บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๒๑  สิงหาคม ๒๕๔๓ 
แฟร์เวล ปาร์ตี้

หยุดเขียนบันทึกไปหลายวัน ไม่ค่อยมีอารมณ์  สงสัย
ประจำเดือนหมดแหงๆ แต่สาเหตุอย่างหนึ่งก็คือไม่ได้ไปทำอะไรที่ไหน เลยไม่มีอะไรมาเล่า นอน
บำเพ็ญทุกรกิริยา ข้าวปลาไม่ค่อยได้กิน โทรมเลยช่วงนี้  อาจเป็นอาการของคนไกลบ้านอย่างหนึ่งมั้ง
แถมไม่อยากหาอะไรทำเสียอีกด้วย
	หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้อ่าน เลยไม่รู้โลกภายนอกเข้าไปอีก 
	พลังความคิดถึงบ้านรุนแรงจริงๆ แปรให้เป็นด้านบวกก็ไม่ได้เสียด้วย มันเหลืออีกแค่สิบวัน 
ภาพบ้าน ภาพลูกเมียมาลอยให้เห็นตลอดเวลา 
	วันนี้ออกมาที่สำนักงาน เพลียมาเหมือนปกติ เล่นขนมปังเป็นข้าวเย็น เอาแรงที่ไหนไป
สู้เขาล่ะ ท้องหวิวๆ มาแวะกกินบะหมี่ที่ตลาดปลาเอาตอนสิบเอ็ดโมงกว่า
	ที่สำนักงานเงียบเหงาเหมือนเคย อูเอโนะซัง เข้ามาบอกว่าให้หาใบกรมธรรม์มาด้วย 
เพราะต้องใช้เบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกัน  
	นั่งต่อเน็ต เตรียมสะสางการงานล่วงหน้า ไม่ได้มีงานอะไรพิเศษหรอก ก็แค่หาข้อมูล
ทำต้นฉบับส่งกลับเมืองไทยเหมือนเคย แต่ต้องเตรียมล่วงหน้าให้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปเลย 
จะได้ไม่มีพะวง เผื่อว่าวันอาทิตย์จะไปฟูจิซังกับทิพย์ ยาโกย่าได้ หรือถ้าไม่ได้ไปก็มีแผนสอง 
เพราะว่าวันอาทิตย์ที่ ๒๗ สิงหา เขาจะมีงานชุมนุมเกย์ครั้งใกญ่ในโตเกียว
	กะแปลงเป็นเกย์ไปสวมรอยมั่ง
	พรุ่งนี้มีโปรแกรมงานอีกงาน ไปโรงงานเบียร์ เพื่อดูเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วจะมาเล่า
ให้ฟังต่อไปภายหน้า
	ตะลุยข้อมูลบนเว็บจนเหนื่อยเลย ได้เรื่องราวพอสู้เขาไหวราวสามสี่เรื่อง คุยกับเชอรี่ ตาตี่ 
เรื่องต้นฉบับ ให้ไปเจรจากับเชอรี่ ตาโต เอาไอ้ที่เขียนให้อาซาฮี ชิมบุนนั่นแหละ ไม่มีแรงเขียนแล้ว 
ให้ตาโตทำเป็นภาษาไทยส่งให้ตาตี่อีกที
	นี่ก็นั่งรอเวลาเพราะว่าเย็นนี้เขาจะมีแฟร์เวล ปาร์ตี้  แปลกดี  ทำไมเขามาแฟร์เวล
ล่วงหน้าตั้งสิบวัน ธรรมเนียมแบบไหนก็ไม่รู้  แล้วคงเป็นปาร์ตี้ที่เราต้องออกเงินด้วยเหมือนกัน 
	อาทิตย์ก่อนโน้น อูชิยามะซัง มาบอกนัดหมายเรื่องแฟร์เวล ฟาร์ตี้  เราก็แย้งๆว่า 
วันนี้ทากากิซังไม่อยู่นี่นา เขาบอกว่าเอาไว้อีกรอบวันที่ ๒๙ สิงหาคม  รอบนั้นจะมีคาโนะซังมาด้วย
	เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่รอบเดียวไปเลย อยู่ด้วยกันก็ใช่ว่าชื่นมื่นมากนัก จะอาลัย
อาวรณ์ร่ำลากันตั้งสองครั้งเชียวเรอะ
	แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาว่าไงเราก็เอางั้น 
	หลายวันมานี้นั่งทบทวนว่ามาญี่ปุ่นเราได้อะไรบ้าง ทบทวนแล้วไม่ค่อยสบายใจ มันได้
มาน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพราะส่วนใหญ่ใช้ตาดู หูฟังไม่กระดิกเวลาเราไปตะลอนๆของเราเอง 
	ไอ้ที่เขาจัดโปรแกรมให้เรามันก็น้อยเกินไป  วันก่อนโน้นก็บอกคาโนะซังไปว่าคนใหม่
ที่จะมาคราวหน้าจากอินโดนีเซีย เจ๊เพิ่มทริปเข้าไปอีกเยอะๆหน่อย เดี๋ยวจะมานั่งบื้อกินแบบน้าอีก
	บอกไปทั้งที่เจ๊แกเป็นคนนอกไม่เกี่ยวอะไร แต่แกเข้ามาเกี่ยวเพราะความเป็นแอคติวิสต์
ของแกเอง
	ความจริงมันต้องบอกกับคนที่อาซาฮี ชิมบุน ท่านพ่ออูชิยามะซังนี่แหละ นี่ยังคิดว่าถ้า
เขาจ้างไกด์ให้เราสักคนจะดีมากเลย ไม่ต้องทุกวันหรอก เอาแค่อาทิตย์ละวันสองวันก็พอ บางทีเรา
ก็พกความเกรงใจมาแบบคนไทย จะให้บอกท่านอู้อำนวยการฝ่ายหรือท่านผู้ช่วยผู้อำการฝ่ายว่า
ไปสัมภาษณ์วัยรุ่นที่ชิบูยะกันหน่อย อะไรแบบนี้  แหม..ตำแหน่งเขาเล็กที่ไหน
	พอไปเองมันก็เลยได้แต่ดูๆ 
	ตอนนี้จัดของลงกระเป๋าเกือบเรียบร้อยแล้ว สาเหตุก็มาจากอายลุงเจ้าของหอนั่นแหละ 
อาทิตย์ก่อนที่เหมือนไม่ค่อยสบาย แล้วแกก็มาตามถึงห้องพาไปหาหมอ หลังจากนั้นยังมาตามไป
กินข้าว แล้วเอาข้าวมาส่งถึงห้องอีก ก็เลยสะสางห้องเสียใหม่ เก็บของไปเลย  ปรากฏว่ากระเป๋าสองใบ
ไม่พอ แล้วก็หนักอึ้งด้วยหนังสือ กลัวน้ำหนักมันจะเกินเหมือนกัน
	ไปดูเป้ที่ห้างมาสี่ห้าครั้งแล้ว ยังไม่ตกลงปลงใจ กะถ่ายหนังสือมาใส่เป้สะพาย
ขึ้นเครื่องต่างหาก โอ๊ย คิดไม่หยุดไอ้เรื่องแค่นี้  นี่ยังรวมไปถึงของหลายอย่างต้องกำจัดทิ้ง 
ไอ้พวกมาม่าที่กินไม่หมด ร่มอันใหญ่ยังใหม่อยู่เลย เตารีดอีก...อ๊ะ คิดจริงๆนะ เรื่องพวกนี้
กวนใจพิลึก
	มีเรื่องค่าโทรศัพท์จะจัดการยังไงช่วงเดือนสุดท้าย 
	หลายวันมานี้ไม่ได้ออนไลน์คุยกับที่บ้านเลย มันชอบสลบตอนสามสี่ทุ่มเรื่อย
	ตอนนี้ยังหาของฝากให้ลูกชายไม่ได้  เขาจะเอาโมเดล เราไม่ค่อยรู้ไอ้ของพวกนี้  
และก็ยังไม่เห็นร้านขายเลย ตามห้างที่ไปดูๆก็ไม่มี  ส่วนของฝากภรรยาไม่ทันคิดแฮะ เดี๋ยว
เขาว่าซื้อมาทำไมอีก  เสียกำลังใจหมด
	เอาสถิติเกี่ยวกับญี่ปุ่นมาฝากเสียหน่อยดีกว่า เดี๋ยวจะลืม ปีที่แล้ว อาชญากรรมใน
ญี่ปุ่นเกิดขึ้นราว ๑.๑ ล้านครั้ง ตำรวจจับมาได้แค่ราวๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์  เขาว่าตำรวจมันน้อย
ขณะที่อาชญากรรมมันเพิ่ม 
	อีกสถิติหนึ่งก็น่าสนใจคือการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นทำลายประวัติศาสนตร์อีก 
ปีที่แล้ว ๓๓,๐๔๘ คน คำนวณเฉลี่ยแล้ววันละเกือบร้อยคน... ส่วนใหญ่เป็นคนตกงานมีอายุหน่อย 
	และอีกสถิติ เสียดายจริงๆที่จำไม่ได้ทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงที่เด็กนักเรียน
ก่อความรุนแรงในปีที่ผ่านมา นี่ก็ทำลายสถิติอีกเหมือนกันจำตัวเลขไม่ได้  ทั้งทำร้ายกันเอง ทำร้าย
ข้ามโรงเรียน ทำลายข้าวของ หรือ ทำร้ายประชาชนคนอื่น  มีหมด  แต่ที่จำได้ติดตามากก็คือ เด็ก
นักเรียนทำร้ายครู  ตัวเลขสูงถึง ๕,๐๐๐ กว่าครั้ง...โอ๊ะโอ่ โมเดิร์นไนเซชั่น
	ไม่น้อยนะครับขนาดนี้ 
	ปิดท้ายอีกหนึ่งสถิติ เขาสำรวจออกมาแล้วพบว่า “พ่อ” ในญี่ปุ่นมีเวลาให้ลูกแค่วันละ
 ๒๐ นาที  นี่เป็นตัวเลขเฉลี่ยนะ ถ้าเป็นในเมืองจะยิ่งน้อยลงไปกันใหญ่  เหมือนที่กระทรวงศึกษาธิการ
เขาเคยพูดทำนองว่าสมัยนี้พ่อแม่ญี่ปุ่นไม่ค่อยสั่งสอนลูก  ก็มีเวลาให้กันอยู่แค่นี้แต่ละวันมัน
จะไปถ่ายทอดอะไรให้กันได้ 
	เห็นข้อมูลพวกนี้แล้วเหนื่อย  มันอะไรกันนักก็ไม่รู้  กลับบ้านไปเห็นจะต้องตาม
เก็บข้อมูลแบบนี้ในบ้านเรามานั่งดูมั่งแล้ว เอามาเครียดเล่นๆ 
	เอาไปอีกหนึ่งเกร็ดระหว่างนั่งรอแฟร์เวล ปาร์ตี้  อยู่มาเกือบหกเดือน นั่งรถยนต์
ที่นี่ก็บ่อยเหมือนกัน หรือ สังเกตุเอาตามท้องถนน  คนญี่ปุ่นนี่ขับรถเหมือนคนไทยอยู่อย่าง
	ไฟเหลืองแปลว่ารีบไป ไฟเพิ่งแดงผ่าได้ อะไรแบบนี้  แล้วมันก็แปลก ถ้าเป็นแยก
ไม่มีไฟ ส่วนใหญ่เขากลับจอดรอมองซ้ายขวากันก่อน 
	และถึงอย่างไรคนขับรถที่นี่คล้ายในอเมริกาในยุโรป เขาเคารพคนเดินถนน  
บ้านเราคนขับรถถือตัวเองเป็นเจ้าถนน ไม่คิดว่าถนนก็เป็นของคนเดินเหมือนกัน 
	ได้เวลา เขามาเรียกไปแล้ว ร้านอาหารชั้นดีไม่ไกลจากสำนักงาน เป็นอาหารสไตล์
ที่เขาบอกว่าเก่าแก่จากมินาตะอะไรนี่แหละ ฟังไม่ค่อยออก เปิดฉากกันด้วยกิมจิเป็นออร์เดิร์ฟ 
มะเขือยาวกับแตงดอง ความจริงมะเขือไม่ยาวหรอก แต่เนื้อกับรสชาติมันเหมือน แล้วมันออกสีม่วง 
คิดว่าบ้านเราก็มี 
	จิบเบียร์คุยกันตอนแรกสามคนมีน้า ท่านพ่ออูชิยามะซัง และ อูเอโนะซัง เลขาฯ 
หน้าไม่หวาน  สักพักพี่อ้วนโอโนะซังก็มาสมทม ตามมาด้วย โมมูระซังอดีตผอ.ฝ่ายนี้ และปิด
ท้ายด้วยทาเกอูชิซัง ซึ่งพรุ่งนี้ไปเกาหลีเหนือด้วยเรือ
	จานสองมาเป็นคนละถ้วยเล็กๆ ผักผัด แต่ไม่มีผักสีเขียวเลย เช่น แครอท ,ก้านบอน ,
หน่อไม้ เป็นต้น
	จานสามเป็นเต้าหู้อ่อนเย็นหรือเรียกเต้าฮวยก็ได้มั้ง โรยด้วยหอมซอย ใช้กระบวย
ตักใส่ถ้วยแล้วราดซี๊วญี่ปุ่นเอา จานสี่เต้าหู้ทอดโรยด้วยหอมซอยอีก 
	ผิดท้ายด้วยบะหมี่หยกเย็น
	ระหว่างนั้นก็สาเกไปเรื่อยๆ
	นั่นอาหาร
	ระหว่างกินคุยกันไปเรื่อยๆ มีรายการสัมภาษณ์สด ไม่ชอบอะไรมากที่สุดในญี่ปุ่น 
 แหะๆ ตอบยากพิลึก จะว่าไม่ชอบคนญี่ปุ่น ก็ไม่ทั้งหมด บางคนเราก็ชอบน่าดู  ไม่ชอบนิสัย
บางแบบ เออ ทำไมเพิ่งนึกได้  แต่ที่ตอบเขาไปคือ บอกว่าญี่ปุ่นซีเรียสเหลือเกิน (ที่จริงมันก็ไม่
ทุกคนอีก)  โอโนะซังบอกว่า ที่จริงแล้วไม่ซีเรียสหรอกแต่แกล้งทำเป็นซีเรียส 
	มีขัดจังหวะ เลยไม่ต้องตอบคำถามนี้อีก มันตอบยากน้า  อยากไม่ตอบ เพราะถ้า
ตอบก็ต้องตรงๆ  ตอนโมมูระเข้ามา พี่โอโนะช่วยไว้อีก เพราะหลังจากทักทายกันเขาก็ถามว่า
คุยอะไรกันอยู่ มันดึงกลับมาคำถามเดิมว่ากำลังถามน้าไม่ชอบอะไรมากที่สุดในญี่ปุ่น
	โมมูระบอกว่าเอ้า...ว่ามาๆ  โอโนะซังบอกว่า นี่แหละที่เขาไม่ชอบ คนไทย
ชอบเสรีภาพ ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง “ดอนต์ ฟอร์ซ ฮิม ทู แอนเซอร์  ...ฮี ดอนต์ ไลต์ อิท”
	รอดไปอีก นอกเหนือจากนั้นก็คุยสัพเพเหระ เขาถามควยามเห็นเรื่องการจัด
โปรแกรม ก็บอกเขาไปว่า เดือนแรกที่เรียนภาษาญี่ปุ่น น่าจะเพิ่มชั่วโมงต่อวันเข้าไป  
สักสี่ชั่วโมงไม่มากไปหรอก เพราะมันได้ฝึกไปด้วย
	อีกอย่างที่บอกเจาก็คือ โปรแกรมที่จัดให้มันน้อยไป บางอาทิตย์ไม่มีอะไร 
ไปเองถ้าพูดญี่ปุ่นไม่ได้มันก็ได้แต่ดู อย่างน้อยน่าจะพาไปไหนต่อไหนทุกอาทิตย์ อาทิตย์
ละสักสองวันก็ยังดี อะไรก็ได้
	แล้วก็วิจารณ์อาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์ให้ฟัง  บอกเขาว่าให้เราอยู่กับพวกอาซาฮี ชิมบุน
นานกว่านี้ยังดีกว่า เพราะพวกนั้นตะลอนๆไปข้างนอก แต่ไอ้ฉบับภาษาอังกฤษนี่นั่งอยู่แต่หน้าจอ 
แล้วมาบอกเราว่าเราอยากไปไหนก็ไป อะโธ่ แล้วมันจะได้อะไร
	อูชิยามาซัง บอกว่ามีคำถามสำคัญอยากจะถามอีก รอไว้พรุ่งนี้  ...มาไม้ไหนเนี่ย 
สงสัยติดใจอะไรที่ไปเหน็บเขาตอนเขียนโครงร่างบทความหรือเปล่า
	อำลาจากกัน พี่โอโนะชวนไปต่อ บอกไปดู ยาไท  ร้านเหล้ากลางแจ้งข้างถนน ใน
กินซ่านี่แหละ บอกคนไม่ค่อยรู้  ปรากฏว่าเดินไปเดินๆ เจออยู่ร้านเดียว  แกบอกว่ามันหายไป
ไหนหมดไม่รู้  หกเดือนที่แล้วยังมีเพียบอยู่เลย
	ตกลงก็เลยแยกกันกลับ มาถึงหอจ้อกับพรรคพวกชั่วโมงเศษ แล้วก็นอน
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก