บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๓

สถานการณ์ปรกติ

หิ้วท้องเกือบว่าง(มันมีน้ำมะเขือเทศ กับ น้ำชาในนั้นแก้วหนึ่ง) ไปถึงที่ทำงานแต่เช้า กดกาแฟเย็นมาแก้ว อากาศตอนนี้ชักจะร้อนแล้ว เดินจากซับเวย์ถึงที่ทำงาน เหงื่อแตกพลั่กเลย เนคไทไม่ใส่ ไม่ไหว พอถึงก็เอาสูทออกแขวน ถลกแขนเสื้อลุย

แหะๆ ไม่มีอะไรจะลุยหรอก มีบทความต้องเตรียมล่วงหน้าก่อนไปโอกินาว่าหลายชิ้น แต่ยังขี้เกียจทำ เหลืออีกตั้งวันหนึ่งเนอะ จะรีบไปไหนๆ

ต่อเน็ตเข้าไปท่องเว็บหาข้อมูลเอาไว้ วานซืน เมื่อวาน และวันนี้ มีคนอีเมล์มาขอข้อมูลเรื่องจีเอ็มโอ มันก็ยากเหมือนกันนะ โฮมเพจ ไอโนว์ ของน้ามันยังซ่อมไม่ได้ ข้อมูลก็เลยมีแต่ภาษาอังกฤษเป้นส่วนใหญ่ แต่ก็โยนให้เขาไป

อีกสองคนขอข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง บ้านอนาคต ไอ้ที่ไปดูมาที่มัตสึชิตะนั่นแหละ

คำว่าข้อมูลเพิ่มเติมนี่มันกว้างอย่างกับมหาสมุทร แล้วเราก็ไปเห็นมากับตา ไม่ได้ไปอ่านมา

แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาอ่านภาษาอังกฤษออกหรือเปล่ส เพราะข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษเรื่องนี้บนเว็บมันก็เยอะ

แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาค้นจากเว็บเป็นหรือเปล่า

โอ๊ย...คิดแล้วปวดหมองเป็นที่สุด แต่ได้โครงเรื่องสำหรับบทความอีกชิ้นแล้ว

อีกคนเมล์มาถามเรื่องไมดครแคปซูลที่เขียนลงมติชนรายวันไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ขอข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกเหมือนกัน

เลยส่งบทความของจริงที่เป็นภาษาอังกฤษไปให้อ่าน แล้วแนะให้ลองค้นบนเว็บดู

บริการสาธารณะของน้าตู่ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์หรอก เพราะส่วนใหญ่น้าเก็บข้อมูลจากเว็บ ตอนอยู่เมืองไทยนะ ก็สั่งพรินต์ๆ บางทีเป็นปึก ๆ เอามาเขียนได้สักหน้าครึ่งก็หมดแล้ว

หลังจากนั้นถ้ากระดาษไม่ถูกเอามาพรินต์อีกด้าน ก็โน่นแหละคุณปรายของน้าเอาไปวาดรูปเล่น เพราะฉะนั้นข้อมูลทั้งหลายที่ขอเพิ่มเติมมาน่ะ ไม่มีเก็บไว้หรอก นอกจากจะกลับไปค้นบนเว็บมาให้ใหม่

พวกขอข้อมูลเพิ่มเติมบางคนก็น่าเกลียดเชียว เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ เขียนเมล์มาประโยคเดียว อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ครับ จะทำรายงาน

แบบนี้เป็นต้น

แต่วันนี้น้าก็พยายามไล่ตอบไปทุกคนนะ วันนี้เป็นคนดี ความจริงก็ดีมาตลอดแหละ ถ้ามีเวลา

ราวๆสักเกือบเที่ยงก็ออกจากสำนักงานขึ้นซับเวย์ไปเอบิสุ ไปร้านหนังสือ ดูเหมือนจะชื่อกู๊ดบุ๊ค จะไปซื้อเล่มที่เขาแนะนำไว้ในหนังสือพิมพ์

ไปเดินวนหาอยู่สามรอบก็เจอ ร้านมันอยู่บนตึกอาซาฮีเล็กๆ ชั้นสาม ขึ้นลิฟต์ไป อ้าว...ปิดวันอังคาร

เวรกรรมจริงๆเลยตู

ลงลิฟต์มาชั้นล่าง พอประตูลิฟต์ปะกับสาวสวยคนหนึ่ง เธอแหกปากร้องยังกับเห็นผี งง ร้องทำไม ทำให้เราตกใจไปด้วย ต่างคนต่างโกเมนาไซกัน

กลับมาขึ้นซับเวย์ย้อนเลยไปอากิฮาบาร่า ลองไปหาดูอะไรหน่อย เผื่อมีอะไรฝากเจมหมีไปให้ลูก แต่แวะกินบะหมี่ร้านเก่าเจ้าเดิมก่อน ไม่ค่อยอร่อยหรอก ร้านบะหมี่ญี่ปุ่น ตอนนี้ถ้าจะให้แยก มีสามแบบ

แบบหนึ่งก็คือแบบร้านนี้ มันจะเป็นสไตลญี่ปุ่น น้ำเขาจะเป็นซีอิ๊วถั่วเหลือง ออกเค็ม มีหวานปะแล่มนิดๆ ใส่สาหร่าย และหอมซอย บางอย่างต้องเลือกว่าจะเอาเส้นอูด้งหรือโซบะ น้าไม่ค่อยชอบร้านแบบนี้ ไม่ชอบรสชาติมันด้วย แต่มันง่ายดี วันนี้เล่นบะหมี่เนื้อนะ ชามนี้ไม่ต้องเลือกเส้น มันเป็นเส้นโซบะ

อีกแบบหนึ่งก็คือร้านราเมงขวัญใจน้าไง น้ำซุปเขาอร่อย แต่ร้านไหนไม่มีพริกป่นบริการก็เหี่ยวใจเหมือนกัน ราเมง ก็จะมีเส้นบะหมี่แบบบ้านเรา น้ำซุปกระดูกหมู มีหมูสามชิ้นมั่งสี่ชิ้นมั่งแล้วแต่ มีสาหร่ายแผ่นสีเขียวใสๆ กับหน่อไม้จีน แบบหน่อไม้แห้งน่ะ โรยด้วยหอมซอยเหมือนกัน อ้อ อันนี้เรียก ชะชูแมะ ถ้าไม่มีหมู เรียกราเมง

ร้านแบบสองนี่ข้างถนนมีให้เลือกเยอะ แต่บางทีราเมงหรือชาชู ก็เข้าไปปนกับร้านแบบที่หนึ่ง ซึ่งน้ำซุปจะไม่อร่อยเท่าร้านราเมงแท้ๆ บางร้านผักเป็นถั่วงอก ยิ่งจืดเข้าไปใหญ่

แบบที่สาม เป็นร้านอาหารจีน บะหมี่เนื้อตุ๋นอะไรแบบนี้ มีพริกบดคล้ายๆ พริกเผาด้วย มันมีหลายแบบเหมือนกัน และอีกครั้งหนึ่งที่ไปเจอร้านเอเชียน คิดเช่น ไอ้นั่นเส้นหมี่น้ำใส

ไว้เจอร้านบะหมี่แบบใหม่ๆจะมาเล่าให้ฟังอีกนะ

ยังไม่ได้บอกอย่างหนึ่งว่าอากาศเริ่มร้อนแล้ว อูด้งเย็นขายดีเป็นพิเศษ เส้นอูด้งใส่จาน โรยหน้าด้วยอะไรหลายอย่าง แล้วราดน้ำซุปแช่เย็นลงไป

ยังไม่เคยลอง เพราะไม่รู้จะสั่งเขาว่าไง

อีกอย่างที่ต้องรู้ไว้ วิธีกินบะหมี่แบบญี่ปุ่น แบบนี้ครับ ใช้ตะเกียบคีบมันขึ้นมา เยอะๆเลย แล้วใช้ปากดูด อย่าทำปากเล็กๆนะ อ้าหน่อยๆ ดูดฮวบๆ ให้เสียงดังฟังชัด

น้าเขียนเสียงนี้ไม่ได้ว่ะ มันซวบๆ ไงนี่แหละ

พอเคี้ยวกลืนเสร็จ ยกชามซดน้ำ แล้วทำเสียงออกมาอีก ซืด...ฮ่า อาหย่อย อะไรแบบนี้แหละ

ซดน้ำซุป น้ำชา กาแฟ อะไรนี่มาอีหรอบเดียวกันเลย

ไว้มีโอกาสจะลองดูมั่ง เขาว่าให้ลองกินบะหมี่แบบคนญี่ปุ่นกินดู จะเจอกับรสชาติอีกแบบที่ไม่เหมือนเดิม

โอ้โฮ...แวะร้านบะหมี่ซะเหนื่อยเลย

เดินอะกิฮาบาร่าวันนี้ไม่ค่อยมีอะไร เห็นความเปลี่ยนแปลงก็คือ ตอนนี้หน้าร้านแต่ละร้านเอา คาร์ เนวิเกชั่น ซิสเต็ม มาโชว์หน้าร้านกันใหญ่ ไอ้ระบบแผนที่นำร่องสำหรับรถยนต์น่ะ มันทำงานเชื่อมกับซีดีรอมและดาวเทียม อยู่ตรงไหนจะไปไหน กดๆปุ่มเอา แล้วเชื่อมกับระบบจราจร เลือกเส้นทางที่โล่งที่สุดให้ด้วย

อย่างอื่นไม่มีอะไร

และไม่ได้อะไรติดมือกลับมา เห็นมีเกมบอย ของนินเทนโด้ เวอร์ชั่นสี แต่ไม่ได้ซื้อมา ยืนดูและคิดอยู่นาน

ซื้อหนังสือหรืออะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่อิเลกทรอนิกส์ฝากลูกดีกว่า

เดินจนเบื่อราวๆสามชั่วโมง ก็กลับสำนักงาน แล้วป่าวยประกาศกิจกรรมที่ไปทำมา

อูชิยามาซังมานั่งคุยด้วย เล่าให้ฟังเรื่องโน้นเรื่องนี้ และเรื่องร้านหนังสือ แกก็เลยบอกว่าเดี๋ยวพาไปอีกร้านตอนห้าโมงครึ่ง ใหญ่เชียวแหละ

แต่ไม่มีหนังสือเล่มที่ต้องการ

เดินดูสักเดี๋ยว อูชิยามะซังก็บอกว่ากลับก่อน เชิญเลยเพ่ ไม่หลงหรอก

น้าดูหนังสือในร้านนี้อยู่สักชั่วโมง ได้หนังสือมาสี่เล่ม สอนอ่านคันจิเสียสามเล่ม อีกเล่มเป็นประสบการณ์สนุกสนานของอเมริกันชนคนหนึ่งในญี่ปุ่น

ยืนอ่านมาในซับเวย์ขากลับหอ สนุกดีเหมือนกัน

แล้วจะโขมยมาเล่าให้ฟัง..วันละนิดจิตแจ่มใส

แย้มๆไว้หน่อยน่าจะดี เอามาจากคำนำของผู้เขียนนะ เขาว่าอย่างนี้ คนเขียนเป็นคนนิวยอร์ก ได้ทุนมาเรียนภาษาญี่ปุ่นที่นาโกย่า ที่เดียวกับน้องทิพย์เลย

เขาเข้าไปในเรียล เอสเตต เอเยนซี่ ไอ้สำนักงานจัดหาที่อยู่อาศัยนั่นแหละ จะเช่าห้อง เช่าอพาร์ตเมนท์ เช่าหอ ซื้อบ้านอะไรก็ไปสำนักงานพวกนี้

เขาติดป้ายหน้าสำนักงานไว้ว่า "ไม่ต้อนรับชาวต่างชาติ"

แต่ป้ายที่ว่านี้เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก