปพลางๆ บางทีก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะภาษาอังกฤษเราก็กระท่อนกระแท่น แกก็พูดไม่คล่องนักแล้วยังดันพูดเบาอีก

ใจยังไม่หายกังวลเรื่องอินเทอร์เน็ต คุยกับอูชิยามะซัง ก็ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ท่าทางเขารู้เรื่องอินเทอร์เน็ตน้อยจริงๆ สิ่งที่เราต้องการคือสมัครเป้นสมาชิกอินเทอร์เน็ตที่นี่เพื่อจะได้สามารถใช้มันจากห้องนอนได้ ทั้งเพื่อติดต่อสื่อสารกับลูกชายเพราะนัดกันไว้ทุกวัน แล้วยังต้องใช้ส่งต้นฉบับ รวมทั้งค้นหาข้อมูลวัตถุดิบตามปรกติของงานด้วย

ตอนแรกอูชิยามะซังบอกว่า ถ้าไอเเอสพีของเราไม่มีจุดสำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ญี่ปุ่น คงแพงพิลึกที่จะหมุนจากที่นี่ไปกรุงเทพฯ ... อะไรกันเพ่ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกว่าจะสมัครที่นี่ๆ ญี่ปุ่นน่ะ

ใจก็นึกได้อย่างเดียวตอนนี้ คือ เวรกรรมของตูจริงๆ

ก็เลยอธิบายไปอีกครั้ง แต่ก็ยังเหมือนไม่เข้าใจ เท่าไร กลุ้มเลย

ใช้เวลานั่งรถชั่วโมงหนึ่งมาถึงที่พัก ซึ่งอยู่ที่ชิบะ พรีเฟคเจอร์ คนละฝั่งแม่น้ำกับโตเกียว

เจอเรื่องที่น่าหนักใจเรื่องสอง แม้จะเตรียมใจไว้ตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าต้องเจอเรื่องแบบนี้แหงๆ แต่มันก็น่าหนักใจอยู่ดี เพราะทุกอย่างมันเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด และคนก็พูดกันแต่ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวเสียด้วย

อูชิยามะซังบอกว่าเราเป็นต่างชาติคนเดียวและคนแรกที่มาพักที่นี่แล้วพูดแต่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว คนอื่นๆที่มาพักเขายังพูดได้บ้าง มีฝรั่งอยู่คนหนึ่งมาฝึกงานที่อาซาฮีเหมือนกัน คงพอได้อาศัย แต่ไม่รู้เวลาที่จะอาศัยมันจะตรงกับเวลาของเราหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ผู้จัดการหอพัก วันนี้มากันสองคนเลย คนแก่กับคนหนุ่ม คนหนุ่มใช้เวลาราวๆสองชั่วโมงในการแนะนำหอพัก รายละเอียดต่างๆทุกอย่าง แม้กระทั่งวิธีหนีไฟ วิธีดับเพลิง วิธีสั่งอาหาร รับอาหาร ฯลฯ

เรื่องอาหารนี้ก็สนุก เพราะต้องเขียนสั่งล่วงหน้าเอาไว้ก่อนมีเวลากำหนดชัดเจน บริการสองมื้อ คือ เช้า กับ เย็น ถึงเวลาก็ไปที่ห้องโถง ไปหยิบถาดจากในตู้ที่เขาเตรียมไว้ บนถาดจะปักป้ายชื่อของแต่ละคน

ฮ่าๆ มันเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ตอนนี้สั่งล่วงหน้าไว้สามมื้อ ยังไม่รู้ว่าถึงเวลาจะหยิบถาดถูกหรือเปล่า

ที่หนักใจอีกอย่างก็เรื่องอาบน้ำ มันเป็นห้องน้ำรวมแบบญี่ปุ่นนั่นแหละ กฏที่ชัดเจนก็คือ ต้องแก้ผ้าอาบ ห้ามใส่แม้แต่กางเกงใน ลองถามอูชิยามะซังตอนหลังว่าถ้าใส่กางเกงอาบน้ำแล้วคนญี่ปุ่นเห็นจะคิดอย่างไร ไม่สุภาพหรือเปล่า

อูชิยามะซังบอกว่า ก็ใช่ แต่ขยายความต่อว่า คนญี่ปุ่นเขาคิดว่าว่ามันไม่ถูกสุขอนามัย

เอาก็เอา เข้าเมืองตาหลิ่วนี่ แต่สงสัยจะดองเค็มหลายวันหน่อย อาศัยอากาศหนาวมาอ้างกับตัวเอง

ซักผ้า คิดล่วงหน้ามาว่าไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เอาเข้าจริงๆ เครื่องซักผ้ามันก็มีแต่ภาษาญี่ปุ่น

อูเอโนะซังอธิบายไว้สองปุ่ม หนึ่งคือ เปิดเครื่อง สองซักอัตโนมัติ คิดว่าจำได้แม่นเชียวแหละ

เสร็จจากทุกอย่างก็ไปกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้ๆหอพัก อูชิยามะซัง บอกว่าอร่อย และราคาสมเหตุสมผล ต่างจากร้านอาหารแแถวออฟฟิศในโตเกียว ทั้งที่มีเยอะแยะมากมาย แต่ราคาไม่เป็นไปตามหลักสักเท่าไร

นั่งกินกันไปคุยกันไป อาหารญี่ปุ่นที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับที่เรากินในกรุงเทพฯสักเท่าไรนัก ต่างนิดเดียวก็คือกุ้งหอยปูปลามันสดกว่า มีของเด็ดคือกั้ง ซึ่งสดจริงๆ เขาเอาขึ้นจากอ่างมาทำตอนที่มันยังเป็นๆอยู่

คิดว่าไม่มีปัญหากับอาหารญี่ปุ่น ถึงแม้จะขาดรสเผ็ดของพริก แต่มันก็ไม่เลี่ยนเหมือนอาหารฝรั่ง วันไหนเบื่อๆ ก็งัดมาม่าออกมาต้มกินได้ น้ำปลา พริกป่น และพริกเผาที่ติดมาด้วยคงช่วยได้อีกมาก เสียดายพัสดุพริกแกงไตปลาของหมอกุ้งจากหาดใหญ่มาถึงไม่ทัน

เบียร์ซัปโปโร่ ตีกับ สาเกอุ่นๆ ทำให้อูชิยามะซัง ยิ่งพูดมากขึ้น แต่ฟังรู้เรื่องน้อยลง ...เป็นซะหยั่งงี้นะท่าน

ธรรมดา กินอาหารก็มีเรื่องอาหารหยิบมาคุยกัน อูเอโนะซัง ถามขึ้นมาว่าทำกับข้าวเป็นหรือเปล่า ก็ได้แต่ตอบไปตามธรรมดา ว่าเป็น เธอย้ำว่า ต้มยำกุ้งนะ ต้มข่าไก่ด้วย เราก็พยักหน้าไปตามฟอร์ม ยังไม่อยากโม้สักเท่าไรว่าระดับฉันน่ะ มือหนึ่งเชียวแหละ

กระนั้นก็ตามสาวน้อยหน้าใสพยักหน้าด้วยความทึ่ง แล้วเอ่ยปากขอให้ช่วยสอน

ฮั่นแน่...มีเหรอจะพลาดของแบบนี้ แต่ตอบไปแค่สั้นๆว่าได้เลย แต่ในใจตอบยาวไปอีกหน่อยว่า อยากทำเป็นจริงๆต้องไปสาธิตให้เห็นกับตาที่บ้านเธอเลย แค่เขียนสูตรบอกวิธีทำมันไม่แซบหรอกหนูเอ๋ย

หลังเสร็จมือเย็นก็กลับมาหอพักเข้าห้อง ตั้งใจว่าจะพิมพ์ต้นฉบับให้ประชาชาติธุรกิจ แต่ขอเขียนบันทึกก่อน เปิดคอมพิวเตอร์ตั้งตักออกมาต่อสาย อ้าว เวรกรรมตามมาราวีอีกแล้ว

ปลั๊กในห้องมีแต่ปลั๊กแบน ส่วนปลั๊กคอมพิวเตอร์มันกลม

หะแรกคิดว่าจะลองลงข้างล่างไปถามหาปลั๊กสามตาดู แล้วเปลี่ยนใจ เพราะมันดึกแล้วหนึ่ง และเพราะยังไงคงพูดกันรู้เรื่องยากอีกหนึ่ง วัดดวงเอาก็แล้วกันว่าพิมพ์ทุกอย่างให้เสร็จภายในไม่เกินสองชั่วโมง

พิมพ์บันทึกนี้มาได้เกือบเต็มหน้าแรก นึกถึงยาทาแก้คันขึ้นมาได้ เลยลุกไปเปิดกระเป๋าค้นดู ลืมเอามาจนได้ แป๊บเดียวได้เรื่อง คอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาเป็นโหมดเซฟพลังงานหน้าจอดับไป

เจ้าเครื่องนี้มันขึ้นชื่อกว่าจะกลับคืนมายากเย็น ลองขยับเมาส์ดูมันก็ไม่ทำงานอะไร จิ้มๆสวิทช์ไปเบาๆ มีเสียงกิ๊ก แต่ทุกอย่างมืดมนเหมือนเดิม คราวนี้ก็เลยกดสวิทช์แช่นานหน่อย กะน้ำหนักว่าไม่แรงมาก แต่มันก็แรงเกินไปจนกลายเป้นการปิดเครื่อง ต้องกดสวิทช์เปิดใหม่

ทำใจแล้วว่าไอ้ที่พิมพ์ไปไม่เหลือแน่ เพราะพิมพ์ไปแล้วยังไม่ทันได้เซฟ

แต่โชคดีที่คอมพิวเตอร์มันมีระบบบันทึกงานที่ค้างไว้ก่อน ก็เลยได้เขียนมาจนจบนี่แหละ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก