บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓

บ๋ายบายโตเกียว

เมื่อคืนก่อน บัดดี้โฟนกับที่บ้าน เที่ยวนี้ ปรายฟ้ามาคุยด้วยตลอด ห่างบ้านมาเกือบสี่เดือน เพิ่งจะมีเมื่อวานนี่เองที่ลูกสาวมาคุยด้วยนานๆแบบนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน พ่อกับลูกคู่นี้ปกติประจ๋อประแจ๋กันเป็นประจำ

แม้เธอจะบอกว่าคิดถึงพ่อนิดเดียวก็ไม่เป็นไร

เมื่อเช้าออกจากบ้านสายนิดหน่อย เลยไปสถานีเอบิสุ เพื่อจะไปร้านหนังสือ กู๊ด บุ๊ค ไปถึงร้านสิบเอ็ดโมงเป๊ง ผู้หญิงคนขายชาวอเมริกัน เขาทักมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เราตอบไปเป็นภาษาอังกฤษ เธอคงแปลกใจเล็กน้อย ถามหาหนังสือที่ต้องการ

เธอหยิบมาให้

ชื่อวอเตอร์ วอล์ก ไม่ใช่วอเตอร์เวย์ เล่มละสามร้อยบาทเชียว บางนิดเดียว ในหนังสือมีเส้นทางเดินไปตามสายน้ำอยู่

๑๒ เส้นทาง ดีมาก ถ้าใช้เวลาเสาร์อาทิตย์ไปเดิน ก็ฆ่าเวลาด้วยความเบิกบานสดชื่นไปได้เต็มสองเดือนนั่นแหละ

กลับมาที่สำนักงานตอนเที่ยง นั่งทำงาน...งานน้าก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ได้ไปไหนก็เขียนบทความส่งกลับเมืองไทยเรื่อยๆ

หรือไม่ก็หาข้อมูล อ่านหนังสือไป

วันนี้เขียนไม่ค่อยออก

บ่ายโมงลงไปกินข้าวแกงมัสมั่น อุตส่าห์มั่นเหมาะว่าไม่มีอะไรแล้ว สั่ง คะรีไรสึ คนขายดันถามกลับมาอีก ชวนให้งง

ฟังแล้วไม่เข้าใจว่าเขาถามทำไม สุดท้ายเขาคงรู้ว่าน้าเป็นคนละเผ่าแน่นอน ก็เลยยกกระบวย ชี้ที่ถาดใส่มัสมั่น น้าก็มองตาม มันมีสองถาด แล้วเขาก็ถามว่าอะไร ฟังออกแต่ว่า ชิกเก้น ๆ

อ้อ มันคงมีมัสมั่นเนื้อ กับ ไก่ จะเอาอันไหนนั่นเอง

ได้มากินจนได้ ประทังความหิวไปอีกมื้อ มีแกงจืดไข่ถ้วยเล็กๆแก้เลี่ยน

กินเสร็จก็กลับมานั่งดูโน่นนี่ เรียกอารมณ์ทำงาน

กว่าจะเขียนเสร็จปาเข้าไปตั้งสี่โมงเย็น

วันนี้โลกไอซีคิวเงียบเหงาสักนิด ช่วยหนูนิดตามที่ร้องขอมาไปนิดหน่อย เธอจะเอาเรื่องราคาเครื่องทาเล็บในญี่ปุ่น ไอ้เราก็ไม่รู้ ต้องไปถามอูเอโนะซัง เธอก็ไม่เคยเห็น บอกว่าเคยแต่อ่านจากแมกาซีน มันจะอยู่ตามร้านเครื่องเล่นเกมเป็นส่วนใหญ่

สาวน้อยบอกเสียด้วยว่าอยากจะไปลองอยู่เหมือนกัน

ถามว่าอยากจะเห็นเครื่องที่ว่านี่ คิดว่าแถวไหนมี ชิบูยะ เป็นไง

เธอบอกว่าชิบูยะ น่าจะมี

ชิบูยะนี่มันเป็นแหล่งวัยรุ่นจริงๆ ยิ่งเย็นย่ำจะออกมาเดินกันเต็ม ยังกะหนอนในไหปลาร้าเล้ย น้าไปเดินมาหลายเที่ยวแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปตอนค่ำ

โตเกียว ก็เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆในยุโรปหรืออเมริกา ตกค่ำโดยเฉพาะวันศุกร์วันเสาร์นี่ คนแห่ออกมาเดินทำอะไรก็ไม่รู้ตามย่านพวกนี้ พอเช้ามืด ถ้าใครตื่นเช้ามีโอกาสออกมาดูจะเห็นสภาพท้องถนนอันว่างเปล่า และเต็มไปด้วยขยะเกลื่อนไปหมด

เกลื่อนจริงๆ

พอสายๆหน่อยก็เรียบราบไม่เหลือซาก

แต่ในโตเกียวนี่ต่างจากที่อื่นๆเหมือนกัน เพราะจะไม่เหลือซากอยู่ไม่นานนัก พอสายๆคนออกจากบ้านกันไปทำ

งานบ้างอะไรบ้าง ไม่นานหรอก ขี้บุหรี่เกลื่อนถนนไปหมด มันสูบกันจริงๆ และทิ้งขี้บุหรี่ไม่มีเกรงใจ

เมืองไทยยังไม่เท่าเลย

ห้าโมงเย็นยังขอตัวกลับบ้านก่อน ต้องมาซักผ้าจัดของ แล้วยังเหลือคอลัมน์ที่ประชาชาติธุรกิจ ต้องเขียนส่งล่วงหน้าก่อนจะไปโอกินาว่าพรุ่งนี้

ซักผ้าก็ไม่มีอะไรมาก จับมันยัดเข้าเครื่อง ระหว่างที่รอก็นั่งเขียนไป เขียนเสร็จก็ส่ง รู้สึกวันนี้เรื่องที่เขียนจะดีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ...ชมตัวเองหน่อย

จิบเบียร์ไปด้วย แกล้มกับแตงกวาจิ้มปลาร้าสับ

อร่อยไปอีกแบบ

พอส่งงานเสร็จ เจ้านายจากเมืองไทยเขาสั่งมาจะเอาเรื่องเกี่ยวกับเพลย์สเตชั่น ทู ที่ไปคุยกับโซนีมา แหม คนจะจัดข้าวของ ต้องมานั่งทำงานอีก จำไม่ค่อยได้เสียด้วย มันหลายวันแล้ว แต่ก็ส่งเมล์ไปเท่าที่จำได้

พอได้เวลา เจ้าน้ำก็บัดดี้โฟนมาอีกเหมือนเดิม ถามความคืบหน้าเรื่องโปรแกรมแฟลช ต่อจากเมื่อวาน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แค่ทำภาพเอฟเฟควูบๆวาบๆได้แล้ว แต่ยังใส่เสียงไม่เป็น

เอ๊ะ..มันไวเหมือนกันนะ วันเดียวเองทำได้แล้ว

แต่ส่วนใหญ่ที่คุยน่ะ มันเน้นเรื่องเกมบอย มอนิเตอร์สี เป็นพิเศษ พูดง่ายๆ จะเอา ให้พ่อซื้อมาซะดีๆ ...ซื้อดีไหม เดี๋ยววัฒนธรรมกดปุ่มเจริญงอกงามในบ้าน อาจจะเแย่ในอนาคต

คุณปรายสลับเข้ามาคุยด้วยเป็นระยะ

คุยไปสักพักหนึ่ง ก็ไปแย่งโทรทัศน์กับพี่น้ำ บอกว่าอย่าทะเลาะกัน ให้เป่ายิ้นฉุบเอา ฟังเสียงคล้ายๆว่ามีการเป่ายิ้งฉุบ แล้วมีการเบี้ยวกันนิดหน่อย

แม่ปรายเลยมายืนร้องไห้ใกล้ๆไมโครโฟน

แม่ก้อยแซวว่า ไม่เป่าหรอกยิ้งฉุบอะไรนั่น ร้องไห้เอาได้ผลกว่า

ฟังเสียงลูกสาวร้องไห้แล้วก็ขำๆ ไม้ตายของเด็กไม่รู้จักโตแห่ง เนเวอร์แลนด์ อยู่ ป.๔ แถมเป็นหัวหน้าห้อง แต่อยู่บ้านก็ยังเหมือนเด็กป.๑ อยู่นั่นแหละ

น่าจะให้ปีเตอร์แพนหิ้วส่งกลับบ้านเสียเลย

คืนนี้ไม่เงียบเหงา ไม่เงียบงัน แต่มันวุ่นๆ ปั่นผ้าแห้งเสร็จ เอามาผึ่งลมหน่อยก็พับๆ จัดลงเป้เตรียมสำหรับการเดินทาง ทุกอย่างเกือบเรียบร้อย หวังว่าคงจะไม่ลืมอะไรสำคัญๆ ตามนิสัยเคยชินอีกนะ

นั่งดูโปรแกรมโอกินาว่าไปอย่างปลงๆ

วันแรก วันแห่งการเดินทาง

วันที่สอง วันแห่งความตาย ตระเวณดูมันเข้าไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น สุสานแห่งความตายจากสงคราม

วันที่สาม ดูสถานที่ทางประวัติศาสตร์ (ก็เกี่ยวกับสงครามอยู่นั่นแหละ) และ บรรดาฐานทัพอเมริกัน ตอนค่ำมีการแสดงเต้นรำของโอกินาว่า

วันที่สี่ สัมนาทั้งวัน เรื่องสำคัญ คื่อ เอเชียควรจะพัฒนาอย่างไร ทั้งเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจ

วันที่ห้า เดินทางกลับ

หวังว่ากลับมาถึงคงไม่มีใครถามน้านะว่า ไปเที่ยวโอกินาว่ามาสนุกไหม

ใครเห็นกำหนดการแล้วมาถามอย่างนี้...จะด่าให้ดู

ไม่เชื่อลองสิ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก