บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๒๐ กรกฎาคม  ๒๕๔๓      แผ่นดินไหว-ใจไม่สั่น 

ตื่นแต่เช้าตอนนี้เริ่มหน้าร้อน มันก็ประหลาดๆดี ตีสี่สว่างโร่แล้ว แดดส่องเข้าห้อง
อย่างร้อนตอนหกโมงเช้า สักครึ่งชั่วโมงก็หายไป มาส่งอีกทีก็แปดโมง แต่ตอนหลังนี้
เฉียดเข้าหน้าต่างมานิดเดียว  อากาศในห้องค่อนข้างอ้าวนิดหน่อย 
	มันเป็นวันหยุดของญี่ปุ่นเขา แต่ไม่มีโปรแกรมจะไปไหน เพราะมีงานค้าง
อยู่สองสามชิ้นต้องทำให้เสร็จ ก่อนจะไปโอกินาว่าพรุ่งนี้
	กินข้าวเช้า ข้าวกล่องที่ซื้อมาเมื่อวานแล้วกินไม่หมด จิบอาซาฮี ซูเปอร์ 
ฮ็อพ ไปพลางๆ ด้วย เรียกอารมณ์ไง จะได้ทำงานได้
	รวบรวมความคิดและสมาธิ  ค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต แล้วเริ่ม
พิมพ์ดีดเป็นข้าวตอกแตก  แต่เสร็จไม่เร็วนักหรอก เพราะพิมพ์ผิดบ่อย ต้องคอยย้อน
มาแก้อยู่เรื่อย
	หลังสิบเอ็ดโมงก็เสร็จ ยังขาดอีกชิ้น ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่  เพราะ

หมดแรง  กินข้าวที่ยังกินไม่หมดต่ออีกเป็นมื้อกลางวัน ช่วงนี้ไม่เจิรญอาหาร 
ข้าวกล่องเดียวกินได้ตั้งสามมื้อ คิดดู  
	ต่อเน็ตคุยกับใครต่อใครไปพลางๆ ก็ไม่บังเกิดผลอะไรนัก
 บ่ายแก่ๆ นอนมันเสียเลยให้รู้แล้วรู้รอด
	มาตื่นเอาตอนสักสี่ทุ่ม คาดหสังว่า อี-แฟมิลี อาจจะโผล่มาบ้าง
 แต่ลมแล้ง  หายต๋อมๆ 
	สามวันแล้วนะจะบอกให้  
	ไม่เล่าละนะว่าทำอะไรบ้างต่อจากนี้  
	มาเริ่มกันตอนตีสี่ของอีกวันเลยดีกว่า กำลังหน้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
ในห้อง ออล อิน วัน ของน้า จู่ๆ ห้องก็สั่นขึ้นมาไม่เบาเท่าไรเลยเชียว  เริ่มแรกเหมือน
นั่งในเรือที่มันโคลง โคมไฟแกว่งเป็นวงกลม  ค่อยๆเบาลงทีละหน่อย แต่แล้วก็กลับ
โยกแรงขึ้นมาอีกครั้ง น่าจะเป็นแรงกระเพื่อมทิ้งท้าย
ก่อนจะหายเงียบไป
	แผ่นดินไหวนะสิ  ส่งข้อความไอซีคิวแจ้งเพื่อนรักไป เขาเป็นห่วงใหญ่  
ขณะที่บอกหมอกุ้ง หมอกลับหัวเราะฮ่า  ส่วนไอ้หมวยน้องรัก ถามกลับมาทันทีกี่ริกเตอร์  
หนอยคิดว่าเราเป็นเครื่องวัดแผ่นดินไหวหรือไง  แล้วถามต่อว่า..เฮียทำยังไง 
	ก็ไม่ยังไง นั่งมองไปรอบๆห้อง คิดไม่ทันว่าจะเอายังไง ได้ยินเสียงห้อง
ตรงข้ามเปิดประตูออกมา มันก็เงียบไปก่อน หมอนั่นคงเดินไปเข้าห้องน้ำ เพราะได้
ยินเสียงดังปัง  ประตูห้องน้ำของหอนี้มีคุณสมบัติในการคำรามลั่น พอเราเข้าไปแล้ว
ประตูจะกระชากกลับเสียงดังลั่นเลย
	ไอ้หมวยถามว่าเฮียมุดลงใต้โต๊ะหรือเปล่า  พอบอกว่าเปล่า มันบอกว่าอ้าว
เวลาแผ่นดินไหวเขาให้มุดใต้โต๊ะนะ
	โธ่ หมวยเอ๋ย มาดูโต๊ะเฮียเสียหน่อย โต๊ะแบบญี่ปุ่นเล็กนิดเดียว นั่งหน้าโต๊ะ 
หลังติดที่นอน ขืนพยามยามมุดลงไป หัวโขกโต๊ะบาดเจ็บแทนแผ่นดินไหวแน่นอน
	อีกอย่างเราไม่ใช่คนขี้ตื่น  ออกจะเฉยชาและชอบดูเสียด้วยซ้ำ
	เมื่อสมัยเข้ากรุงเทพฯมาเรียนเพาะช่าง  ไปกับพรรคพวกช่างกลไทยสุริยะ 
สมัยนั้นไอ้พวกนี้ซ่า  ไปดู รอยัลสไปรค์ที่สนามมวยราชดำเนิน  มันดันไปหมั่นไส้เด็กคนหนึ่ง
 แล้วตบกบาลเด็กคนนั้น
	พอดนตรีเลิก เดินๆมา ประเดี๋ยวเดียว เสียงวิ่งไล่  มีรายการไล่ทุบกัน 
เพราะเด็กที่ถูกรังแกมีพี่ชายเป้นนักเลงแถวนั้น เราก็เห็นรายการวิ่งไล่ 
 เลยหยุดหันไปดู  จกคัดเตอร์ออกมาถือไว้ในมือด้วย  สักเดี๋ยวเพื่อนที่เดินมา
ด้วยกัน แต่เแผลวล่วงหน้าไปก่อน วิ่งย้อนกลับมากระชาก  บอกว่า  เฮ้ย 
มึงจะทำอะไร วิ่งเร็ว
	นั่นแหละถึงได้วิ่งหนีไปกับเขามั่ง  พอไปได้สักระยะไอ้เปี๊ยกตัวหนึ่งที่ไป
ด้วยกันก็จกระเบิดออกมาปาย้อนไปข้างหลัง
เสียงดังบึ่ม  ทีนี้ก็ไม่มีใครไล่ตามมาแล้ว  แต่มีตำรวจตามมา โดนซิวไปหลายคน
	น้ารอด เพราะมีเพื่อนดีพาไปทางที่ตำรวจไม่เห็น
	นี่ไม่ใช่อะไรที่มันโก้เก๋น่าอวดหรอกนะ เป็นความป่าเถื่อนที่ตกค้างอยู่
ในตัวมนุษย์ซึ่งอ้างว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐ แล้วเรียกสัตว์ร่วมโลกว่าเดรัจฉาน
	เอาละ เลิกโม้เรื่องความไม่รู้ร้อนรู้หนาวดีกว่า พอแผ่นดินไหวสงบ
 ก็เปิดโทรทัศน์ดู  ช่องเอ็นเอชเค ออกข่าว ฟังไม่ออกแค่รู้ว่าเที่ยวนี้ไม่เบา แต่ก็ไม่หนัก  
ไม่มีอะไรเสียหาย  
	ดูข่าวสักแป๊บ  ก็อำลาไปนอนด้วยความอ่อนเพลีย
	กว่าจะเสกคาถาให้หลับลงได้ก็คงราาวตีห้ากว่าๆ 
	ซดกาแฟเย็นเข้าไปอีกแก้ว ตบด้วยน้ำชาเย็น ก่อนเข้านอน

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก